posttoday
หนี้เอกชนจีนพุ่ง1.7ล้านล้านเหรียญกูรูหวั่นไม่ใช้คืน เศรษฐกิจสะดุด

หนี้เอกชนจีนพุ่ง1.7ล้านล้านเหรียญกูรูหวั่นไม่ใช้คืน เศรษฐกิจสะดุด

29 มกราคม 2556

นักกลยุทธ์เตือนบริษัทจีนเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้สูง กระทบเติบโตประเทศสะดุด เหตุธุรกิจหลายแห่งกู้เงินมากขึ้น 3 เท่าตัว หรืออยู่ที่ 1.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วงแค่ 5 ปี

นักกลยุทธ์เตือนบริษัทจีนเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้สูง กระทบเติบโตประเทศสะดุด เหตุธุรกิจหลายแห่งกู้เงินมากขึ้น 3 เท่าตัว หรืออยู่ที่ 1.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วงแค่ 5 ปี

บลูมเบิร์ก เผยรายงานโดยอิงข้อมูลจากบริษัทวิจัยและบรรดานักกลยุทธ์ในตลาด ซึ่งบ่งชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจจีนกำลังโดนคุกคามจากความเสี่ยงเรื่องการผิดนัดชำระหนี้ของบรรดาบริษัทจีนหลายแห่ง ซึ่งมีการกู้ยืมเงินมาใช้จ่ายเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตัว ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยข้อมูลที่บลูมเบิร์กรวบรวมได้ล่าสุดจากธุรกิจที่ไม่ใช่ภาคการเงินจำนวน 3,895 แห่ง พบว่าการกู้ยืมระยะสั้นและระยะยาวปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบ 1.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 51 ล้านล้านบาท) จากเดิมซึ่งอยู่ที่ 6.04 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 18.12 ล้านล้านบาท) เมื่อช่วงสิ้นปี 2550

ขณะที่ข้อมูลจาก แซนฟอร์ด ซี. เบิร์นสไตน์ แอนด์ โค. ระบุว่า ต้นทุนทางการเงินซึ่งรวมถึงดอกเบี้ยและหนี้ทุกรูปแบบไต่อันดับทำสถิติอยู่ในระดับที่สูงที่สุดเมื่อคิดเป็นอัตราส่วนเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของปีที่ผ่านมา หรือหมายความว่ามีปริมาณเงินสดสำหรับการลงทุนในประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกน้อยลง

ด้านธนาคารรอยัล แบงก์ ออฟ สกอตแลนด์ กรุ๊ป ระบุว่า ความเสี่ยงของการผิดนัดชำระหนี้จะส่งผลกระทบต่อการปล่อยเสรีอัตราดอกเบี้ยให้เป็นไปตามกลไกตลาด โดยขณะนี้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี ในบริษัทชั้นนำจีน เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 5.27% หรือเกือบทำระดับสูงสุดในรอบ 13 เดือน เมื่อเทียบกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรของธนาคารอเมริกา เมอร์ริล ลินช์ ซึ่งอยู่ที่ 2.6%

ไมค์ เวอร์เนอร์ นักวิเคราะห์จากเบิร์นสไตน์ประจำฮ่องกง กล่าวว่า ปัจจุบันจีนมีปริมาณหนี้เพิ่มสูงมากขึ้นกว่าในอดีตเมื่อเทียบกับจีดีพี ขณะที่ทรัพยากรหลายๆ อย่างล้วนใช้หมดไปกับการบริหารจัดการหนี้ของตนเอง

“ท้ายที่สุดสถานการณ์ดังกล่าวจะกลายเป็นลมต้านการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนเอง” เวอร์เนอร์ กล่าว

นอกจากนี้ นักวิเคราะห์หลายสำนักยังคาดการณ์ว่า ปี 2556 นี้ รัฐบาลจีนภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ หลี่เค่อเฉียง อาจต้องเตรียมรับมือกับผลกระทบจากการเลิกใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงิน ซึ่งช่วยให้จีนสามารถหลุดพ้นจากสภาวะซบเซาต่อเนื่องนาน 7 เดือน ระหว่างเดือน ต.ค.ธ.ค.ปีที่แล้ว พร้อมกับเตรียมรับมือกับอัตราเงินเฟ้อ และความเสี่ยงจากธนาคารเงาทั้งหลาย

ทั้งนี้ ในปี 2555 ที่ผ่านมา ข้อมูลจากธนาคารกลางจีน ระบุว่า มีการปล่อยกู้มากถึง 8.2 ล้านล้านหยวน (ราว 41 ล้านล้านบาท) หรือเพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่สื่อท้องถิ่นรายงานว่า รัฐบาลจีนอาจจะกำหนดโควตาเงินกู้ยืมในปีนี้ให้อยู่ที่ 9 ล้านล้านหยวน (ราว 45 ล้านล้านบาท)

สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์วิตกกันก็คือ ปริมาณปล่อยกู้มหาศาลข้างต้นจะเป็นชนวนก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้ออีกครั้งเหมือนช่วงปี 2552-2553 ที่รัฐบาลมีนโยบายกระตุ้นการกู้ยืม ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 17.6 ล้านล้านหยวน (ราว 88 ล้านล้านบาท) จนลดศักยภาพของธนาคาร และผลักดันให้หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) พุ่งขึ้น

เอ็ดวาร์ด ซานเซลเลอร์ และไมค์ คอนเนลลี นักวิเคราะห์จากบริษัทลงทุนจีเอ็มโอ และเอลเอลซี แสดงความเห็นในรายงานว่า การดำเนินนโยบายข้างต้นส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศจีนเต็มไปด้วยขยะสินเชื่อที่บรรดาบริษัททั้งหลายมุ่งเน้นการเติบโตด้วยการก่อหนี้ โดยปริมาณหนี้ต่อจีดีพีของจีนแตะระดับ 190% แล้วเมื่อสิ้นปี 2555 ที่ผ่านมา และเพิ่มขึ้นจากปี 2551 ซึ่งอยู่ที่ 124%

ด้าน ฟิทช์ เรทติ้งส์ หนึ่งในบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำของโลก ประเมินว่า ภาระหนี้ดังกล่าวอาจจำเป็นต้องให้รัฐบาลควักเงินเพื่อช่วยแก้ปัญหา ซึ่งจะส่งผลอันตรายต่อความน่าเชื่อถือของจีน

รายงานระบุว่า ปริมาณกิจการเงินเพื่อสังคม ซึ่งรวมถึงการปล่อยกู้ของธนาคาร ตราสารหนี้ การขายหุ้น และการปล่อยสินเชื่อในประเทศจีนเพิ่มขึ้น 23% อยู่ที่ 15.8 ล้านล้านหยวน (ราว 79 ล้านล้านบาท) เมื่อปีที่แล้ว โดยปริมาณที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากบรรดาสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (ธนาคารเงา) แทบทั้งสิ้น ส่งผลให้นักวิเคราะห์ต้องออกโรงเตือนให้รัฐบาลจีนระวังภาคการเงิน โดยเฉพาะการปล่อยกู้และให้สินเชื่อของธนาคารเงาเหล่านี้

ดรูว์ บริก หัวหน้านักกลยุทธ์การตลาดแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจากอาร์บีเอสประจำสิงคโปร์ กล่าวว่า สถานการณ์ข้างต้นถือเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีน เนื่องจากปริมาณเงินที่มีการปล่อยกู้ออกไปนั้น แค่ช่วยให้เศรษฐกิจจีนคึกคักขึ้นบ้าง แต่ไม่ส่งผลต่อการเติบโตมากนัก โดยข้อมูลจากเบิร์นสไตน์ระบุชัดว่า 29% ของปริมาณการกู้ยืมในปีที่ผ่านมาส่งผลต่อการเติบโตของจีน

ข่าวล่าสุด

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม.  เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม. เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่