
ไอเอ็มเอฟหั่นจีดีพีโลกเตือนยุโรปยังอันตราย
ไอเอ็มเอฟปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจทั่วโลกอีกครั้งทั้งปี 2556-2557 เหตุยุโรปยังถดถอยยาว เตือนสหรัฐเร่งขยายเพดานหนี้หนีวิกฤตการคลังให้ได้โดยเร็ว
ไอเอ็มเอฟปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจทั่วโลกอีกครั้งทั้งปี 2556-2557 เหตุยุโรปยังถดถอยยาว เตือนสหรัฐเร่งขยายเพดานหนี้หนีวิกฤตการคลังให้ได้โดยเร็ว
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ประกาศปรับลดคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจทั่วโลกในปี 2556 นี้ลงมาอยู่ที่ระดับ 3.5% จากคาดการณ์เดิมเมื่อเดือน ต.ค. ปีที่แล้วซึ่งอยู่ที่ 3.6% พร้อมกันนี้ยังได้ลดแนวโน้มการเติบโตของปี 2557 ลงมาอยู่ที่ระดับ 4.1% เช่นกันจากคาดการณ์เดิมที่ 4.2% โดยการเติบโตทางเศรษฐกิจที่คาดว่าจะซบเซาลงเล็กน้อยในปีนี้ เป็นผลกระทบมาจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยเป็นปีที่ 2 ติดต่อกันของกลุ่มประเทศยูโรโซน
“ปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ยังคงมีผลอย่างมาก ซึ่งรวมถึงภาวะเศรษฐกิจที่ติดลบติดต่อกันยาวนานในกลุ่มประเทศยูโรโซน และการควบคุมงบประมาณรายจ่ายระยะสั้นที่เข้มข้นมากเกินไปในสหรัฐ ขณะที่ตัวเลขการเติบโตนั้นก็ยังไม่มากเพียงพอที่จะช่วยลดอัตราการว่างงานในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว” โอลิวิเย บลองชาร์ด หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของไอเอ็มเอฟ แถลง
รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกฉบับล่าสุด ระบุว่า แม้ความพยายามแก้ปัญหาหนี้สาธารณะของกลุ่มยูโรโซนจะเริ่มมีผลคืบหน้าบ้าง โดยเฉพาะความร่วมมือกันทางนโยบายอย่างเข้มแข็งในกลุ่มสหภาพยุโรป ทว่าการฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยนั้นก็ล่าช้าออกไปจากเดิมที่คาดไว้ว่าจะเป็นปีนี้
ไอเอ็มเอฟย้ำว่า ประเทศที่ประสบวิกฤตหนี้สาธารณะนั้น จำเป็นต้องดำเนินมาตรการรัดเข็มขัดทางการคลังอย่างค่อยเป็นค่อยไป และจะต้องได้รับการช่วยเหลือจากประเทศเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่ด้วย
ทั้งนี้ ไอเอ็มเอฟคาดว่า ผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของ 17 ประเทศกลุ่มยูโรโซน จะหดตัว 0.2% จากเดิมที่คาดว่าจะโตได้ 0.2% ขณะที่เยอรมนี ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจใหญ่สุดอันดับ 1 ของยูโรโซนนั้น ก็ต้องเผชิญผลกระทบภายในกลุ่มไปด้วยอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจเยอรมนีเติบโตได้เพียง 0.6% ในปีนี้ จากคาดการณ์เดิมที่ 0.9%
วันเดียวกัน ทางด้านบริษัทวิจัยมาร์กิต ได้เปิดเผยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (พีเอ็มไอ) ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดกิจกรรมภาคการผลิตของธุรกิจเอกชนออกมาในวันเดียวกันว่า ดัชนีพีเอ็มไอของกลุ่มยูโรโซนในเดือน ม.ค.นี้ ได้ปรับตัวขึ้นสูงสุดในรอบ 10 เดือนไปอยู่ที่ 48.2 จุด จาก 47.2 จุดในเดือนก่อนหน้า
ทว่า ทั้งมาร์กิตและนักวิเคราะห์จากบริษัทวิจัยไอเอชเอส โกลบอล อินไซต์ ต่างก็เตือนว่ายังไม่ใช่สัญญาณที่วางใจได้ เนื่องจากบริษัทจำนวนมากกำลังลดจำนวนพนักงานลงอย่างรวดเร็วเพื่อประหยัดต้นทุน
ทั้งนี้ สำหรับเขตเศรษฐกิจอันดับ 1 ของโลกอย่างสหรัฐนั้น ไอเอ็มเอฟได้ปรับลดคาดการณ์จีดีพีของปีนี้ลงมาอยู่ที่ 2% โดยย้ำว่าสหรัฐต้องหลีกเลี่ยงการควบคุมงบประมาณการคลังในระยะสั้นไม่ให้ตึงตัวมากเกินไป เพื่อไม่ให้กระทบต่อภาวะเศรษฐกิจในประเทศ และยังเรียกร้องให้สหรัฐหาข้อตกลงขยายเพดานหนี้ร่วมกันให้ได้ในทันที รวมถึงข้อตกลงทางการคลังในระยะกลางที่เชื่อถือได้ และมุ่งเน้นที่การปฏิรูปภาษี
ขณะที่ญี่ปุ่นซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่สุดอันดับ 3 ของโลกนั้น จำเป็นต้องกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการปฏิรูปโครงสร้างและดำเนินมาตรการผ่อนปรนทางการเงิน เพื่อให้เศรษฐกิจประเทศเติบโตได้ในระยะยาว เพราะแม้ว่าไอเอ็มเอฟจะคงจีดีพีของญี่ปุ่นในปีนี้ที่ 1.2% แต่ก็ได้ปรับลดแนวโน้มของปีหน้าลงมาอยู่ที่ 0.7% เท่านั้น
ขณะเดียวกัน ไอเอ็มเอฟยังได้ปรับลดแนวโน้มเศรษฐกิจในปีนี้ของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ และประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียอีกด้วย โดยเป็นผลพวงมาจากปัญหาที่ยังคุกรุ่นในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งจะฉุดความต้องการสินค้าให้ลดต่ำลง ทว่าเขตเศรษฐกิจเบอร์ 2 ของโลกอย่างจีนนั้น เป็นเพียง 1 ในไม่กี่ประเทศที่ได้รับการคงแนวโน้มเศรษฐกิจทั้งในปีนี้และปีหน้า หลังจากที่ สีจิ้นผิง หัวหน้าพรรคคอมมิวนิสต์และว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ ประกาศจะปฏิรูปเศรษฐกิจของจีนและเน้นการบริโภคภายในให้มากขึ้น







