‘อารีรัง ไม่ใช่ อารีดัง’
“...โอ้ อารีดังก่อนยังเคยชื่นบาน ทุกๆ วัน รื่นรมย์สมใจ ถึงยามราตรีเหล่าชายชาตรีทั่วไป ระเริงใจ ร้องรำตามเสียงเพลง”...
“...โอ้ อารีดังก่อนยังเคยชื่นบาน ทุกๆ วัน รื่นรมย์สมใจ ถึงยามราตรีเหล่าชายชาตรีทั่วไป ระเริงใจ ร้องรำตามเสียงเพลง”...
โดย...เพียงออ วิไลย
“...โอ้ อารีดังก่อนยังเคยชื่นบาน ทุกๆ วัน รื่นรมย์สมใจ ถึงยามราตรีเหล่าชายชาตรีทั่วไป ระเริงใจ ร้องรำตามเสียงเพลง”... เสียงเพลงอารีดัง นี้เคยโด่งดังในอดีตจากภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องราวของนักรบหนุ่มไทยที่ไปราชการสงครามเกาหลี และได้พบรักกับสาวเกาหลีที่ช่วยดูแลเขาจากอาการบาดเจ็บ เมื่อสงครามจบลงเขาต้องกลับเมืองไทยทิ้งลูกเมียเกาหลีไว้เบื้องหลัง ทุกๆ วันคืน หนุ่มไทย สาวเกาหลี ต่างถวิลหาซึ่งกันและกันมิเคยลืม... 3 ปีผ่านไปหลังจากที่สะสางภาระทางเมืองไทยเสร็จสิ้น เขาได้กลับไปเพื่อที่จะรับเธอมาอยู่ด้วยที่เมืองไทย แต่ก็สายไปเสียแล้วเมื่อพบว่าเธอได้สิ้นชีวิตลงไม่นานก่อนหน้าที่เขาจะเดินทางไปถึง...ความเศร้า ซึ้ง กินใจ จึงทำให้คำว่า “อารีดัง” อยู่ในความทรงจำของคนไทยมานาน จึงเรียกเกาหลีว่า แดนอารีดัง...และในทุกโอกาสที่มีการประชันคาราโอเกะ เพื่อนฝูงพี่น้องมักจะคะยั้นคะยอให้ “เชกา” โชว์ลูกคออันพิสดารด้วยเพลงอารีดัง โดยมากแล้วหาเพลงนี้ไม่เจอ (แป้ววว...) เพราะเก่าแก่เกินกว่าที่ร้านคาราโอเกะจะบูชามาเสริมบารมีได้
การออกเสียงที่ถูกต้องคือ “อารีรัง Arirang ” ไม่ใช่ อารีดัง และปีใหม่ปีนี้ เพลงอารีรัง กลายเป็น “ของขวัญปีใหม่ที่นำความภาคภูมิใจมาให้ชาวเกาหลี” เพราะเพลงนี้ในทุกเวอร์ชันที่มีอยู่ร้อยกว่ารูปแบบ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น “มรดกโลกทางวัฒนธรรม” จากยูเนสโกเรียบร้อยแล้ว นับเป็นความสำเร็จของรัฐบาลเกาหลีที่คิดดีทำดี ต้องการที่จะทำให้อัตลักษณ์ของชาติเกาหลีได้เป็นที่รู้จักแพร่หลายไปสู่โลก ... รัฐบาลเกาหลีนี่เป็นเลิศในการวางแผนและประชาสัมพันธ์อย่างยิ่งยวด ไม่เช่นนั้นกระแส “เคเวฟ” เกาหลีฟีเวอร์คงไม่แพร่กระจายไปทุกมุมโลกเช่นปัจจุบัน และที่ออกมาดังกระหึ่มอย่างนี้ไม่ใช่คอยส้มหล่นแบบฟลุกๆ เผื่อดังนะคะ แต่เป็น “แผนระยะยาว” ประสานกันหลายกระทรวง กลไกที่สำคัญที่สุดคือกระทรวงวัฒนธรรม...
เพลงอารีดังไทยกับอารีรังของเกาหลีแท้ๆ แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ... “เพลงอารีรัง” เกาหลีแท้จริงเป็นเพลงพื้นบ้าน หรือ “มินโย ลำนำของชาวนาชาวไร่ในสมัยโบราณ ใครๆ ก็ร้องได้ และมีมานานจนไม่รู้จะไปสาวต้นตอได้ว่ามาจากไหน บางจดหมายเหตุบอกว่าร้องกันมานานเป็นพันปี แต่ที่นำขึ้นสู่ทำเนียบเพลงอมตะนิรันดร์กาลเป็นช่วงก่อนโชซอนล่มสลายไม่นานในสมัยพระเจ้าโกจง ซึ่งได้ทรงริเริ่มนำเพลงของชาวนาที่ชื่อว่าอารีรัง เข้าไปเล่นในวัง จึงทำให้เป็นที่นิยมในหมู่ชนชั้นสูงด้วย จากนั้น คนเกาหลีไม่มีใครไม่รู้จักอารีรัง และขับร้องกันได้ทุกเทศกาล ต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองก็ต้องมีอารีรังอยู่ด้วย จึงเป็นเหตุ อารีรัง เป็นคำที่ฮิตติดปากคนต่างชาติ
อารีรังมีมากมายหลายเวอร์ชันตามภูมิภาค แถมยังมีเวอร์ชันโลกาภิวัตน์ “Jazz & Blueกฑ เสียด้วย ฟังเสียงนักร้องสาวแล้วรู้สึกว่าช่างไพเราะโหยหวนดีแท้... เนื้อร้องมาตรฐาน มีว่า “อารีรัง อา รีรัง อารารีโย อารีรัง โคแกโร นอ มอคันดา น๊ารึล บ๊อรีโค คาซอนึน นิมึล ซิมรีโด โม๊ด คาซอ พัล พยอง นันดา
คำว่า อารีรัง นั้น แท้จริงมิได้มีความหมายอะไร เป็นวลีหนึ่งที่สร้างขึ้นมาให้มีเสียงสละสลวยสอดคล้อง แต่เนื้อร้องจะกล่าวถึงคนรักที่ต้องเดินทางจากไปไกลอาจจะเป็นชายหนุ่มคนหนึ่งที่ต้องเดินทางไกล 3-4 เดือน เข้าเมืองหลวงฮันยางเพื่อสอบ “ควากอ” (ฐ๚ฐลคล้ายกับการสอบจอหงวนของจีน) หรือทหารหาญสักคนที่ต้องออกรบเพื่อป้องกันประเทศ หรือแม้แต่หนุ่มไทยนิรนามที่ต้องเดินทางกลับประเทศ ลองฟังอารีรังแบบดั้งเดิม เนื้อร้องเฉพาะถิ่นคังวอนโด จากสาวน้อยมหัศจรรย์ “ซงโซฮี” ผู้อนุรักษ์เพลงการขับร้องโบราณที่โด่งดังที่สุดในเวลานี้ จากยูทูบ http://www.youtube.com/watch?v=HFfUQbvWxCY (20100816_H264_HD )
รัฐบาลเกาหลีต้องการอะไรจากการขึ้นทะเบียนวัฒนธรรมกันล่ะคะ ... เขาคิดไปไกลค่ะ ว่าหากต้องการยกระดับให้เกาหลีเป็นสาธารณรัฐแห่งวัฒนธรรมและโปรโมตประเทศให้สามารถเป็นศูนย์กลางของความเจริญทางวัฒนธรรมในเอเชีย ดังนั้นจึงต้องทำให้วัฒนธรรมของเขาต้องเป็นที่รู้จักกันในระดับโลก และรัฐบาลเกาหลีจะยังคงเดินหน้าที่จะยกเอาวัฒนธรรมเกาหลีในด้านอื่นๆ ขึ้นเป็นมรดกโลกต่อไปเพื่อสร้างความตระหนักและดึงดูดความสนใจจากนานาประเทศ นี่แหละค่ะ จึงทำให้เกาหลียังเป็นคลื่นที่ซัดสาดเข้าสู่ฝั่งทะเลของประเทศอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง ในขณะที่สร้างแรงดึงดูดกลับให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้าเกาหลีเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี
&<2288;


