
เฟดลุยซื้อปอนด์ หวังกระตุ้น ศก.เพิ่ม เจอ "เอเชีย" ไล่แซงหน้าปี 2030
ความเคลื่อนไหวที่สำคัญที่สุดตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา คงหนีไม่พ้นการประกาศขยายมาตรการผ่อนปรนเชิงปริมาณ (คิวอี) รอบที่ 3 ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ด้วยการเข้าซื้อพันธบัตรระยะยาววงเงิน 4.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.3 ล้านล้านบาท) ต่อเดือน เพื่อหวังกดอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรให้ต่ำเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและการลงทุนในประเทศ
ความเคลื่อนไหวที่สำคัญที่สุดตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา คงหนีไม่พ้นการประกาศขยายมาตรการผ่อนปรนเชิงปริมาณ (คิวอี) รอบที่ 3 ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ด้วยการเข้าซื้อพันธบัตรระยะยาววงเงิน 4.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.3 ล้านล้านบาท) ต่อเดือน เพื่อหวังกดอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรให้ต่ำเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและการลงทุนในประเทศ
แผนการดังกล่าวมีขึ้นเพื่อทดแทนโครงการ “โอเปอเรชัน ทวิสต์” ที่จะหมดอายุลงสิ้นปีนี้ ซึ่งหากรวมมาตรการคิวอี 3 ก่อนหน้านี้ จะส่งผลให้เฟดเข้าซื้อตราสารหนี้ทั้งหมดคิดเป็นมูลค่า 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.6 ล้านล้านบาท) ต่อเดือน
นอกจากนี้ เฟดยังได้ประกาศผูกอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำ 0-0.25% กับเป้าหมายอัตราว่างงานเป็นครั้งแรก โดยจะคงอัตราดอกเบี้ยต่ำไปจนกว่าอัตราการว่างงานจะลดลงมาอยู่ที่ 6.5% ซึ่งนับเป็นความพยายามล่าสุดในกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ
ภายหลังการประกาศดังกล่าว นักวิเคราะห์มองว่า อาจไม่สามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและตลาดแรงงานได้อย่างที่คาด รวมทั้งเสี่ยงทำให้สหรัฐต้องเผชิญปัญหาเงินเฟ้อพุ่งสูงเกินระดับ 2% ซึ่งเป็นเพดานที่เฟดกำหนด
อย่างไรก็ตาม แม้จะส่งสัญญาณพร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม ทว่า ประธานเฟดก็ได้ย้ำว่า ธนาคารกลางไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะกู้เศรษฐกิจของประเทศ หากรัฐบาลล้มเหลวในการผ่าทางตันหน้าผาทางการคลัง ภายหลังการเจรจาตัดลดงบประมาณระหว่างพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันยังคงมีความเห็นต่างกันในหลายประเด็น โดยเฉพาะกรณีการขึ้นภาษีกลุ่มผู้ที่รายได้สูงที่พรรครีพับลิกันแสดงความต่อต้านอย่างต่อเนื่อง
เศรษฐกิจสหรัฐที่ยังคงเซื่องซึมไม่ต่างอะไรกับเศรษฐกิจญี่ปุ่น ซึ่งมีขนาดใหญ่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก หลังมีการปรับลดผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในช่วงเดือน ก.ค.ก.ย.ของปีนี้ ว่าหดตัวลง 0.9% ซึ่งเป็นการหดตัวลงติดต่อกัน 2 ไตรมาสจากที่ติดลบ 0% ในไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นได้เข้าสู่ภาวะถดถอยแล้ว อันเกิดจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอหลังได้รับผลพวงจากวิกฤตหนี้ยุโรปและเศรษฐกิจสหรัฐที่ยังไม่ฟื้นตัว
ขณะเดียวกันผลสำรวจล่าสุดพบว่า ความเชื่อมั่นของผู้ผลิตรายใหญ่ในประเทศนั้น ดิ่งลงมาอยู่ระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 3 ปี อยู่ที่ลบ 12 จุด จากลบ 3 จุด ในไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากกังวลต่อสภาพเศรษฐกิจในประเทศที่ย่ำแย่ เกิดขึ้นท่ามกลางการเลือกตั้งทั่วไปครั้งสำคัญในวันที่ 16 ธ.ค.นี้ ซึ่งคาดว่านายกรัฐมนตรี โยชิฮิโกะ โนดะ จากพรรคดีพีเจ อาจพ่ายแพ้ให้กับ ชินโซ อาเบะ จากพรรคแอลดีพี ซึ่งอาเบะประกาศจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจเชิงรุกมากขึ้นด้วยนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย
ส่วนทางด้านความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจในฝั่งยุโรป มีแนวโน้มดีขึ้นเล็กน้อย หลังที่ประชุมรัฐมนตรีคลังยุโรปเห็นชอบมอบอำนาจใหม่ให้แก่ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการส่วนกลาง กำกับดูแลภาคธนาคารในประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโรโดยตรง เพื่อปูทางจัดตั้งสหภาพการธนาคารแห่งยุโรปตามแผนแก้วิกฤตหนี้
ทั้งนี้ กลไกควบคุมการเงินกลางของยุโรป (เอสเอสเอ็ม) ดังกล่าว เพิ่มอำนาจให้อีซีบีสามารถมอบและเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจธนาคาร ตลอดจนทำหน้าที่สอบสวนและดำเนินคว่ำบาตรทางการเงินต่อธนาคารพาณิชย์ราว 200 แห่ง จากทั้งหมด 6,000 แห่ง ใน 17 ประเทศยูโรโซน ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. 2557 หากเกิดกรณีการละเมิดข้อบังคับและประสบปัญหาการเงินได้อย่างทันท่วงที
นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินของชาติสมาชิก สามารถเข้าถึงเงินกู้จากกองทุนกลไกรักษาเสถียรภาพยุโรป (อีเอสเอ็ม) ได้โดยตรง ซึ่งจะช่วยลดภาระของรัฐบาลประเทศนั้นๆ ในการอุ้มธนาคารในประเทศที่มีปัญหา จนส่งผลให้ต้องขาดดุลงบประมาณ และต้องขอความช่วยเหลือจากนานาชาติ
ขณะเดียวกันที่ประชุมรัฐมนตรีคลังยูโรโซนหารือต่อเนื่อง เพื่อบรรลุข้อตกลงอนุมัติเงินกู้แก่กรีซมูลค่า 4.3 หมื่นล้านยูโร (ราว 1.72 ล้านล้านบาท) แล้ว โดยจะแบ่งจ่ายงวดแรกราว 3.43 หมื่นล้านยูโร (ราว 1.37 ล้านล้านบาท) ในสัปดาห์หน้า และแบ่งจ่ายส่วนที่เหลือต่อเนื่องไปจนถึงเดือน มี.ค. 2556
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวทั้งทางด้านสหรัฐและยุโรป นับเป็นการตอกย้ำให้เห็นว่า เศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ของโลกกำลังชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับรายงานแนวโน้มโลกในปี 2030 (พ.ศ. 2573) ล่าสุดโดยสภาข่าวกรองแห่งชาติสหรัฐ ระบุว่า จีนจะแซงหน้าสหรัฐขึ้นเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 1 ของโลก
ขณะเดียวกันรายงานแนวโน้มโลกของสหรัฐ ระบุอีกว่า ชาติเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ในปัจจุบันอย่างยุโรป ญี่ปุ่น และรัสเซีย มีแนวโน้มหดตัวลงต่อเนื่อง สวนทางกับประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียที่จะก้าวเป็นมหาอำนาจทั้งทางเศรษฐกิจและความมั่นคงแทนที่ภูมิภาคยุโรปและอเมริกาเหนือ เนื่องจากมีสัดส่วนจีดีพีจำนวนประชากร การค้าการลงทุน และค่าใช้จ่ายทางทหารสูงกว่า
นอกจากนี้ ภาวะเศรษฐกิจโลกในอนาคตจะเชื่อมโยงกับการเติบโตของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนามากกว่า ที่จะผูกติดอยู่กับเศรษฐกิจในชาติตะวันตกดังในอดีต สะท้อนว่าเอเชียมีแนวโน้มขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก แทนที่ประเทศพัฒนาแล้วในปัจจุบันอีกด้วย







