
สงคราม ‘ค่าเงินหยวน’ ระอุ เดิมพันนี้จีนสู้ยิบตา
สงครามวิวาทะระหว่างรัฐบาลกรุงปักกิ่งกับรัฐบาลกรุงวอชิงตันเดือด ไม่มีสัญญาณการสงบศึกในเร็ววัน
สงครามวิวาทะระหว่างรัฐบาลกรุงปักกิ่งกับรัฐบาลกรุงวอชิงตันเดือด ไม่มีสัญญาณการสงบศึกในเร็ววัน
โดย... ทีมข่าวต่างประเทศ
“การคำรามและเดือดดาลของสหรัฐที่มีต่อเรื่องค่าเงินหยวนของจีนนั้น ทำให้รู้สึกถึงความเหมือนกันกับภาพยนตร์เรื่องอวตาร ซึ่งทหารจากโลกเตรียมที่จะเข้าทำลายล้างต้นไม้แห่งจิตวิญญาณบนดาวแพนดอรา” บทความในหนังสือพิมพ์ไชนา เดลี ของทางการจีน ระบุ
บทความในสื่อของทางการจีนครั้งนี้ นับเป็นหนึ่งในซีรีส์สงครามวิวาทะระหว่างรัฐบาลกรุงปักกิ่งกับรัฐบาลกรุงวอชิงตัน ที่เปิดฉากดุเดือดขึ้นอย่างต่อเนื่องในเดือนนี้กับปัญหา “ค่าเงินหยวน” ที่ฝ่ายสหรัฐเริ่มรุกหนักให้จีนปรับค่าเงินให้แข็งค่าตามความเป็นจริงมากขึ้น ขณะที่ฝ่ายจีนปฏิเสธเสียงแข็งว่าปัญหาการค้าโลกที่ถูกมองว่าไม่เป็นธรรมนั้น ไม่ได้มีต้นเหตุจากเงินหยวน
แม้จะยังไม่มีสัญญาณการสงบศึกในเร็ววัน ทว่าบรรดานักวิเคราะห์ต่างเชื่อว่าประเด็นนี้คงไม่ใช่ปัญหาที่จบลงได้ง่ายๆ เพราะสำหรับสหรัฐแล้ว การแข็งค่าของเงินหยวนจะเป็นมหันตภัยอย่างยิ่งต่อภาคการส่งออกของจีน
รอยเตอร์ส รายงานว่า สภาจีนเพื่อการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้ตรวจสอบผู้ส่งออกกว่า 1,000 ราย ใน 12 ประเภทอุตสาหกรรมว่าจะสามารถรับมือกับเงินหยวนที่แข็งค่าขึ้นตามแรงกดดันของนานาชาติได้หรือไม่
แน่นอนว่าคำตอบที่ได้รับจากบรรดาผู้ส่งออก จีนคือ “ไม่”
“หากเงินหยวนแข็งค่าขึ้น บริษัทพวกนี้ก็จะเจอความเสี่ยงล้มละลาย เพราะตอนนี้ก็แทบจะไม่มีกำไรกันอยู่แล้ว ดังนั้นผลที่ตามมาของบริษัทผู้ส่งออกเหล่านี้จึงไม่ต่างกับหายนะ” จางเหว่ย รองประธานสภาจีนฯ กล่าว
ปัจจุบันแม้จีนจะอยู่ในสถานะเศรษฐกิจที่มีการขยายตัวสูงที่สุดในโลก ทว่าในขณะเดียวกันก็ต้องเจอกับแรงกดดันอันหนักหน่วงกับเสียงเรียกร้องจากสหรัฐ ให้ปรับขึ้นค่าเงินหยวนให้สอดคล้องกับพื้นฐานความเป็นจริงมากขึ้น
ในครั้งนี้ บรรดา สส. และ สว. สหรัฐ ยังถึงขั้นขู่ที่จะดำเนินการขึ้นภาษีสินค้าเมดอินไชนาอีกหลายรายการ หากจีนยังไม่ยอมพิจารณาเรื่องการปรับค่าเงินหยวน ซึ่งปัจจุบันตรึงอยู่กับเงินเหรียญสหรัฐที่ 6.38 หยวนต่อเหรียญสหรัฐ มาตั้งแต่กลางปี 2552 เพื่อช่วยให้ภาคการส่งออกของประเทศสามารถแข่งขันได้ ท่ามกลางวิกฤตการณ์เศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก
ทว่าขณะที่แรงกดดันภายนอกกำลังทวีความตึงเครียดขึ้น แรงกดดันภายในจีนเองที่ให้คงนโยบายค่าเงินไว้เหมือนเดิม กลับดูจะรุนแรงยิ่งกว่าเสียอีก
รองประธานสภาจีนฯ ได้ยกตัวอย่างให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นกับภาคการก่อสร้างเรือเพียงส่วนเดียว ซึ่งมียอดออร์เดอร์เข้ามาแล้ว 1.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.95 ล้านล้านบาท) หากเงินหยวนแข็งค่าขึ้นแม้เพียงเล็กน้อย ก็จะส่งผลต่อรายได้และกำไรในตัวเลขมหาศาล ซึ่งตรรกะเดียวกันนี้ยังใช้ได้กับภาคส่วนอื่นๆ อาทิ ธุรกิจอุปกรณ์โทรคมนาคมและเครื่องมือช่าง
รัฐบาลกรุงปักกิ่งนั้นตระหนักถึงผลกระทบที่ว่าเป็นอย่างดี และได้สั่งการให้หลายหน่วยงานของภาครัฐ ซึ่งรวมถึงกระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรม ไปทำการทดสอบเรื่องผลกระทบดังกล่าวมาตั้งแต่เดือนที่แล้ว
แหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เปิดเผยกับรอยเตอร์สว่า ผลการลงความเห็นส่วนใหญ่ออกมาในทิศทางตรงกันว่า การขึ้นค่าเงินหยวนจะสร้างภาระให้กับผู้ส่งออกจีนมากเกินไป แม้ว่าบริษัทส่วนใหญ่จะค่อนข้างยืดหยุ่นขึ้นกับการเปลี่ยนแปลงทิศทางของตลาด
อย่างไรก็ดี ใช่ว่าจีนจะยืนกรานท่าทีนี้ไปตลอดไม่เปลี่ยนแปลงดุจหินผา บรรดาผู้ส่งออกของจีนนั้นต่างก็ทราบข่าวแรงกดดันจากภาย นอกมาโดยตลอด พร้อมหาทางแก้ไขสถานการณ์มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเพิ่มความยืดหยุ่นต่อตลาดและการมองหาตลาดใหม่ๆ แทนที่สหรัฐและยุโรป อาทิ ตลาดแอฟริกา อเมริกาใต้ และตะวันออกกลาง ซึ่งสามารถทำให้ผู้ส่งออกจีนอยู่ได้ในช่วงที่เงินหยวนแข็งค่าขึ้น ระหว่างเดือน ก.ค. 2005–ก.ค. 2008 หรือช่วงก่อนที่รัฐบาลจะตรึงเงินหยวนกับเงินเหรียญสหรัฐ
ขณะเดียวกัน แหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องระบุด้วยว่า จีนสามารถโอนอ่อนท่าทีเรื่องเงินหยวนได้ เพียงแต่ต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญอย่างสหรัฐด้วย
“สิ่งสุดท้ายที่จีนจะกระทำก็คือ การศิโรราบต่อแรงกดดันของต่างชาติ แม้จะเป็นสิ่งที่ควรทำก็ตาม สหรัฐควรเงียบเสียงลงและหยุดสอนจีนเสียที แม้เมื่อเสียงต่างๆ เริ่มเงียบลงแล้ว จีนเองก็น่าจะเริ่มการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงเรื่องทิศทางเงินหยวน” แหล่งข่าวเปิดเผย







