
ชี้2030 เอเชียขึ้นแท่นมหาอำนาจศก.โลก
ข่าวกรองสหรัฐนชี้ 2030 ขนาดศก.เอเชียจะใหญ่ที่สุดในโลก แซงหน้าสหรัฐ-ยุโรป แต่มะกันยังครองชาติมหาอำนาจ
ข่าวกรองสหรัฐนชี้ 2030 ขนาดศก.เอเชียจะใหญ่ที่สุดในโลก แซงหน้าสหรัฐ-ยุโรป แต่มะกันยังครองชาติมหาอำนาจ
ฝ่ายข่าวกรองสหรัฐ เปิดเผยรายงานคาดการณ์แนวโน้มอนาคตโลกในปี 2030 พบว่า ขนาดเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของเอเชีย จะสามารถขยายตัวแซงหน้า สหรัฐ และยุโรป ทั้งทวีปรวมกัน ขึ้นเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลก เฉพาะเพียงแค่ จีน ประเทศเดียว ก็จะสามารถแซงหน้าสหรัฐ ขึ้นเป็นประเทศ ที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของโลก ได้ก่อนปี 2030 อีกด้วย
ด้วยอิทธิพลทางเศรษฐกิจของเอเชีย ที่เพิ่มขึ้นยังทำให้เกิดการคาดการณ์อีกว่า จะก่อให้เกิด การค้นพบนวัตรกรรมใหม่ๆ และการหลั่งไหลเข้ามาทำธุรกิจ ในเอเชียเพิ่มมากขึ้น
"ในอีก 15-20 ปีข้างหน้า การเกิดขึ้นของเทคโนโลยีใหม่ๆ จะเกิดขึ้นในเอเชียมากขึ้น เพราะเหล่าบรรดาบรรษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ต่างหันมาจับจ้องการเติบโตของภูมิภาคเอเชีย และจีน ที่มีการเติบโต และขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วมากขึ้น" รายงานระบุ
นอกจากนี้ รายงานยังระบุว่า ด้วยเทคโนโลยี และการเข้าถึงอินเตอร์เน็ต รวมถึงการสื่อสาร โดยใช้เว็บไซต์สังคมออนไลน์ ของคนทั่วโลก โดยเฉพาะในเอเชีย จะยิ่งสร้างความท้าทายให้กับรัฐบาลมากยิ่งขึ้น เหมือนเช่นเหตุการณ์การลุกฮือประท้วงในอาหรับเมื่อต้นปี 2011 แต่ในอีกด้านหนึ่งจะทำให้รัฐบาลสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการติดตามความเคลื่นไหวของชนกลุ่มน้อย และกลุ่มต่อต้านรัฐบาลได้เช่นกัน
ในขณะเดียวกัน อินเตอร์เน็ต ก็จะทำให้เหล่าบรรดาบริษัทเอกชน ใช้เป็นเครื่องมือต่อการสร้างอิทธิพล ชี้นำพฤติกรรมของคนในสังคม ในระดับเดียวกับการโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาลได้อีกด้วย
อย่างไรก็ตาม แม้ว่า เอเชีย และจีนจะผงาดขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลกได้ในปี 2030 แต่ในความเป็นมหาอำนาจโลกในภาพรวม ไม่ว่าจะเป็นการเมือง การทหาร การมีบทบาทในการนำของโลก จะยังอยู่ในมือของสหรัฐ อยู่เช่นเดิม ในขณะที่ จีน จะยังคงไม่สามารถมีบทบาทในการจัดการเรื่องราว และปัญหาต่างๆในระดับภูมิภาค และปัญหาความท้าทายในรูปแบบใหม่ที่เกิดจากตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐได้
"จีนไม่มีทางที่จะสามารถเข้ามาแทนที่สหรัฐ ในความเป็นมหาอำนาจระดับโลกได้ และแม้ว่าการเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ จะเป็นเรื่องสำคัญ แต่ไม่ได้หมายความว่าการมีอิทธิพลทางเศรษฐกิจที่สูงที่สุดของโลก จะนำไปสู่การเป็นมหาอำนาจของโลกได้" แมทธิว เบอร์โรส์ ที่ปรึกษาของสภาหน่วยข่าวกรองแห่งชาติสหรัฐ กล่าว
ทั้งนี้รายงานคาดาการณ์อนาคตโลก ของหน่วยข่าวกรองสหรัฐ ฉบับล่าสุดนี้ ถือเป็นรายงานฉบับที่ 5 ต่อจากฉบับล่าสุดที่ออกมาในปี 2008 ซึ่งในครั้งนี้ได้จัดทำขึ้นโดยหน่วยข่าวกรองสหรัฐ ซึ่งอาศัยข้อมูล และการวิเคราะห์ มาจากมุมมองด้านการต่างประเทศ และผู้เชี่ยวชาญของบริษัทเอกชนหลายแห่ง
ขณะที่ ประเด็นการคาดการณ์ ในรายงานที่น่าสนใจอื่นๆ ได้แก่ การที่สหรัฐ จะกลายเป็นประเทศ ที่สามารถพึ่งพาแหล่งพลังงาน จากฐานการผลิตพลังงานจากในประเทศได้เอง เนื่องจากการเกิดขึ้นของเทคโนโลยีการสกัดน้ำมัน และพลังงานจากแหล่ง ใหม่ๆ ที่มีมากขึ้น เช่น หินน้ำมัน ส่วนเอเชีย และตะวันออกกลาง ก็จะเผชิญกับความท้าทายในการแพร่กระจายของอาวุธทำลายล้างสูงมากขึ้น







