
ยุโรป
รัฐมนตรีคลังยุโรปเสียงแตกกรณีแก้เงินยูโรแข็ง เตรียมหารือในที่ประชุม จี 20 15-16 ก.พ. นี้
รัฐมนตรีคลังยุโรปเสียงแตกกรณีแก้เงินยูโรแข็ง เตรียมหารือในที่ประชุม จี 20 15-16 ก.พ. นี้
ที่ประชุมรัฐมนตรีคลังยูโรโซนเมื่อวันที่ 11 ก.พ. ที่ผ่านมา เสียงแตกกรณีปัญหาค่าเงินยูโรแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง โดยรัฐมนตรีคลังฝรั่งเศสออกโรงเรียกร้องให้ยุโรปแก้ปัญหาด้วยการแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากหวั่นว่า ยูโรแข็งจะฉุดการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ทว่า เจอเสียงคัดค้านจากเยอรมนีที่ต้องการปล่อยค่าเงินยูโรเป็นไปตามกลไกตลาด
“ยุโรปจำเป็นต้องงัดมาตรการควบคุมเงินยูโรเพื่อสร้างเสถียรภาพในภูมิภาค ค่าเงินยูโรควรสะท้อนสภาพเศรษฐกิจที่แท้จริง ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับอารมณ์หรือการคาดเดาของใครบางคน” ปิแอร์ มอสโควิซี รัฐมนตรีคลังฝรั่งเศส กล่าว พร้อมเตือนว่า ค่าเงินยูโรที่แข็งค่าเสี่ยงฉุดจีดีพีเมืองน้ำหอมถึง 0.3%
นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้ยุโรปเตรียมเสนอแผนแก้ปัญหาเงินยูโรแข็งค่าร่วมกันในระหว่างการประชุมกลุ่มเศรษฐกิจขนาดใหญ่ 20 ชาติ (จี 20) ซึ่งจะมีขึ้นที่กรุงมอสโก ของรัสเซีย ระหว่างวันที่ 1516 ก.พ.นี้
สอดคล้องกับความเห็นของประธานาธิบดีฟรองซัวส์ ออลลองด์ ก่อนหน้านี้ ที่ได้เรียกร้องให้ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ปกป้องค่าเงินยูโรด้วยการเข้าแทรกแซง
อย่างไรก็ตาม ฝรั่งเศสเจอเสียงคัดค้านอย่างหนักจาก วูล์ฟกัง ชอยเบิล รัฐมนตรีคลังเยอรมนี ซึ่งย้ำว่า อัตราแลกเปลี่ยนไม่ควรถูกแทรกแซง
เช่นเดียวกับ เจอโรน ดิจเซลบลูม ประธานรัฐมนตรีคลังยูโรโซนคนใหม่ชาวดัตช์ ที่ย้ำชัดว่า เวทีประชุมรัฐมนตรีคลังยุโรปไม่ใช่เวทีที่เหมาะสมในการหารือเรื่องเงินยูโรแข็งค่า ทว่า ควรหยิบยกขึ้นมาหารือในเวทีระดับโลก โดยเฉพาะการประชุมกลุ่ม จี 20
ขณะที่ เจนส์ ไวด์มานน์ ผู้ว่าการธนาคารกลางเยอรมนี แสดงความเห็นว่า รัฐบาลเท่านั้น ไม่ใช่ธนาคารกลาง ที่จะแก้ปัญหาเงินยูโรแข็งค่าได้
ทั้งนี้ ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา บรรดาธนาคารกลางของเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เช่น สหรัฐ อังกฤษ และล่าสุด คือ ญี่ปุ่น ต่างเดินหน้าผ่อนนโยบายการเงินลงอย่างต่อเนื่องจนส่งผลให้ค่าเงินยูโร ตลอดจนสกุลเงินอื่นๆ ของโลกแข็งค่าขึ้น
ล่าสุด เงินยูโรอ่อนค่าเล็กน้อยอยู่ที่ 1.3386 ยูโรต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงการซื้อขายเมื่อวันที่ 12 ก.พ. ที่ผ่านมา หลังพุ่งสูงถึง 1.340 ยูโรต่อเหรียญสหรัฐเมื่อวันที่ 11 ก.พ. โดยในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมานั้น แข็งค่าขึ้นแล้วถึง 6% เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักของโลก
ในส่วนของเงินเยนนั้น แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยที่ 94.12 เยนต่อเหรียญสหรัฐ หลังก่อนหน้านั้นไม่กี่ชั่วโมง ดิ่งเหลือ94.465 เยนต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดตั้งแต่เดือน พ.ค. 2553
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสร้างความกังวลให้กับนักวิเคราะห์ไม่น้อย เนื่องจากการแข็งค่าของเงินยูโรจะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจของยุโรป โดยเฉพาะภาคส่งออก เนื่องจากเงินยูโรแข็งทำให้สินค้ายุโรปมีราคาแพงขึ้นในต่างแดน ขณะที่เจพี มอร์แกน สถาบันการเงินชื่อดัง เตือนว่า หากเงินยูโรแข็งค่าขึ้น 10% จะฉุดมูลค่าการส่งออกของยุโรปมากถึง 2.5%
นอกจากนี้ หลายฝ่ายยังกังวลว่า การที่หลายประเทศพร้อมใจกันผ่อนนโยบายการเงินลงจะยิ่งจุดชนวนให้เกิดสงครามค่าเงิน
ล่าสุด กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ (จี 7) ซึ่งรวมถึงญี่ปุ่น ออกแถลงการณ์ร่วม คัดค้านนโยบายการเงินที่มุ่งกดค่าเงินให้อ่อนค่า พร้อมยืนยันว่า ชาติสมาชิกจะมีการหารือกันมากขึ้นในอนาคตเพื่อกำหนดนโยบายที่สอดคล้องกัน







