
เผยโฉมผู้นำมังกรรุ่นที่5 'สีเจิ้นผิง'นำทัพปราบคอร์รัปชัน
ความเคลื่อนไหวที่ทั่วโลกจับตามองมากที่สุดตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา คงหนีไม่พ้นการปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณชนของผู้นำรุ่นที่ 5
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ความเคลื่อนไหวที่ทั่วโลกจับตามองมากที่สุดตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา คงหนีไม่พ้นการปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณชนของผู้นำรุ่นที่ 5 ของจีนอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก นำโดย สีจิ้นผิง รองประธานาธิบดี และคณะกรรมการประจำกรมการเมือง (โปลิตบูโร) ชุดใหม่อีก 6 คน บนเวทีมหาศาลาประชาชนในกรุงปักกิ่ง หลังได้รับการแต่งตั้งจากที่ประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ ครั้งที่ 18
ภายหลังการรับตำแหน่ง สีจิ้นผิง ขึ้นกล่าวแสดงความขอบคุณ พร้อมประกาศเดินหน้าแก้ไขปัญหาต่างๆ ภายในพรรค โดยเฉพาะปัญหาคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นภัยคุกคามสำคัญต่อพรรคคอมมิวนิสต์ และให้คำมั่นว่าจะฟื้นฟูความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้นอย่างเต็มที่
ทั้งนี้ ในจำนวนสมาชิกโปลิตบูโรชุดใหม่ ประกอบด้วย รองประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ซึ่งมีกำหนดขึ้นมาคุมอำนาจเบ็ดเสร็จทั้ง 3 ส่วน ทั้งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ ประธานคณะกรรมาธิการทหารและประธานาธิบดี แทนประธานาธิบดีหูจิ่นเทา ตามด้วยรองนายกรัฐมนตรีหลีเคอเฉียง ซึ่งจะขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่แทนนายกรัฐมนตรีเวินเจียเป่า
นอกจากนี้ ได้มีการเปิดตัวคณะกรรมการกรมการเมืองอีก 5 คน ซึ่งลดลงจากเดิมที่มีถึง 7 คน ได้แก่ จางเต๋อเจียง รองนายกรัฐมนตรี ยู่จางเชิน เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์สาขาเซี่ยงไฮ้ หลิวหยุนชาน ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์พรรค หวังฉีชาน รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ และจางเกาลี เลขาธิการพรรคสาขาเทียนจิน โดยจะมีการถ่ายโอนอำนาจทั้งหมดอย่างเป็นทางการในเดือน มี.ค. 2556
ภายหลังการเปิดเผยรายชื่อผู้นำจีนรุ่นที่ 5 นักวิเคราะห์บางส่วนคาดการณ์ว่าจีนอาจไม่มีการดำเนินการปฏิรูปทางการเมืองหรือทางเศรษฐกิจใดๆ ที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เนื่องจากรายชื่อผู้นำชุดใหม่นี้ล้วนเป็นบุคคลทางการเมืองรุ่นเก่าที่มีแนวคิดอนุรักษนิยมทั้งสิ้น โดยที่ไม่มีรายชื่อของหลี่หยวนเฉา เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์สาขากวางตุ้งที่มีแนวคิดปฏิรูป และหลิวหยานตง ตัวเก็งหญิงคนเดียวในครั้งนี้
ขณะเดียวกัน ทางด้านประเทศญี่ปุ่นก็มีความเคลื่อนไหวที่ร้อนแรงไม่แพ้กัน โดยล่าสุดนายกรัฐมนตรีโยชิฮิโกะ โนดะ ของญี่ปุ่น ประกาศยุบสภาอย่างเป็นทางการแล้ว เปิดทางให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 16 ธ.ค.นี้ ภายหลังคะแนนนิยมดิ่งลงอย่างต่อเนื่องเหลือเพียง 18% เนื่องจากไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจในประเทศที่อ่อนแอลงต่อเนื่องจากภาวะเงินเยนแข็งค่า วิกฤตหนี้ในยุโรป รวมทั้งข้อพิพาทหมู่เกาะกับจีนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ในขณะนี้เศรษฐกิจประเทศหดตัว 3.5% เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอยในที่สุด
ทั้งนี้ การประกาศยุบสภานับเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญเพื่อแลกกับเสียงสนับสนุนของฝ่ายค้านในการผ่านร่างกฎหมายปฏิรูป โดยเฉพาะกฎหมายก่อหนี้เพิ่มเติม โดยนักวิเคราะห์คาดว่าทางพรรคฝ่ายค้านหรือพรรคเสรีประชาธิปไตย (แอลดีพี) จะเป็นฝ่ายคว้าชัย
โอบามาเยือน 3 ชาติอาเซียน
หวังเสริมแกร่งสัมพันธ์-สกัดอิทธิพลมังกร
นับเป็นความเคลื่อนไหวที่ทั่วโลกจับตามองเช่นเดียวกัน สำหรับภารกิจเดินทางเยือนภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ของบารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐ ซึ่งมีกำหนดการเยือนไทยเป็นชาติแรกก่อนเดินทางไปกัมพูชาและพม่า
นักวิเคราะห์หลายฝ่ายมองว่า ภารกิจดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามแผ่อิทธิพลเข้ามาในเอเชียมากขึ้น เพื่อสกัดอำนาจจีนอย่างเห็นได้ชัดเนื่องจากทั้ง 3 ชาติ มีความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนกับทั้งสหรัฐและจีน โดยเฉพาะไทย ซึ่งเป็นชาติพันธมิตรที่เก่าแก่ที่สุดของสหรัฐ ไทยมีแนวโน้มโอนเอียงไปทางจีน ซึ่งเริ่มมีอิทธิพลในประเทศอย่างต่อเนื่อง
เช่นเดียวกับประเทศกัมพูชา ซึ่งโอบามามีกำหนดเดินทางเยือนเพื่อเข้าร่วมประชุมสุดยอดผู้นำเอเชียตะวันออกเป็นประเทศที่ 2 ก็ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่ให้การสนับสนุนจีนอย่างเปิดเผย ในระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ด้วยการแสดงตัวขัดขวางการหารือเพื่อยุติข้อพิพาททะเลจีนใต้ระหว่างจีนและชาติสมาชิกอาเซียน เช่น ฟิลิปปินส์และเวียดนาม เป็นต้น
ในส่วนการตัดสินใจเดินทางเยือนพม่าของผู้นำสหรัฐ ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงของทำเนียบขาว ซึ่งรวมถึง แดนนี รัซเซล รองประธานอาวุโสประจำศูนย์การศึกษาด้านกลยุทธ์และต่างประเทศของสหรัฐ ยังมองอีกว่าเป็นภารกิจที่จะเป็นผลงานด้านนโยบายต่างประเทศชิ้นสำคัญของโอบามาในสมัยที่ 2
รัซเซลให้เหตุผลว่าการเดินทางเยือนพม่าเปรียบได้กับการให้รางวัล ภายหลังจากที่รัฐบาลพม่าสามารถเดินหน้าปฏิรูปประเทศเพื่อไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยได้เป็นที่น่าพอใจ ถึงแม้ว่ากลุ่มนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนบางส่วนมองว่าอาจส่งผลให้การเดินหน้าปฏิรูปของรัฐบาลพม่าหยุดชะงักลงก็ตาม
กรีซรอดหนี้เน่า
แม้อียูเบรกเงินช่วยชั่วคราว
ขณะเดียวกันด้านความเคลื่อนไหวทางด้านเศรษฐกิจในภูมิภาคยุโรป สำนักงานบริหารหนี้ของยุโรป เปิดเผยว่า กรีซกำลังอยู่ในกระบวนการจ่ายหนี้ครบกำหนดชำระมูลค่า 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ แม้ว่ากรีซจะยังไม่ได้รับความช่วยเหลืองวดต่อไปจากสหภาพยุโรป มูลค่า 1.3 หมื่นล้านยูโรก็ตาม ภายหลังสามารถระดมทุนจากการขายพันธบัตรรัฐบาลได้เพียงพอ ซึ่งทำให้กรีซรอดพ้นจากการเป็นหนี้เสียได้อย่างฉิวเฉียด
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสามารถลดความวิตกกังวลต่อปัญหากรีซว่าจะกลายเป็นหนี้เสียได้ในระดับหนึ่ง หลังก่อนหน้านี้ที่ประชุมรัฐมนตรีคลัง 17 ชาติกลุ่มยูโรโซนยังคงไม่สามารถบรรลุข้อตกลงอนุมัติเงินกู้รอบใหม่แก่กรีซมูลค่า 3.1 หมื่นล้านยูโร ได้ทันกำหนดเส้นตายชำระหนี้ในวันที่ 16 พ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งทางด้านรัฐมนตรีคลังกลุ่มยูโรโซนจะเปิดการประชุมกันอีกครั้งในวันที่ 20 พ.ย.นี้ ว่าจะให้เงินช่วยเหลือกับกรีซหรือไม่
เช่นเดียวกับทางด้านสหรัฐ ที่ล่าสุด ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศเตรียมยืดอายุโครงการ “โอเปอเรชัน ทวิสต์” ซึ่งเป็นการขายพันธบัตรระยะสั้นเพื่อซื้อพันธบัตรระยะยาวเพื่อกดอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำไปจนถึงปีหน้า เพื่อหวังกระตุ้นการจ้างงานในประเทศที่ยังคงซบเซา หลังโครงการดังกล่าวจะหมดอายุลงสิ้นปีนี้
การยืดอายุโอเปอเรชัน ทวิสต์ ซึ่งเป็นการเข้าซื้อพันธบัตรวงเงิน 4.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน จะส่งผลให้โครงการดังกล่าวดำเนินควบคู่ไปกับมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) รอบที่ 3 ซึ่งเป็นโครงการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาล วงเงิน 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน ที่เฟดประกาศใช้เมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา โดยจะมีการหารือรายละเอียดพร้อมกับประเมินความเสี่ยงและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการเข้าซื้อพันธบัตรเพิ่มเติม
ทั้งนี้ แม้ปัจจุบันอัตราว่างงานสหรัฐได้ลดลงเหลือระดับ 7.9% ทว่าเศรษฐกิจยังคงฟื้นตัวช้า โดยนักวิเคราะห์และตลาดต่างวิตกกังวลว่าเศรษฐกิจของประเทศจะเข้าสู่ภาวะถดถอยหากพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันไม่สามารถบรรลุข้อตกลงตัดลดงบประมาณและต่ออายุมาตรการภาษี หรือ “ฟิสคัล คลิฟฟ์” ได้ทัน ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการตัดลดรายจ่ายอัตโนมัติ ซึ่งจะส่งผลให้มีเงินไหลออกจากระบบเศรษฐกิจทันที 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ







