
จะสูดอากาสบริสุทธิ์...ได้จากไหน
ในขณะที่การประชุมสภาผู้แทนฯ จีน กำลังเป็นไปอย่างคึกคัก ตัวแทนของแต่ละแวดวงต่างกำลังปฏิบัติหน้าที่
ในขณะที่การประชุมสภาผู้แทนฯ จีน กำลังเป็นไปอย่างคึกคัก ตัวแทนของแต่ละแวดวงต่างกำลังปฏิบัติหน้าที่
ในการสะท้อนเสียงเรียกร้องของผู้คนจำนวนมากอย่างขะมักเขม้น ยิ่งติดตามการประชุมก็ยิ่งรู้สึกได้ว่าปัญหาเรื้อรังที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมจีนช่างยาวเป็นหางว่าว และดูจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ประเด็นร้อนที่พูดกันอย่างมากคือ “มลพิษทางสภาพแวดล้อม” ที่เคยเป็นปัญหาหลักของคนบางกลุ่ม ตอนนี้กลายเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่หันมาตื่นตัวกันมากขึ้น เพราะเกือบทุกหนแห่งต่างประสบกับปัญหาดังกล่าว ถึงขนาดมีการรวมตัวกันของคนนับหมื่นเพื่อรณรงค์ให้เกิดจิตสำนึกในการอนุรักษ์สภาพแวดล้อมกันอย่างจริงจัง
ในบรรดาเมืองใหญ่จำนวน 500 แห่งของจีน มีไม่ถึงร้อยละ 1 ที่มีคุณภาพอากาศได้มาตรฐานตามที่องค์การสหประชาชาติกำหนดไว้ ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ อันดับท็อปเทนเมืองที่มีมลพิษรุนแรงของโลกนั้น มีเมืองที่อยู่ในประเทศจีนมากถึง 7 แห่ง จึงเกิดคำถามตามมาว่า “ในเมื่อสภาพแวดล้อมถูกทำลายอย่างหนักจนส่งผลต่อผู้คนมากขนาดนี้ จะมีประโยชน์อะไรที่ทุกฝ่ายมุ่งมั่นในการพัฒนาบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้า ทั้งๆ ที่คุณภาพชีวิตของประชากรยังไม่ได้รับการเอาใจใส่เท่าที่ควร”
การที่ประเทศจีนตกเป็นดินแดนที่มีมลพิษทางอากาศรุนแรงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ย่อมได้รับผลกระทบโดยตรงจากการอยู่ในช่วงของการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา เห็นได้ชัดจากการเป็นแหล่งที่ตั้งโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นานาชนิด มีคนเพียงกลุ่มหนึ่งที่ได้รับประโยชน์จากการนี้ ส่วนผู้คนที่อาศัยอยู่ตามแหล่งอุตสาหกรรมก็เป็นผู้รับเคราะห์กรรมสูดดมและใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีสารพิษเจือปนเข้าสู่ร่างกายทุกวัน
สิ่งที่หลงเหลือให้แก่คนส่วนใหญ่กลับเป็นมลพิษทางน้ำ มลพิษทางอากาศ มลพิษทางขยะ การพยายามสร้างเมืองแห่งต่างๆ ให้เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ ก่อให้เกิดแนวคิดที่ว่า “เกิดมลภาวะก่อน แล้วจึงค่อยรับมือ” แต่ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะปัจจุบันพื้นที่ที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี ล้วนนำมาซึ่งมลภาวะอย่างรุนแรง ทว่าไม่มีมาตรการในการรักษาสภาพแวดล้อมที่เกิดประสิทธิภาพแต่อย่างใด
สำหรับข้าราชการระดับท้องถิ่นแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือ การสร้างผลงานและดัชนีชี้วัดผลงานก็คือ GDP รูปแบบการพัฒนาประเทศเช่นนี้ถือเป็นการพัฒนาประเทศโดยไม่คำนึงถึงต้นทุน โดยเฉพาะสวัสดิภาพของชาวบ้านตาดำๆ ผลพวงที่ตามมาคือสภาพแวดล้อมค่อยๆ ถูกทำลายลงไปทุกขณะ คนรุ่นลูกรุ่นหลานได้รับมรดกที่ไม่พึงประสงค์อย่างมลพิษหลากหลายประเภท ซึ่งคอยคุกคามชีวิตความเป็นอยู่
ก่อนปี ค.ศ. 1949 พื้นที่ 1 ใน 3 ของประเทศเป็นส่วนที่ไม่เหมาะแก่การอยู่อาศัย หลังจากนั้นไม่นานพื้นที่บางส่วนของประเทศหน้าดินถูกกัดเซาะ ส่งผลให้พื้นที่ใช้สอยลดลง 1 ใน 3 ปัจจุบันพื้นที่ที่สามารถอยู่อาศัยได้มีจำนวนเพียง 3 ล้านตารางกิโลเมตร ผู้เชี่ยวชาญบางท่านแสดงทัศนะว่า จำนวนพื้นที่ในขณะนี้สามารถรองรับประชากรเพียง 700 ล้านคนเท่านั้น แต่ผลการสำรวจสำมะโนประชากรครั้งที่ 6 ในปี ค.ศ. 2010 ที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นว่าประชากรที่อาศัยอยู่บนดินแดนแห่งนี้มีมากขึ้นเป็นเท่าตัวกว่าๆ การรักษาสมดุลทางสภาพแวดล้อมให้คงอยู่ในสภาพดีดังเดิมถือเป็นเรื่องที่ยากเอาการอยู่
มลพิษที่สำคัญของจีนแบ่งเป็น 3 อย่าง คือ มลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม ถือเป็นมลพิษที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างรุนแรง โดยมากมักเป็นของเสียที่เกิดจากกระบวนการผลิตกระดาษ โรงไฟฟ้า โรงงานสารเคมี โรงงานหลอมทอง เป็นต้น มลพิษในเมืองซึ่งเป็นสิ่งที่ตามมาพร้อมกับสภาพเมืองที่มีความทันสมัย หรือแม้แต่มลพิษตามชนบท ซึ่งมีทีท่าว่าจะบริหารจัดการได้ยากกว่า อันเป็นผลจากมาตรการที่หละหลวมและการขาดความรู้ในการรับมือกับมลพิษของคนในท้องถิ่น
ตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วง 30 กว่าปีที่ผ่านมาของจีน สร้างความตะลึงให้แก่ชาวโลกด้วยสถิติต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นประเทศที่มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงสุดของโลก ประเทศที่มีเงินทุนสำรองต่างประเทศมากที่สุดในโลก ประเทศที่มีนักลงทุนต่างชาติขนเม็ดเงินมาลงทุนมากที่สุดในขณะนี้ ขณะเดียวกัน ปริมาณการใช้ทรัพยากรน้ำมัน เหล็ก ถ่านหินก็มาเป็นอันดับต้นๆ เช่นกัน ถือเป็นตลาดนำเข้าผลิตภัณฑ์กระดาษที่ใช้ในอุตสาหกรรมที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก และนำเข้าน้ำมันดิบมากเป็นอันดับ 2 ของโลก
แต่ปริมาณมลพิษทางสภาพแวดล้อมกลับสูงกว่าประเทศที่พัฒนาแล้วถึง 30 เท่า ดังเห็นได้จากปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากเป็นอันดับ 1 ของโลก ปริมาณการใช้ถ่านหินมากเป็นอันดับ 2 ของโลก และมีทีท่าว่าจะขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ภายในระยะเวลา 10 ปี ร้อยละ 70 ของแม่น้ำลำคลองเกิดมลภาวะทางน้ำ ในจำนวนนี้ ร้อยละ 40 ถือว่าอยู่ในระดับที่รุนแรง แม่น้ำส่วนที่ไหลผ่านตัวเมืองเกิดมลภาวะเกือบทุกสาย
ที่น่าตกใจก็คือ ผู้คนราว 300 ล้านคนไม่ได้ดื่มน้ำสะอาด 400 ล้านคนไม่ได้สูดดมอากาศบริสุทธิ์ 1 ใน 3 ของอากาศในเมืองเกิดมลภาวะทางอากาศอย่างรุนแรง มีมณฑลบางแห่ง เช่น มณฑลซานซีจัดว่ามีมลภาวะทางอากาศอย่างรุนแรง พื้นที่ 1 ใน 3 ของประเทศประสบภาวะฝนกรด ความเสื่อมโทรมทางระบบนิเวศดังที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ สามารถพูดให้เข้าใจง่ายๆ ว่า “เห็นน้ำที่ไหนก็มีมลภาวะที่นั่น เห็นแม่น้ำที่ไหนก็มักจะอยู่ในสภาพแห้งขอด เห็นฝนที่ไหนก็มักจะเป็นฝนกรด” เรียกว่า สภาพแวดล้อมกำลังอยู่ในขั้นวิกฤตและเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างมาก
สภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยมลภาวะนานาชนิดซึ่งปกคลุมประเทศจีนในขณะนี้ส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวไปข้างหน้า ถึงแม้จะสามารถก้าวขึ้นสู่บทบาทของมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ แต่ก็แลกมาด้วยความบอบช้ำทางสภาพแวดล้อม
แน่นอนว่าการพัฒนาทางเทคโนโลยีย่อมก่อให้เกิดมลภาวะอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงเป็นเรื่องน่าคิดว่าทางออกของการพัฒนาประเทศให้ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมน้อยที่สุด ควรดำเนินไปในทิศทางใด







