
มาเลย์ลั่นโมเดลเศรศษฐกิจใหม่ มุ่งกระจายความมั่นคง ตั้งเป้าขึ้นหิ้งประเทศร่ำรวย
โพสต์ทูเดย์
— นาจิบ ราซัก เดินเครื่องดันมาเลเซียให้ตามทันเพื่อนบ้าน ยุบนโยบายล้าหลัง ผลักดันโมเดลเศรษฐกิจใหม่ กระจายความมั่งคั่งจนถึงเปิดเสรีทางธุรกิจมาเลเซียเปิดโฉมหน้าใหม่ทางเศรษฐกิจ ด้วยการประกาศแผนการล่าสุดเพื่อผลักดันให้มาเลเซียเป็นประเทศที่ดึงดูดใจนักลงทุนต่างชาติด้วยการยุตินโยบายที่เคยให้อภิสิทธิ์เชื้อชาติมาเลย์เป็นหลัก ตั้งเป้ากระตุ้นประชาชนมีรายได้ต่อหัวที่สูงขึ้น พร้อมผลักดันให้ประเทศก้าวสู่ความเป็นประเทศพัฒนาแล้วภายในปี 2563 โดยแผนการดังกล่าวที่เสนอโดยนายกรัฐมนตรี นาจิบ ราซัก เรียกอย่างเป็นทางการว่า โมเดลเศรษฐกิจใหม่ หรือ NEM
สำหรับแนวทางหลักของโมเดลเศรษฐกิจใหม่ของมาเลเซีย เน้นที่การแก้ไขปัญหาความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจของเชื้อชาติต่างๆ อันเป็นผลพวงมาจากนโยบายเศรษฐกิจใหม่ (NEP) ที่ปรับใช้โดยรัฐบาลชุดก่อนๆ ซึ่งเน้นให้เอกสิทธิ์ทางเศรษฐกิจแก่ชาวมาเลเซียเชื้อสายมาเลย์ หรือภูมิบุตร มากกว่าชนเชื้อสายจีนและอินเดีย จนยังผลให้การลงทุนภายในประเทศไม่ขยายตัวเท่าที่ควร
นาจิบ เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้รัฐบาลได้ยกเลิกระเบียบการลงทุนเดิมที่กำหนดให้นักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในมาเลเซียต้องจัดหุ้นให้ชาวภูมิบุตรถือครองในสัดส่วน 30% นอกจากนี้ ธุรกิจสัญชาติมาเลเซียจะต้องเปิดขายหุ้นในครึ่งหนึ่งในส่วนที่เคยเจียดไว้ให้กับภูมิบุตรในสัดส่วน 25% ในการเปิดขายหุ้นครั้งแรก (IPO) อีกทั้งบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ยังไม่ต้องจัดสัดส่วนการถือครองหุ้นสำหรับภูมิบุตรอีกต่อไป
นอกเหนือจากการสานต่อวิสัยทัศน์ 2020 ของอดีตนายกรัฐมนตรี มหาเธร์ โมฮัมหมัด ที่จะผลักดันให้มาเลเซียก้าวสู่ฐานะประเทศพัฒนาแล้วภายในปี 2563 แผนการล่าสุดของ นาจิบ ยังกระตุ้นให้มาเลเซียหันมาเน้นหนักอุตสาหกรรมที่อิงกับองค์ความรู้สำหรับโลกอนาคต และมีภาวะเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการจ้างงานที่มีค่าแรงสูง
“
มาตรการเหล่านี้จะเปลี่ยนโฉมเศรษฐกิจของเราให้กลายเป็นเศรษฐกิจที่ประชาชนมีรายได้สูง และมีการขยายตัวอย่างมีคุณภาพในช่วงทศวรรษข้างหน้า” นายกรัฐมนตรีของมาเลเซีย กล่าว พร้อมตั้งเป้าที่จะเพิ่มรายได้ต่อหัวของประชาชนจาก 7,000 เหรียญสหรัฐต่อคน มาอยู่ที่ 1.5 หมื่นเหรียญสหรัฐ ภายในเวลา 10 ปีข้างหน้าทั้งนี้ รัฐบาลมาเลเซียจะเสนอโมเดลเศรษฐกิจใหม่ให้สาธารณชนได้พิจารณา ส่วนรายละเอียดของแผนการตาม NEM รัฐบาลมาเลเซียจะประกาศอย่างเป็นทางการในเดือน มิ.ย.นี้ ซึ่งในชั้นต้นได้มีการเปิดเผยรายละเอียดบางส่วน โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนโดยทุนภายในและภายนอกประเทศ
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้กระบวนการพิจารณาสาธารณะเคยเป็นอุปสรรคต่อการปรับเปลี่ยนนโยบายสำคัญๆ ของรัฐบาลมาเลเซียมาแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่กระบวนการพิจารณาสาธารณะไม่ยอมรับการขึ้นราคาน้ำมัน ราคาอาหาร และภาษีบริการ ยังผลให้หลายฝ่ายเกิดความกังขาต่อความสามารถของ นาจิบ ในการผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจและการเมืองในมาเลเซีย และทำให้ค่าเงินและพันธบัตรรัฐบาลมาเลเซียมีความเคลื่อนไหวที่ไม่หวือหวานัก หลังจากที่ นาจิบ ประกาศแผนการปรับทิศทางเศรษฐกิจ
ด้านนักเศรษฐศาสตร์จากสถาบันการเงินชั้นนำแสดงความเห็นกับสำนักข่าวเอพี ว่า NEM มีความคล้ายคลึงกับความปรารถนาส่วนตัวที่มีรายละเอียดคลุมเครือ และไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าจะบรรลุเป้าหมายได้อย่างไร นอกจากนี้ นาจิบ ยังเสี่ยงที่จะเผชิญหน้ากับสมาชิกพรรครัฐบาลกลุ่มชาตินิยมมาเลย์ ที่คัดค้านโมเดลเศรษฐกิจดังกล่าว
“
ความกังวลที่เห็นได้ชัดคือ ระหว่างกระบวนการพิจารณาทางการเมือง ข้อเสนอปฏิรูปหลายประเด็นอาจต้องลดความเข้มข้นลง หรืออาจต้องเลื่อนออกไปจนกว่าจะถึงการเลือกตั้งทั่วไปในครั้งหน้า” โรเบิร์ต ไพรเออร์แวนเดอร์ฟอร์ด นักเศรษฐศาสตร์ฝ่ายเอเชียของเอชเอสบีซี กล่าว พร้อมคาดการณ์ว่าหากการปฏิรูปครั้งนี้ดำเนินการอย่างรวดเร็ว เศรษฐกิจมาเลเซียอาจขยายตัวได้ถึง 6% ต่อปี ในช่วงทศวรรษหน้า แต่หากต้องล่าช้าออกไปมาเลเซียจะขยายตัวได้เพียง 4% ต่อปี และทำให้ไม่สามารถก้าวสู่ฐานะประเทศพัฒนาแล้วได้ทันตามวิสัยทัศน์ 2020 ภายในปี 2563






