
หุ้น-ทอง-น้ำมันดีดรับข่าวดี
สส.มะกันผ่านแผนหน้าผาคลังผู้รู้หวั่นแผนส่อดันงบขาดดุลพุ่ง
สส.มะกันผ่านแผนหน้าผาคลังผู้รู้หวั่นแผนส่อดันงบขาดดุลพุ่ง
ตลาดทุนเอเชียคึกคัก ทองน้ำมันทะยาน รับข่าวสภาล่างสหรัฐไฟเขียวแผนเลี่ยงหน้าผาการคลัง แม้กูรูหวั่นแผนไร้ผล ทำงบขาดดุลกระฉูด
ภาวะตลาดหุ้นทั่วโลก ทองคำ และน้ำมันปรับตัวขึ้นกันถ้วนหน้า โดยได้รับปัจจัยหนุนภายหลังสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ซึ่งมีพรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากนั้น ได้ลงมติอนุมัติแผนข้อตกลงหลีกเลี่ยงวิกฤตหน้าผาการคลัง (ฟิสคัล คลิฟ) ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น 257 ต่อ 167 ทำให้สหรัฐรอดพ้นจากการบังคับใช้มาตรการขึ้นภาษีและตัดลดค่าใช้จ่ายโดยอัตโนมัติ ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างฉิวเฉียด
การผ่านร่างกฎหมายดังกล่าว ซึ่งประธานาธิบดี บารัก โอบามา มีกำหนดลงนามบังคับใช้ภายในวันที่ 3 ม.ค.นี้ ส่งผลให้ตลาดทุนและสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวขึ้นอย่างคึกคัก โดยดัชนีฮั่งเส็งของฮ่องกง ปรับตัวขึ้น 1.89% และดัชนีคอมโพสิตตลาดหุ้นเกาหลีใต้ปิดปรับตัวสูงขึ้น 1.71% ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นสำคัญของยุโรปดีดตัวขึ้นราว 1.7% กันถ้วนหน้า
ขณะเดียวกันราคาทองคำในตลาดโคเมกซ์ สหรัฐ ทะยาน 17.60 เหรียญสหรัฐ อยู่ที่ 1,676.50 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ และราคาน้ำมันตลาดนิวยอร์ก เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 92.01 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
อย่างไรก็ตาม แม้พรรครีพับลิกันและเดโมแครตสามารถบรรลุข้อตกลงหลีกเลี่ยงฟิสคัล คลิฟ ซึ่งใช้เวลาหารือยืดเยื้อนานกว่า 7 สัปดาห์ได้สำเร็จ แต่ทว่ากระแสตอบรับจากนักวิเคราะห์ยังคงเต็มไปด้วยความกังวล เนื่องจากมองว่ามาตรการดังกล่าวยังไม่เสร็จสมบูรณ์ โดยเฉพาะประเด็นการตัดลดรายจ่ายภาครัฐ ซึ่งถูกชะลอการตัดสินใจออกไปอีก 2 เดือน
สอดคล้องกับรายงานล่าสุดของสำนักงานงบประมาณของสภาคองเกรส (ซีบีโอ) เตือนว่า แผนดังกล่าวอาจเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้ยอดขาดดุลงบประมาณสหรัฐในอีก 10 ปีข้างหน้า เพิ่มทะลุระดับ 4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 124 ล้านล้านบาท)
รายงานระบุว่า ถึงแม้ว่าภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว เปิดทางให้ภาครัฐมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการเก็บภาษีที่ 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 18.6 ล้านล้านบาท) ในช่วงเวลา 10 ปีข้างหน้า
อย่างไรก็ดี การตัดลดรายจ่ายนั้นมีแนวโน้มมีมูลค่าเพียงแค่ 1.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.65 แสนล้านบาท) ซึ่งน้อยกว่าที่มีการเสนอไว้ก่อนหน้านี้ ส่งผลให้ยอดขาดดุลงบประมาณมีแนวโน้มพุ่งจาก 1.09 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 33.79 ล้านล้านบาท) ในปี 2555 มาอยู่ที่ 4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 124 ล้านล้านบาท)
นอกจากนี้ สภาคองเกรสยังคงต้องหารือรายละเอียดการปรับเพิ่มเพดานหนี้ที่ 16.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 508.4 ล้านล้านบาท) ที่ทั้งสองฝ่ายยังคงเสียงแตก ภายหลังพรรครีพับลิกันยังยืนกรานจะปรับเพิ่มเพดานหนี้ ต่อเมื่อมีการตัดลดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ซึ่งหากการหารือล้มเหลว อาจส่งผลให้สหรัฐต้องเผชิญกับภาวะผิดนัดชำระหนี้ ที่จะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อความเชื่อมั่นและเศรษฐกิจโลก
ภายหลังการลงมติดังกล่าว ประธานาธิบดีโอบามาออกแถลงการณ์ระบุถึงความสำเร็จของสภาคองเกรส ในการเดินหน้าปฏิรูประบบภาษีของสหรัฐให้มีความยุติธรรมมากยิ่งขึ้น
โอบามา ยังคงยืนกรานว่า จะไม่ยอมต่อรองกับพรรครีพับลิกันในประเด็นการตัดลดรายจ่าย เพื่อแลกกับการปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะ ที่มีกำหนดหารือกันอีกครั้งในเดือน ก.พ.และ มี.ค.นี้ เนื่องจากมองว่าผลกระทบจากการล้มเหลวในการเพิ่มเพดานหนี้ จะมีความรุนแรงและส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อทั้งระบบเศรษฐกิจสหรัฐและเศรษฐกิจโลก







