
แก่แล้ว... ใครจะดูเรา
เมื่อเทียบกับครอบครัวหนุ่มสาวที่ต้องสูญเสียลูกแล้ว ยังไงพวกเขาก็ยังมีความหวังที่จะปั้นทายาทคนใหม่ “แล้วพวกเราล่ะ”
เมื่อเทียบกับครอบครัวหนุ่มสาวที่ต้องสูญเสียลูกแล้ว ยังไงพวกเขาก็ยังมีความหวังที่จะปั้นทายาทคนใหม่ “แล้วพวกเราล่ะ”
พวกที่ลูกๆ ไม่ได้อยู่ใกล้ตัว จำเป็นต้องแยกย้ายกันไปทำงานคนละทิศละทาง ถึงพวกเขาจะยุ่งขนาดไหนก็ยังได้กลับมาเยี่ยมเยียนพ่อแม่ในช่วงเทศกาล มีเวลาได้แบ่งปันความสุขร่วมกัน มีคนคอยดูแลยามเจ็บไข้ได้ป่วย “แล้วพวกเราล่ะ”
ครอบครัวที่ไม่คิดจะมีบุตร ถึงแม้จะไม่มีใครคอยดูแล แต่อย่างน้อยก็ไม่ต้องรู้สึกชอกช้ำแสนสาหัสจากการสูญเสียแก้วตาดวงใจ ได้รับสวัสดิการทางสังคมเฉกเช่นคนอื่นๆ “แล้วพวกเราล่ะ”
“พวกเรา” ที่เอ่ยถึงข้างต้นนี้เป็นกลุ่มคนที่เคยถูกสังคมทอดทิ้ง แต่มาวันนี้กลับได้รับความสนใจจากคนในสังคมอีกครั้ง พวกเขาคือครอบครัวที่มีลูกคนเดียวและต้องสูญเสียบุตรก่อนวัยอันควร ผลพวงจากการสูญเสียบุตรกำลังทวีความรุนแรงและไม่ใช่แค่ปัญหาเล็กๆ แต่กำลังขยายผลออกไปในวงกว้าง
ผลการสำรวจสำมะโนประชากรในปี ค.ศ. 2010 พบว่า ประเทศจีนมีประชากรราว 1,300 กว่าล้านคน มีอัตราการเกิดอยู่ที่ระดับ 1.181 หากเราคิดคำนวณจากอัตราดังกล่าว คาดการณ์ว่าในปี ค.ศ. 2018 หรือภายในระยะเวลา 5 ปีนับจากนี้ การเติบโตของประชากรจีนจะอยู่ในเกณฑ์ติดลบ ภาระทางสังคมก็จะหนักหน่วงมากขึ้น อันเป็นผลจากจำนวนผู้สูงวัยเพิ่มขึ้นอย่างมาก
เมื่อถึงตอนนั้นกลุ่มคนที่กำลังเอ่ยถึงนี้ก็จะมีอายุร่วงโรยไปตามกาลเวลา ความสามารถในการหารายได้ก็เริ่มถดถอย ทั้งยังไม่สามารถดูแลตัวเองได้ในกรณีที่สุขภาพไม่เอื้ออำนวย น่าคิดเหมือนกันว่า ใครจะเป็นคนดูแลพวกเขา
หลังจากที่เทศกาลหยวนเซียวผ่านพ้นไปก็เป็นสัญญาณบอกลาการเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีน และถือเป็นการเริ่มต้นปฏิบัติภารกิจกันของแต่ละคนอย่างเต็มที่ ทว่ามีพ่อแม่บางคนรอคอยการกลับมาของลูกอย่างเลื่อนลอย เพราะไม่ว่าจะรออีกนานเท่าไรก็ไม่มีโอกาสพบหน้าลูกอีกต่อไป พวกเขาถือเป็น “ครอบครัวสูญเสียบุตร” ซึ่งนับวันจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นมากถึง 10 ล้านครัวเรือน นอกเหนือจากการขาดที่พึ่งพาในยามแก่เฒ่าแล้ว ความรู้สึกทางใจที่ยากจะชดเชยได้ก็กลายเป็นเรื่องที่ควรได้รับการเยียวยาอย่างทันท่วงที
ช่วงแรกๆ ของการสถาปนาประเทศ พวกเขาใช้ชีวิตอย่างแร้นแค้น ต่อมาก็เข้าสู่ยุคปฏิวัติวัฒนธรรม ส่งผลให้คนจำนวนไม่น้อยต้องไปทำไร่ไถนาอยู่หลายปี พอมายุคทศวรรษที่ 80 ก็เริ่มมีการประกาศใช้นโยบายคุมกำเนิด หลังจากนั้นเศรษฐกิจของประเทศก็พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว บรรดาลูกๆ ต่างแยกย้ายกันไปทำงานตามเมืองใหญ่ กว่าจะได้อยู่กันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาก็ในช่วงเทศกาลสำคัญของปีที่มีวันหยุดยาว เรียกได้ว่าคนกลุ่มนี้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชกโชน พอย่างเข้าสู่ปัจฉิมวัยแทนที่จะได้ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายมีลูกหลานคอยล้อมหน้าล้อมหลัง กลับต้องมาทนทุกข์กับการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของบุตรที่มีอยู่เพียงคนเดียว
ผลการสำรวจสำมะโนประชากรประจำปี ค.ศ. 2000 (มีการสำรวจทุกๆ 10 ปี) ชี้ให้เห็นว่าทุกๆ 1 หมื่นคน เด็กที่เสียชีวิตก่อนวัย 10 ปี มีจำนวน 360 คน ผู้ที่เสียชีวิตก่อนวัย 25 ปี มีจำนวน 463 คน และผู้ที่เสียชีวิตก่อนวัย 44 ปี มีจำนวน 760 คน
ข้อน่าสังเกตคือ เด็กยุคใหม่ที่มีอายุระหว่าง 15-30 ปี ของจีนมีจำนวน 190 ล้านคน ทุกๆ 1 หมื่นคนจะมีผู้เสียชีวิต 4 คน ส่งผลให้แต่ละปีมีครอบครัวที่สูญเสียบุตรถึง 7.6 หมื่นครอบครัว ภายในระยะเวลา 10 ปี ครอบครัวที่สูญเสียบุตรจะเพิ่มขึ้นเป็น 7.6 แสนครอบครัว
นโยบายการคุมกำเนิดที่อนุญาตให้แต่ละครอบครัวมีบุตรได้เพียงคนเดียว (ยกเว้นครอบครัวชนเผ่ากลุ่มน้อย) ที่ดำเนินมาตลอดระยะเวลา 30 กว่าปีนั้นช่วยลดจำนวนประชากรได้อย่างเกิดประสิทธิผลเปลี่ยนแนวคิดที่ว่า “คนมากแรงงานมาก” มาเป็น “1 ครอบครัวกับบุตร 1 คน” ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงจากคุณภาพเป็นปริมาณ หรือเป็นการเปลี่ยนจากปริมาณมาเป็นคุณภาพ ล้วนแต่เป็นนโยบายที่สุดขั้วทั้งสิ้น
ผ่านไปหลายสิบปี นโยบายชั้นเลิศในวันวานที่เดิมที่มีวัตถุประสงค์หลักในการควบคุมจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพิ่มภาระทางสังคมให้แก่ภาครัฐ และสิ้นเปลืองทรัพยากรกลับสร้างความเสี่ยงให้แก่การดำเนินชีวิตของครอบครัวจำนวนไม่น้อย ในจำนวนนี้รวมถึงครอบครัวที่ต้องสูญเสียบุตรก่อนวัยอันควร คนเหล่านี้ต้องเผชิญหน้ากับการขาดที่พึ่งในยามชรา ขาดผู้เยียวยาสภาพจิตใจ เป็นต้น
ปัจจุบันผู้สูงวัยชาวจีนที่มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไปมีมากถึง 1.2 ร้อยล้านคน และคาดว่าในปี ค.ศ. 2050 จะเพิ่มขึ้นจากเดิมเป็น 3 เท่า
อัตราการเกิดที่มีทีท่าว่าจะติดลบในขณะนี้นำมาซึ่งปัญหานานัปการ ไม่ว่าจะเป็นการเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยผู้สูงวัย การขาดแรงงาน ปรากฏการณ์ครอบครัวที่สูญเสียบุตร สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นผลพวงจากนโยบายคุมกำเนิดทั้งสิ้น
ที่น่ากลัวไปกว่านั้นก็คือ โครงสร้างครอบครัวของชาวจีนยุคปัจจุบันที่ประกอบด้วย ปู่ ย่า ตา ยาย พ่อ แม่ และลูกหรือเข้าสูตร 4+2+1 นั้น หากเกิดเหตุไม่คาดคิดกับ 1 จนทำให้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรแล้วละก็ ที่เหลืออีก 6 ชีวิต ก็จะเป็นผู้สูงวัยที่ขาดที่พึ่งทางกายและทางใจในยามแก่เฒ่า แม้จะมีสวัสดิการสังคมในยามชรา แต่ก็ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายจิปาถะ ค่ารักษาพยาบาล ฯลฯ
การควบคุมประชากรไม่ให้มีปริมาณมากเกินไป ย่อมส่งผลดีต่อการใช้ทรัพยากร แต่ต้องอย่าลืมว่าทรัพยากรบุคคลถือเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศชาติ โดยเฉพาะเด็กเกิดใหม่ที่ถือเป็นความหวังของประเทศในวันข้างหน้า
ถึงเวลาหรือยังที่รัฐบาลควรทบทวนแนวทางการใช้นโยบายคุมกำเนิดที่ก่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อชาวจีนทั้งประเทศ!







