
ปิดม่านเอเปกหนุนเสรีการค้า-ลกกีดกัน-ร่วมฝ่าวิกฤต
เอเปกปิดฉากแล้ว ผู้นำ 21 ชาติเห็นพ้องระงับจำกัดส่งออก ลดภาษีนำเข้าด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมลุยสร้างเสถียรภาพการเงินร่วมกัน หวังรับมือวิกฤตหนี้ยุโรป แต่ไร้ถกกรณีพิพาทในแปซิฟิก
เอเปกปิดฉากแล้ว ผู้นำ 21 ชาติเห็นพ้องระงับจำกัดส่งออก ลดภาษีนำเข้าด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมลุยสร้างเสถียรภาพการเงินร่วมกัน หวังรับมือวิกฤตหนี้ยุโรป แต่ไร้ถกกรณีพิพาทในแปซิฟิก
บรรดาผู้นำประเทศสมาชิกกลุ่มประเทศความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (เอเปก) 21 ชาติ ออกแถลงการณ์ร่วมในการประชุมวันที่ 2 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่เมืองวลาดิวอสตอกของรัสเซีย โดยมีสาระสำคัญ 4 ประการ คือ การยกเลิกการจำกัดการส่งออกอาหาร การลดภาษีนำเข้าสินค้าสิ่งแวดล้อม การพัฒนาศักยภาพด้านห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมอีก 10% ภายในปี 2558 และการให้คำมั่นสัญญาสร้างเสถียรภาพทางการเงินเพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกและรับมือวิกฤตหนี้ยุโรป
ทั้งนี้ การยกเลิกการจำกัดการนำเข้าอาหารนับเป็นหนึ่งในมาตรการระงับการใช้มาตรการปกป้องทางการค้าเพิ่มเติม เพื่อส่งเสริมให้เกิดการค้าเสรี และสร้างหลักประกันในความมั่นคงด้านอาหารของผู้บริโภค ท่ามกลางภาวะราคาอาหารโลกที่ทวีความรุนแรงขึ้น อันเป็นผลมาจากปัญหาภัยแล้งในสหรัฐและรัสเซีย ประเทศผู้ส่งออกธัญพืชรายใหญ่ของโลก ที่สร้างความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตรอย่างหนัก
สำหรับข้อตกลงในประเด็นการค้าสินค้าสิ่งแวดล้อม ที่ประชุมเอเปกครั้งนี้ได้ประกาศให้ลดภาษีนำเข้าสินค้าสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น 54 รายการ ซึ่งหมายรวมถึงอุปกรณ์การผลิตพลังงานทดแทน การจัดการของเสีย ตลอดจนถึงการตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมไม่เกิน 5% จนถึงปี 2558 พร้อมกับเห็นพ้องให้มีการเร่งพัฒนาศักยภาพด้านห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมโลกเพิ่มขึ้นอีก 10% ภายในปี 2558 โดยตั้งเป้าว่าในอีก 10 ปีข้างหน้านี้ สัดส่วนการค้าภายในกลุ่มประเทศสมาชิกจะขยายตัวเพิ่มเติมถึง 3 เท่า
ขณะเดียวกัน ผู้นำชาติสมาชิกเอเปกยังแสดงความชื่นชมต่อความพยายามของบรรดาผู้นำยุโรปในการกอบกู้วิกฤตหนี้ยุโรป พร้อมให้คำมั่นสัญญาว่าจะดำเนินการตัดลดการขาดดุลงบประมาณในประเทศของตนเองเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโลกอีกด้วย
“สถานการณ์เศรษฐกิจในยุโรปส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเป็นอย่างมาก ดังนั้นเราจึงควรร่วมมือกันกระตุ้นการเติบโตและลดการขาดดุลงบประมาณเพื่อสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและฟื้นความเชื่อมั่นร่วมกัน” แถลงการณ์ของที่ประชุม ระบุ
ล่าสุด คริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ออกแถลงการณ์ในระหว่างการประชุมเอเปกว่า ไอเอ็มเอฟพร้อมทำหน้าที่เป็นผู้ร่างและดูแลแผนการเข้าแทรกแซงตลาดเพื่อเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลยูโรโซน ซึ่งเผชิญปัญหาระดมทุนของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) อย่างเต็มที่อีกด้วย
ด้านประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย เจ้าภาพการประชุมเอเปกในครั้งนี้ ได้ส่งสัญญาณให้ความสำคัญมายังตลาดการค้าในแถบเอเชียมากยิ่งขึ้น ขณะที่ประธานาธิบดีเม็กซิโก ฟิลิเป คาลเดรอน ให้เหตุผลเสริมว่า แถบแปซิฟิกจะเป็นภูมิภาคที่สำคัญที่สุดต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจทั้งในช่วงทศวรรษนี้และทศวรรษหน้า
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความคืบหน้าในข้อตกลงความร่วมมือด้านเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แต่การหารือประเด็นพื้นที่พิพาทระหว่างชาติสมาชิกเอเปก เช่น กรณีระหว่างจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และฟิลิปปินส์ ยังคงไม่ได้ข้อสรุปเพิ่มเติม ภายหลังจากผู้นำของประเทศดังกล่าวปฏิเสธที่จะเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำนอกรอบแบบทวิภาคี
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น โยชิฮิโกะ โนดะ และประธานาธิบดีจีน หูจิ่นเทา เข้าร่วมประชุมเอเปก โดยไม่ได้มีการเจรจานอกรอบกรณีพื้นที่พิพาทที่ทั้งสองชาติต่างอ้างกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะในทะเลจีนตะวันออกที่มีชื่อว่า “เซนกากุ” ในภาษาญี่ปุ่น หรือ “เตียวหยูไถ่” ในภาษาจีน ซึ่งล่าสุดความขัดแย้งได้ทวีความรุนแรงขึ้น หลังรัฐบาลญี่ปุ่นประกาศแสดงความเป็นเจ้าของพื้นที่ดังกล่าว ด้วยการทุ่มเงินซื้อหมู่เกาะพิพาทเป็นมูลค่าสูงถึง 26 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 806 ล้านบาท)
ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีโนดะก็ไม่ได้เข้าร่วมประชุมนอกรอบร่วมกับประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ลีมยองบัก อันเป็นผลมาจากความขัดแย้งที่ทั้งสองประเทศต่างอ้างสิทธิเหนือหมู่เกาะในทะเลญี่ปุ่น ที่ชาวญี่ปุ่นเรียกว่าเกาะทาเกชิมา หรือที่ชาวเกาหลีเรียกว่า ด๊กโด
นอกจากนี้ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ เบนิญโญ อากีโน ไม่ได้เข้าร่วมหารือกรณีพื้นที่ทับซ้อนบริเวณหมู่เกาะในทะเลจีนใต้กับประธานาธิบดีจีน หูจิ่นเทา แต่อย่างใด แม้ว่าก่อนหน้านี้ อากีโน ประกาศยืนยันว่าจะให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาดังกล่าวเป็นอันดับแรกก็ตาม
ปัญหาความขัดแย้งพื้นที่พิพาทซึ่งทวีความตึงเครียดมากขึ้นเรื่อยๆ สร้างความวิตกกังวลเป็นวงกว้างว่าอาจเป็นปัจจัยกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกได้
“ความไร้เสถียรภาพในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจโลก อาจส่งผลให้เศรษฐกิจโลกไร้เสถียรภาพที่กำลังอ่อนแออย่างหนักมากขึ้น” ฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ออกโรงเตือน พร้อมเรียกร้องให้ทุกประเทศพยายามดำเนินการลดความขัดแย้งและดำเนินการทางการทูตอย่างแข็งแกร่งโดยเร็วที่สุด
สำหรับการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจประจำปี 2556 จะมีขึ้นที่เกาะบาหลีของอินโดนีเซีย โดยที่จีนเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมในปี 2557
ขณะเดียวกัน มีการเปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ของไทย ประกาศเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอเปกในปี 2563 อีกด้วย







