posttoday
ถึงยุคตลาดเกิดใหม่-เอเชียบูม เบียดรัศมีมะกัน-ยุโรป

ถึงยุคตลาดเกิดใหม่-เอเชียบูม เบียดรัศมีมะกัน-ยุโรป

20 มกราคม 2556

ประเด็นทางเศรษฐกิจที่ต้องจับตามองในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา คงหนีไม่พ้นความเคลื่อนไหวของประเทศตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่และภูมิภาคเอเชีย

ประเด็นทางเศรษฐกิจที่ต้องจับตามองในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา คงหนีไม่พ้นความเคลื่อนไหวของประเทศตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่และภูมิภาคเอเชีย

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

ประเด็นทางเศรษฐกิจที่ต้องจับตามองในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา คงหนีไม่พ้นความเคลื่อนไหวของประเทศตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่และภูมิภาคเอเชีย ที่มีแนวโน้มดีขึ้นและเป็นที่สนใจลงทุนอย่างต่อเนื่อง

ยืนยันได้จากผลการสำรวจของอีพีเอฟอาร์ โกลบอล บริษัทผู้ให้บริการข้อมูล ที่พบว่ากองทุนในตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่มีปริมาณเงินไหลเข้าจากทั่วโลกแล้วถึง 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6 หมื่นล้านบาท) สะท้อนให้เห็นว่า นักลงทุนทั่วโลกเริ่มหันมามองตลาดพันธบัตรในภูมิภาคเอเชียที่มีผลตอบแทนสูงมากขึ้น ท่ามกลางอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำที่สุดของประเทศพัฒนาแล้ว

ความเคลื่อนไหวดังกล่าว นับว่าช่วยเอื้อให้ปริมาณความต้องการพันธบัตรที่มีผลตอบแทนสูง หรือพันธบัตร “จังก์” ใน 7 ประเทศของเอเชียมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นแล้ว 3,200 เหรียญสหรัฐ (ราว 9.6 หมื่นล้านบาท) นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา

ขณะเดียวกันนอกจากการลงทุนในพันธบัตร “จังก์” ที่เพิ่มมากขึ้น รายงานระบุอีกว่า ความนิยมที่มีต่อตลาดตราสารหนี้ในภูมิภาคเอเชียยังขยายครอบคลุมตราสารที่ผู้ออกตราสารได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่สามารถลงทุนได้ (Investment Grade) ด้วย

ความเคลื่อนไหวดังกล่าว นับว่าสอดคล้องกับรายงานล่าสุดของบริษัทที่ปรึกษาทางธุรกิจ บอสตัน คอนซัลติง กรุ๊ป ในสหรัฐ ระบุว่า บริษัทชั้นนำ 100 แห่งจากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ซึ่งเติบโตอย่างรวดเร็วในเวทีโลกนั้น กำลังเป็นผู้เปลี่ยนโฉมหน้าอุตสาหกรรมโลก และขึ้นมาโดดเด่นแซงหน้าผู้เล่นหน้าเดิมอย่างบรรษัทข้ามชาติจากสหรัฐและยุโรป

ถึงยุคตลาดเกิดใหม่-เอเชียบูม เบียดรัศมีมะกัน-ยุโรป

 

รายงานระบุว่า กลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ 100 แห่งนี้ มีอัตราการขยายตัวของงานและความสำเร็จทางการเงินที่ดียิ่งกว่า เมื่อเทียบกับบริษัทส่วนใหญ่ซึ่งจดทะเบียนในกลุ่มดัชนีเอสแอนด์พี 500 ตลาดหุ้นนิวยอร์ก แม้ว่าคู่แข่งหน้าใหม่หลายรายนี้ จะยังไม่เป็นที่รู้จักมากนักในโลกตะวันตกก็ตาม

จากการติดตามพบว่า 100 บริษัทจากกลุ่มตลาดเกิดใหม่นั้น กำลังขยายตัวครอบคลุม 17 ประเทศกำลังพัฒนาที่มีเศรษฐกิจเติบโตเร็วที่สุด ซึ่งในจำนวนนี้เป็นธุรกิจจากจีนถึง 30 บริษัท และอินเดียอีก 20 บริษัท รวมถึงบริษัทด้านอาหารและการเกษตรจากอินโดนีเซียอีก 2 แห่งด้วย ซึ่งในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา บริษัทดาวรุ่ง 100 แห่งมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นถึง 1.4 ล้านตำแหน่ง สวนทางกับบริษัทในกลุ่มเอสแอนด์พี 500 ที่จ้างงานเพิ่มน้อยกว่ามาก

นอกจากนี้ จากรายงานแนวโน้มทางเศรษฐกิจโลก 2556 ซึ่งจัดทำโดยบริษัทจัดการสินทรัพย์โคลัมเบีย แมนเนจเมนต์ พบว่า กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ จะเป็นผู้นำการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกในปี 2556 นี้ แม้ว่าเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่ อย่างเช่น จีนและบราซิล จะเติบโตได้ช้าลงก็ตาม โดยเป็นที่คาดว่าเศรษฐกิจจีนได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดไปแล้ว

รายงานระบุว่า ราว 70% ของการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกที่เพิ่มขึ้นในปีนี้ จะมาจากการขับเคลื่อนของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ซึ่งแม้ว่าระดับของการเติบโตทางเศรษฐกิจอาจไม่สูงเท่ากับในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ทว่าก็จะเติบโตได้อย่างยั่งยืนมากขึ้น โดยขับเคลื่อนบนการบริโภคของชนชั้นกลางที่กำลังขยายตัว มากกว่าจะเติบโตจากการลงทุนของสินทรัพย์ถาวรเหมือนในช่วงที่ผ่านมา

กระนั้นก็ตาม แม้แนวโน้มทางเศรษฐกิจทั้งในตลาดเกิดใหม่และเอเชียดูสดใสอย่างมาก แต่ทว่าสภาพเศรษฐกิจยังต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงหลายประการที่มีแนวโน้มกระทบการเจริญเติบโตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ไล่เรียงไปตั้งแต่จีน ซึ่งเศรษฐกิจมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกนั้น ล่าสุดสำนักงานสถิติแห่งชาติจีน เปิดเผยว่า อัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในปี 2555 ขยายตัวได้เพียง 7.8% อยู่ที่ 51.9 ล้านล้านหยวน (ราว 250 ล้านล้านบาท) ซึ่งถือเป็นจีดีพีที่ต่ำที่สุดในรอบ 13 ปีของจีน เนื่องจากได้ผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจทั้งในยุโรปและสหรัฐ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกรายใหญ่ของจีน และฉุดให้เศรษฐกิจในจีนชะลอตัวลง แม้เศรษฐกิจไตรมาส 4 ขยายตัวเพิ่มขึ้นได้ 7.9% จากระดับ 7.4% ในไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งสะท้อนถึงสัญญาณการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งก็ตาม นอกจากนี้ญี่ปุ่น ยังต้องเผชิญกับปัญหาค่าเงินแข็งอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้นายกรัฐมนตรีชินโสะ อาเบะ ต้องเร่งออกมาตรการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยด่วน

ล่าสุด บริษัทหลักทรัพย์โนมูระฯ เปิดเผยว่า รัฐบาลญี่ปุ่นเตรียมจัดตั้งกองทุนเพื่อเข้าซื้อหลักทรัพย์ต่างประเทศ โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ มูลค่าสูงถึง 5.58 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 16.7 ล้านล้านบาท) หวังช่วยกดค่าเงินเยนให้อ่อนค่า ภายหลังในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา แข็งค่าขึ้นถึง 12%

กระนั้นก็ตาม ความพยายามกดค่าเงินเยนของญี่ปุ่นอย่างหนักด้วยการทุ่มซื้อพันธบัตร จุดกระแสให้นักวิเคราะห์กังวลว่า อาจส่งผลให้ยอดหนี้สาธารณะของประเทศย่ำแย่ลงไปอีก

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา เงินเยนได้อ่อนค่าร่วงลงไปแล้ว 6%หลังจากรัฐบาลกดดันให้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ดำเนินมาตรการผ่อนคลายทางการเงินครั้งใหญ่ และยังผ่านงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจเมื่อสัปดาห์ที่แล้วอีก 10.3 ล้านล้านเยน (ราว 3.5 ล้านล้านบาท) ส่งผลให้หนี้สาธารณะพุ่งสูงไปถึงราว 220% ของจีดีพีญี่ปุ่น ซึ่งญี่ปุ่นถือเป็นประเทศที่มีระดับหนี้สาธารณะสูงที่สุดในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้วทีเดียว

ขณะเดียวกัน ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ได้ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวเศรษฐกิจโลกในปี 2556 นี้ลงมาอยู่ที่ 2.4% จากคาดการณ์เดิมในเดือน มิ.ย.ปีที่แล้ว ที่ระดับ 3% โดยให้เหตุผลว่าภาวะเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะในประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว ยังต้องเผชิญกับหนทางยากลำบากในการกระตุ้นการเติบโต อีกทั้งยังไม่ได้ก้าวเข้าสู่หนทางการฟื้นตัวที่แท้จริง แม้ว่าในช่วงระยะหลังภาวะตลาดการเงินจะเริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้นก็ตาม

นอกจากนี้ เวิลด์แบงก์ยังได้แสดงความเป็นห่วงต่อความชะงักงันทางการเมืองที่มีต่อการแก้ไขปัญหาเพดานหนี้ และการตัดลดงบประมาณในสหรัฐว่าควรที่จะเร่งแก้ไขให้ลุล่วงโดยเร็ว เนื่องจากหากล้มเหลวขึ้นมา จะส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นในตลาด และทำให้การขยายตัวเศรษฐกิจสหรัฐและของโลกได้รับผลกระทบไปด้วย

 

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69