
IMF หั่นอันดับโลกเหลือ3.3%ยุโรป-มะกันอันตราย ส่อซบยาว
ไอเอ็มเอฟหั่นการเติบโตเศรษฐกิจโลกลงอีกเหลือ 3.3% เตือนหนี้ยุโรปคลังสหรัฐยังอันตราย เอเชียหนีไม่พ้น
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ไอเอ็มเอฟหั่นการเติบโตเศรษฐกิจโลกลงอีกเหลือ 3.3% เตือนหนี้ยุโรปคลังสหรัฐยังอันตราย เอเชียหนีไม่พ้น
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ออกรายงานประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ปรับลดการคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจโลกลงเหลือ 3.3% จาก 3.5% ในเดือน ก.ค. ซึ่งถือเป็นตัวเลขการเติบโตที่เชื่องช้าที่สุดนับตั้งแต่ปี 2552
ไอเอ็มเอฟให้เหตุผลว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ซบเซาและการบังคับใช้แผนรัดเข็มขัดของประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลาย ทำให้นักลงทุนในตลาดและเจ้าของกิจการส่วนใหญ่ขาดความเชื่อมั่นกับปัจจัยเสี่ยงต่างๆ จนกระเทือนต่อบรรยากาศการค้าและการลงทุน
สำหรับการเติบโตในปี 2556 ไอเอ็มเอฟได้ปรับลดตัวเลขลงมาอยู่ที่ 3.6% จากเดิมในเดือน ก.ค. ซึ่งอยู่ที่ 3.9% ขณะที่เฉพาะการเติบโตในภูมิภาคเอเชีย ไอเอ็มเอฟได้ปรับลดการคาดการณ์ลงไปเช่นกัน โดยร่วงลงมาอยู่ที่ 6.7% ในปี 2555 และ 7.2% ในปี 2556 จากเดิมในเดือน ก.ค. ที่คาดการณ์ไว้ที่ 7.1% และ 7.5% ตามลำดับ
สาเหตุของการปรับลดสืบเนื่องมาจากเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียที่เคยแข็งแกร่งจนเป็นเสาหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกในฐานะประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในช่วงวิกฤตที่ผ่านมามีแววชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัด เพราะภาคการส่งออกอันเป็นหัวใจหลักของเศรษฐกิจในภูมิภาคแห่งนี้ขาดแรงอุดหนุนที่สำคัญจากฝั่งยุโรป ภูมิภาคที่ไอเอ็มเอฟคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจปีนี้มีหวังหดตัวอีก 0.4%
พร้อมกันนี้รายงานจากไอเอ็มเอฟเตือนว่า การคาดการณ์ที่เกิดขึ้นอาจเปลี่ยนแปลงในทางที่เลวร้ายมากขึ้นอีกจากปัจจุบัน หากบรรดาผู้นำในกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) ยังไม่อาจหาทางออกและแก้ไขปัญหาวิกฤตหนี้สาธารณะในภูมิภาคได้อย่างเด็ดขาดจนเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนในเร็ววัน เช่นเดียวกับที่รัฐบาลกลางสหรัฐไม่สามารถหาทางออกของหน้าผาทางการคลัง ที่รัฐบาลต้องตัดรายจ่ายควบคู่ไปกับการแบกรับต้นทุนสวัสดิการสังคมที่เพิ่มมากขึ้น
“ความล้มเหลวของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจจะทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจโลกเลวร้ายมากขึ้น” รายงานจากไอเอ็มเอฟย้ำ โดยได้คาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐทั้งในปีนี้และปีหน้าไว้ในระดับไม่เกิน 2%
ขณะเดียวกัน ไอเอ็มเอฟยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า เศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียยังมีแววที่จะย่ำแย่มากยิ่งขึ้น เนื่องจากการเติบโตของมหาอำนาจแห่งภูมิภาค เช่น จีน ในปีนี้ร่วงลงมาอยู่ที่ 7.8% จากเดิมก่อนหน้าที่คาดการณ์ไว้ว่าจะอยู่ในระดับที่ 8% โดยเป็นผลมาจากการที่จีนไม่สามารถชดเชยการส่งออกที่ลดลงด้วยการกระตุ้นกำลังการบริโภคภายในประเทศได้ทัน ขณะที่แผนการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งการตัดลดอัตราดอกเบี้ย หรือตัดลดอัตราทุนสำรองเงินฝากธนาคารยังไม่เห็นผล
ด้านการเติบโตของอินเดียไม่แตกต่างจากจีนมากนัก โดยไอเอ็มเอฟปรับลดตัวเลขลงมาเหลือ 4.9% ในปีนี้ และ 6% ในปีหน้า ซึ่งเหตุผลหลักเป็นเพราะรัฐบาลอินเดียไม่สามารถเร่งดำเนินการเปิดช่องทางให้นักลงทุนเข้าไปลงทุนพัฒนากิจการภายในได้อย่างเต็มที่
สำหรับการเติบโตของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไอเอ็มเอฟระบุชัดว่าได้รับผลกระทบจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน โดยเฉพาะ 5 ประเทศกำลังพัฒนาหลักของภูมิภาคอย่างอินโดนีเซีย ไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ซึ่งล้วนแต่พึ่งพาการส่งออกทั้งสิ้น
ทว่า รายงานการคาดการณ์ดังกล่าวจากไอเอ็มเอฟ ระบุว่า จะมีเพียงฟิลิปปินส์และไทยเท่านั้นที่มีการเติบโตเพิ่มมากขึ้น เมื่อเทียบกับปี 2554 ที่ผ่านมาอันเป็นผลมาจากการเร่งฟื้นฟูประเทศ ภายหลังจากได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม
ทั้งนี้ ไอเอ็มเอฟสรุป ว่าในภาพรวมแล้วการเติบโตทั้ง 5 ประเทศ ในกลุ่มอาเซียนข้างต้นยังคงไปได้สวย โดยเศรษฐกิจจะโต 5.4% ในปีนี้ และ 5.8% ในปีหน้า หลังจากที่ปี 2554 ที่ผ่านมา โตเพียง 4.5%
รายงานฉบับเดียวกัน ไอเอ็มเอฟยังได้คาดการณ์ถึงสถานะทางการคลังของสเปน ที่ปัญหาหนี้สาธารณะเริ่มลุกลามหนักว่า การขาดดุลของสเปนจะพุ่งถึง 7% ต่อจีดีพี ในปี 2555 และ 5.7% ในปี 2556 ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่อียูกำหนดไว้ที่ 6.3% ปีนี้ และ 4.5% ปีหน้า เพราะนโยบายรัดเข็มขัดของรัฐบาลไม่สามารถทำให้หนี้ของประเทศลดต่ำลง 3% ต่อจีดีพี จนกว่าจะถึงปี 2560 ขณะที่อัตราหนี้ต่อจีดีพีของสเปนมีสิทธิพุ่งแตะ 90.7% ปีนี้ และ 96.9% ปีหน้า







