
Lifestyle แบบ 'วัยโจ๋' (1)
“ตื่นขึ้นมา เปิดคอมพิวเตอร์ทั้งๆ ที่ยังใส่ชุดนอน รัวกด F5 เพื่อเปิดดูหน้าจอใหม่ๆ จากนั้นก็เล่นเกมออนไลน์
“ตื่นขึ้นมา เปิดคอมพิวเตอร์ทั้งๆ ที่ยังใส่ชุดนอน รัวกด F5 เพื่อเปิดดูหน้าจอใหม่ๆ จากนั้นก็เล่นเกมออนไลน์
ดูภาพยนตร์ออนไลน์ ดูการ์ตูนออนไลน์ ฟังเพลงออนไลน์ซ้ำไปซ้ำมาทั้งวัน หิวก็กินบะหมี่สำเร็จรูปหรือไม่ก็บิสกิต ปรับมือถือเป็นแบบสั่น คุยออนไลน์กับเพื่อนบ้างตามอารมณ์”
“ทำอะไรก็นึกถึงแต่ออนไลน์ ว่างๆ ไม่มีอะไรทำก็ออนไลน์ไว้ก่อน ซื้อของก็ซื้อแต่ทางออนไลน์ จน Messenger คุ้นเคยที่อยู่เป็นอย่างดี เพราะมาส่งเป็นประจำ บนโต๊ะมีเบอร์โทรศัพท์ร้านอาหาร Delivery สั่งทางออนไลน์ติดไว้เต็มไปหมด”
“วันๆ ขอแค่มีคอมพิวเตอร์และออนไลน์ได้ ก็ไม่คิดจะออกไปไหนแล้ว เพราะสามารถทำงานและผ่อนคลายอารมณ์ ซื้อเสื้อผ้าก็สั่งทางออนไลน์ ซื้อของกระจุกกระจิกก็เข้าเว็บเถาเป่า พอหิวข้าวก็สั่งทางออนไลน์ ช่างเป็นชีวิตที่อิสรเสรีเสียนี่กระไร”
“บางครั้งก็อยากออกไปนอกบ้าน แต่ก็ไม่รู้ว่าจะไปที่ไหนดี แหล่งช็อปปิ้งก็มีแต่คนยั้วเยี้ยไปหมด อยู่ที่บ้านก็ดูหนังกับหนังสือได้เหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปให้เสียเวลา ฟังเพลงก็เปิดเน็ตเอา ขนาดจะออกกำลังกายก็ยังเล่นโยคะที่บ้านได้ เลยไม่รู้ว่าจะออกจากบ้านไปเพื่ออะไร”
“ทุกวันนอกจากเวลาเรียนแล้ว วันๆ ก็เก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน เล่นเกม ฟังเพลง คุยออนไลน์ สั่งอาหารออนไลน์ เรียกว่าขลุกตัวอยู่แต่ในบ้านทั้งวัน จนพ่อแม่ถามว่าวันๆ อยู่บ้านทำอะไร? เลยถามท่านไปว่า แล้วจะให้ออกจากบ้านไปทำอะไร? ท่านก็เลยไม่รู้ว่าจะตอบยังไง”
ตัวอย่างที่หยิบยกมาข้างต้นเป็นรูปแบบการดำเนินชีวิตที่พบเห็นทั่วไปในหมู่หนุ่มสาวชาวจีนที่นับวันจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นและมีแนวโน้มว่าอายุของผู้ที่รักการใช้ชีวิตในรูปแบบดังกล่าวจะน้อยลงเรื่อยๆ อาจกล่าวได้ว่า สังคมจีนทุกวันนี้ หนุ่มสาวที่ชอบเก็บตัวอยู่ในบ้านอาศัยการประกอบกิจกรรมต่างๆ ผ่านทางอินเทอร์เน็ตหรือพูดกันติดปากว่า “ไจ๋” (มีความหมายว่า ที่พักอาศัย) ถือเป็นปรากฏการณ์ใหม่ทางวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ว่ากันตามจริงแล้ว “ไจ๋” ก็ไม่ได้เป็นรูปแบบใหม่ของการดำเนินชีวิต แต่ค่อยๆ พัฒนาเป็นกระแสนิยมและเป็นความรู้สึกทางใจอย่างหนึ่งในกลุ่มเยาวชนไปแล้ว
พฤติกรรมดังกล่าวเรียกกันในภาษาญี่ปุ่นว่า “โอตากุ” (Otaku) เกิดขึ้นราวทศวรรษที่ 80 มักใช้บรรยายคนที่เก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน ไม่ชอบออกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน คนเหล่านี้มีจุดร่วมที่เหมือนกัน คือ หลงใหลอยู่ในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น การ์ตูน เกม เพลง เป็นต้น มักเคลิบเคลิ้มอยู่ในโลกของตัวเอง ไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น การดื่มด่ำความสุขเพียงลำพังถือเป็นลักษณะเด่นของคนกลุ่มนี้ เริ่มแพร่หลายเข้าสู่ประเทศจีนผ่านรูปแบบการ์ตูนญี่ปุ่นและปรากฏครั้งแรกในหน้าหนังสือพิมพ์เมื่อปี ค.ศ. 2008 จากนั้นรูปแบบการดำเนินชีวิตเช่นนี้ก็เริ่มได้รับความสนใจในหมู่วัยรุ่นและพัฒนามาเป็นรูปแบบการดำเนินชีวิตที่มีแบบฉบับของวัยรุ่นจีนยุคใหม่นั่นเอง
“ไจ๋” เป็นศัพท์ที่พบบ่อยเห็นบ่อยมากทางอินเทอร์เน็ตและในชีวิตประจำวัน หนุ่มสาวจีนที่นิยมชมชอบชีวิตแบบนี้ไม่เพียงมีพฤติกรรมดังกล่าวข้างต้น แต่ยังชอบประกอบนานากิจกรรมผ่านการออนไลน์ เช่น การซื้อของออนไลน์ การเขียนบทความออนไลน์ การอ่านหนังสือออนไลน์ การหาคู่ออนไลน์ การดำเนินธุรกิจออนไลน์ เป็นต้น ซึ่งสามารถสร้างปฏิสัมพันธ์กับคนภายนอกโดยไม่ต้องออกไปเจอหน้าค่าตากัน ชีวิตประจำวันและความชอบส่วนบุคคลสามารถบรรลุความปรารถนาได้ด้วยการออนไลน์อยู่ที่บ้าน
การที่เยาวชนจีนยุคนี้เลือกที่จะใช้ชีวิตแบบ “ไจ๋” ส่วนหนึ่งอาจเกิดขึ้นจากการเป็นลูกโทน ด้วยความที่เติบโตมาโดยไม่มีพี่น้อง ทำอะไรก็ทำคนเดียว จึงคุ้นเคยกับชีวิตรูปแบบนี้ไปโดยปริยาย ประกอบกันยุคที่เกิดมามีการใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตอย่างแพร่หลาย กิจกรรมประจำวันหลายอย่างก็สามารถบรรลุผลได้ตามต้องการเพียงแค่ออนไลน์ พวกเขาก็ได้รับความอิ่มเอมทางกายโดยไม่ต้องเสียเวลาในการเดินทาง นานวันเข้าก็ติดนิสัยไม่อยากออกไปพบปะผู้คน ค่อยๆ กลายเป็นคนที่ไม่ชอบแสดงออกและปลีกวิเวกจากสังคม
ความกดดันนานัปการอย่างการใช้ชีวิต การหางาน การทำงาน ความรู้สึก เป็นต้น ที่หนุ่มสาวจีนต้องแบกรับ ย่อมมีส่วนให้พวกเขาเลือกใช้ชีวิตในรูปแบบดังกล่าวเช่นกัน ด้วยความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจอย่างไม่หยุดยั้ง ส่งผลให้จังหวะชีวิตในแต่ละวันเป็นไปอย่างเร่งรีบและบีบคั้น สร้างความรู้สึกกังวลและกลัดกลุ้มให้แก่คนกลุ่มนี้เป็นอย่างมาก พวกเขาจึงอาศัยรูปแบบการใช้ชีวิตแบบนี้เพื่อช่วยในการหลุดพ้นจากความกดดันทั้งหลายทั้งปวง ด้วยการยักย้ายถ่ายเทความกดดันจากภายนอกมาอยู่ในบ้าน และผ่อนคลายความกดดันด้วยการออนไลน์ทำกิจกรรมต่างๆ ที่ตนชื่นชอบ หากเรามองจากมุมนี้ ปรากฏการณ์ “ไจ๋” ถือเป็นรูปแบบการผ่อนคลายความตึงเครียดได้อย่างหนึ่ง เพียงแต่ต้องอยู่ในระดับที่เหมาะสม ก็ถือเป็นทางออกที่เพิ่มพูนความสุขเล็กๆ น้อยๆ ให้แก่ชีวิตได้
แน่นอนว่า ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วของสังคมจีนในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ย่อมมีส่วนสัมพันธ์กับปรากฏการณ์ “ไจ๋” ที่กำลังเป็นอยู่ในปัจจุบัน ดังเห็นได้จากความเป็นอยู่ของคนวัยกลางคนจนถึงวัยชราในสังคม จะเน้นการอาศัยรวมกันเป็นกลุ่มคณะ มีการไปมาหาสู่กัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แต่เมื่อความเจริญทางวัตถุเข้ามาเยือน ผู้คนก็เปลี่ยนรูปแบบการดำเนินชีวิต เพราะต่างอาศัยอยู่ในอาคารสูงที่ต่างคนต่างใช้ชีวิตในอาณาบริเวณของตัวเอง ไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์กัน ขนาดเป็นเพื่อนบ้านกันก็ยังไม่รู้จักมักคุ้นกันด้วยซ้ำ เรียกว่า อยู่กันแบบตัวใครตัวมัน จึงไม่แปลกที่เราจะเห็นคนหนุ่มสาวเลือกใช้ชีวิตอยู่กับตัวเองในบ้านมากขึ้น
ในทางกลับกัน รูปแบบการดำเนินชีวิตเช่นนี้อาจไม่ได้เป็นสิ่งที่หลายคนต้องการ แต่เกิดขึ้นจากความจำยอม โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่ มีต้นทุนชีวิตผันแปรไปตามความเจริญทางเศรษฐกิจ ยกตัวอย่างง่ายๆ สมมติว่าอยู่ในปักกิ่ง จำเป็นต้องออกจากบ้าน ไม่นั่งรถเมล์ก็นั่งรถใต้ดิน ซึ่งก็เบียดเสียดกันแบบปลากระป๋องอัดแน่น ไหนจะต้องสิ้นเปลืองเวลาไปกับการจราจรที่ติดขัด ใช้เวลาเกือบครึ่งวันกว่าจะเดินทางไปถึงจุดหมาย นี่ยังไม่นับการเดินทางกลับ ถ้าเป็นแบบนี้ไม่สู้นั่งทำกิจกรรมออนไลน์อยู่กับบ้านยังดีเสียกว่า สาวก “ไจ๋” จำนวนไม่น้อยเลือกใช้ชีวิตแบบนี้เพราะเข้าข่ายความจำเป็นที่กล่าวมานี้







