
อาเซียนเร่งสะสมอาวุธเดินหน้าเพิ่มงบ เสริมแสนยานุภาพ
อาเซียนเพิ่มงบทางทหารเร่งสั่งสมอาวุธ โดยเฉพาะอาวุธทางทะเล หวังเพิ่มแสนยานุภาพรับบรรยากาศพิพาทตึงเครียด
อาเซียนเพิ่มงบทางทหารเร่งสั่งสมอาวุธ โดยเฉพาะอาวุธทางทะเล หวังเพิ่มแสนยานุภาพรับบรรยากาศพิพาทตึงเครียด
เอเอฟพี รายงานโดยอ้างข้อมูลจากสถาบันวิจัยสันติภาพสต็อกโฮล์ม สวีเดน (เอสไอพีอาร์ไอ) ซึ่งพบว่า บรรดา 10 ชาติสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) มีการใช้งบประมาณทางการทหารเพิ่มมากขึ้นถึง 42% ในช่วงระหว่างปี 2545-2554 โดยเงินส่วนใหญ่หมดไปกับการซื้อหาอาวุธยุทโธปกรณ์ทางทหารและปรับปรุงยกระดับเครื่องมือของกองทัพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาวุธแทบทุกประเภทที่เกี่ยวข้องกับทางทะเล
รายงานระบุว่า ช่วง 23 ปีที่ผ่านมา หลังกรณีพิพาทหมู่เกาะสแปรตลีย์ และบริเวณใกล้เคียงในบริเวณน่านน้ำทะเลจีนใต้ระหว่างบางประเทศสมาชิกอาเซียนกับจีนเริ่มตึงเครียดมากขึ้น การสั่งสมอาวุธก็ทวีความร้อนแรงขึ้นเช่นกัน
อินโดนีเซีย ประเทศที่มีเส้นทางเดินเรือมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และมีแนวชายฝั่งยาวถึง 5.47 หมื่นกิโลเมตร ได้สั่งซื้อเรือดำน้ำเพิ่ม 3 ลำ จากเกาหลีใต้ จากเดิมที่มีอยู่แล้ว 2 ลำ ขณะเดียวกันก็ร่วมมือกับบริษัทผลิตอาวุธในจีนเพื่อพัฒนาเรือต่อต้านขีปนาวุธ หลังจากที่ได้ทดลองเรือต่อต้านขีปนาวุธจากรัสเซียในปี 2554 รวมถึงการยกระดับระบบเรดาร์ชายฝั่งด้วยความร่วมมือกับจีนและสหรัฐ
ด้าน เวียดนาม ซื้อเรือดำน้ำพลังงานดีเซลไฟฟ้าชั้นกิโล (Kilo Class) 6 ลำจากรัสเซีย ส่วน มาเลเซีย ซื้อเรือดำน้ำสกอร์เปน 2 ลำ และ ไทย มีแผนซื้อเรือดำน้ำและเครื่องบินต่อสู้กริพเพนจากบริษัท ซาบ เอบี ประเทศสวีเดน ขณะที่ สิงคโปร์ ได้ลงทุนเครื่องบินไอพ่นต่อสู้ เอฟ15 เอสจี จากบริษัทโบอิ้ง โค
“ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและการเติบโตของจีนเป็นแรงผลักดันให้พวกเขา (อาเซียน) ใช้จ่ายเงินไปกับการทหารเพื่อปกป้องการลงทุน เส้นทางเดินเรือ และเขตเศรษฐกิจของตนเอง” เจมส์ ฮาร์ดี บรรณาธิการประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของนิตยสาร ไอเอชเอส เจนส์ ดีเฟนส์ วีกลี นิตยสารรายสัปดาห์ด้านการทหาร กล่าว
พร้อมกันนี้ฮาร์ดียังย้ำว่า แนวโน้มการสะสมอาวุธของอาเซียนในขณะนี้ต่างมุ่งไปที่การปรับปรุงพัฒนาระบบลาดตระเวนและสอดส่องตรวจตราทางทะเลและชายฝั่ง เนื่องจากทั้งเรือรบ เรือลาดตระเวน ระบบเรดาร์ และเครื่องบินต่อสู้ พร้อมด้วยเรือดำน้ำและเรือต่อต้านขีปนาวุธต่างเป็นยุทโธปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพในการขับไล่ป้องกันเส้นทางเดินเรือทางทะเลทั้งสิ้น
ด้าน เอียน สตอเรย์ นักวิเคราะห์อาวุโสสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า แม้จะเร่งปรับปรุงกำลังทางทหารของตนเองอย่างเต็มที่จากเดิมที่ซื้อเพียงแค่ปืนหรือรถถัง แต่แสนยานุภาพทางทหารในอาเซียนก็ไม่อาจเทียบเท่าประเทศมหาอำนาจอย่างจีนอยู่ดี
“แต่อย่างน้อยหากจีนบุกประเทศในอาเซียน เช่น เวียดนาม จริง เวียดนามก็ยังป้องกันตัวเองจากความเสียหายร้ายแรงได้” สตอเรย์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์หลายสำนักต่างเห็นตรงกันว่าการเร่งสั่งสมอาวุธในอาเซียนไม่ได้เป็นไปเพื่อการแข่งขันระหว่างชาติสมาชิก การปรับปรุงเพื่อความทันสมัย และการป้องกันตัวเองเท่านั้น แต่ยังมีเหตุผลจากความไม่แน่นอนจากปัจจัยหลายด้านที่แวดล้อมภายในภูมิภาคแห่งนี้
ปัจจัยข้างต้นรวมถึงโจรสลัด การลักลอบจับปลา การลักลอบขนส่งสินค้า การก่อการร้าย และการบรรเทาเหตุหายนภัยต่างๆ รวมถึงการทำให้ประเทศที่กองทัพมีอิทธิพลค่อนข้างมากอย่างอินโดนีเซียและไทยพึงพอใจ
สถาบันเอสไอพีอาร์ไอ ระบุว่า อินโดนีเซีย เวียดนาม กัมพูชา และไทย ถือเป็นสมาชิกอาเซียนลำดับต้นๆ ที่ใช้งบประมาณทางการทหารค่อนข้างสูง โดยอยู่ในระดับ 66% กับ 82% ระหว่างปี 25452555 ขณะที่สิงคโปร์ยังคงเป็นผู้ใช้เงินซื้ออาวุธรายใหญ่ในภูมิภาคไม่เปลี่ยนแปลง โดยนักวิเคราะห์มองว่าเนื่องจากแม้สิงคโปร์จะเป็นเกาะเล็ก แต่ก็ตั้งอยู่ในทำเลทองบนช่องแคบมะละกา เส้นทางเดินเรือที่คับคั่งมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เป็นเมืองท่าสำคัญ ศูนย์กลางการเงินโลก และศูนย์กลางพลังงานน้ำมันและปิโตรเคมี
ทั้งนี้ ในปี 2554 งบประมาณทางการทหารของสิงคโปร์อยู่ที่ 9,660 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 7.3 แสนล้านบาท) ไทยอยู่ที่ 5,520 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.69 แสนล้านบาท) อินโดนีเซียที่ 5,420 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.66 แสนล้านบาท) มาเลเซียที่ 4,540 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.39 แสนล้านบาท) และเวียดนามที่ 2,660 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 8.15 หมื่นบาท)
การเร่งสั่งสมอาวุธในครั้งนี้ นอกจากจะมีประโยชน์ต่อการป้องกันพัฒนาของแต่ละประเทศอย่างเต็มที่แล้ว ยังเป็นประโยชน์ต่อเหล่าผู้ผลิตอาวุธ อุปกรณ์การสื่อสารและระบบสอดส่องรักษาความปลอดภัยที่เริ่มมองหาลูกค้าในตลาดใหม่หลังจากที่ภูมิภาคตะวันตกเริ่มตัดลดงบประมาณทางการทหาร
รอยเตอร์ส รายงานว่า ล็อกฮีด มาร์ติน และแผนกการป้องกันของโบอิ้งต่างคาดหวังว่าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะช่วยสนับสนุนรายได้จากตลาดต่างประเทศของบริษัทประมาณ 40%
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีแนวโน้มการสั่งซื้ออาวุธเพิ่มมากขึ้น แต่นักวิเคราะห์หลายสถาบันต่างเห็นตรงกันว่า ภูมิภาคอาเซียนแห่งนี้ต่างเร่งพัฒนาขีดความสามารถของตนเองให้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตกันมากขึ้น เช่น สิงคโปร์ ที่ถึงจะนำเข้าอาวุธมากมายจากสหรัฐ ฝรั่งเศสและเยอรมนี แต่ก็ยังมีอุตสาหกรรมด้านการทหารเป็นของตนเอง โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ เอสที เอนจิเนียริง บริษัทภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาลเพื่อผลิตอาวุธป้อนกองทัพประเทศและส่งออกเพื่อขายในต่างแดน
สตอเรย์ กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศส่วนใหญ่ต่างสนใจหรือกระตือรือร้นที่จะสร้างอุตสาหกรรมอาวุธภายในประเทศ
“หนทางดังกล่าวย่อมถูกกว่าสั่งซื้ออาวุธจากต่างประเทศ โดยในระยะยาวหลายประเทศต่างมองหาตลาดส่งออกของตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับประเทศอินโดนีเซีย เนื่องจากสามารถเป็นนโยบายป้องกันมาตรการคว่ำบาตรจากประเทศมหาอำนาจเช่นสหรัฐได้” สตอเรย์กล่าวสรุป







