
เผย 10 อันดับโลกประท้วงเชิงสัญลักษณ์ สื่อนอกชี้ เสื้อแดงเทเลือด 'สูญเปล่า'
8...ทีมข่าวต่างประเทศ
การสาดเลือดของคนเสื้อแดงในสถานที่ต่างๆ เพื่อแสดงความไม่พอใจต่อรัฐบาล ได้ปลุกความสนใจของคนทั่วโลกมากพอๆ กับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ และอาจกล่าวได้ว่าการประท้วงรูปแบบใหม่ของกลุ่มคนเสื้อแดง เป็นการประท้วงเชิงสัญลักษณ์ที่แหวกแนวที่สุดครั้งหนึ่งของความเคลื่อนไหวทางการเมือง
นิตยสารไทม์ ได้จัดอันดับการประท้วงเชิงสัญลักษณ์ 10 อันดับที่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคนไปทั่วโลก ตั้งแต่การดื้อแพ่งเพียงลำพังของผู้หญิงผิวสีชาวอเมริกันต่อความไม่เท่าเทียมกันในสังคม ไปจนถึงการชุมนุมของผู้คนนับหมื่นกลางจัตุรัสเทียนอันเหมิน
อันดับ 1 กำแพงเบอร์ลินพังทลาย
เป็นเวลาถึง 28 ปีที่ชาวเบอร์ลินและเยอรมันทั้งประเทศต้องถูกแบ่งออกเป็นฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออก ภายหลังสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ในวันที่ 9 พ.ย. 2532 ภายหลังจากที่เผชิญกับแรงกดดันและวิกฤตภายใน รัฐบาลเยอรมนีตะวันออกประกาศเปิดพรมแดนกับเยอรมนีตะวันตก หลังจากที่การประกาศออกไป ชาวเบอร์ลินนับแสนคนทั้งสองฝั่งต่างมารวมตัวกันที่แนวกำแพงเพื่อร่วมกันทำลายเส้นแบ่งสุดท้ายที่ขวางกั้นโลกเสรีนิยมกับสังคมนิยม
อันดับที่ 2 นั่งลงเพื่อลุกฮือ
ก่อนวันที่ 1 ธ.ค. 2489 ชาวอเมริกันผิวสีในเมืองมอนโกเมอรี รัฐแอละแบมา ต้องนั่งรถบัสในพื้นที่ต่างๆ ห่างจากที่นั่งของคนผิวขาว แม้ว่าผู้ใช้รถบัสถึง 70% ในเมืองแห่งนี้จะเป็นคนผิวสีก็ตาม แต่ในวันนั้น โรซา พาร์กส์ หญิงผิวสีปฏิเสธที่จะลุกขึ้นจากที่นั่งสำหรับคนผิวขาว จนถูกตำรวจจับกุมตัว วีรกรรมของ โรซา พาร์กส์ ปลุกกระแสไม่พอใจจนนำไปสู่การคว่ำบาตรไม่ขึ้นรถบัสของคนผิวสีทั่วเมือง และขยายวงเป็นขบวนการเรียกร้องสิทธิของคนผิวสีให้ทัดเทียมกับคนผิวขาว
อันดับที่ 3 การเสียสละอันสูงสุด
ท่ามกลางความจอแจของนครไซ่ง่อน (โฮจิมินห์ ซิตี ในปัจจุบัน) ของวันที่ 11 มิ.ย. 2506 พระสงฆ์ชาวเวียดนามที่ชื่อ ทิชกวงดุ๊ก นั่งลงกลางถนนของเมืองหลวงของเวียดนามใต้ ชุบจีวรของท่านจนชุ่มด้วยน้ำมัน แล้วจุดไฟเผาร่างของตนเองจนมอดไหม้ท่ามกลางความตื่นตะลึงของผู้คนนับพัน การเผาตัวเองครั้งนี้เพื่อประท้วงประธานาธิบดีโงดินเดียม แห่งเวียดนามใต้ที่ข่มเหงชาวพุทธเวียดนามอย่างรุนแรง หลังจากการเสียสละของพระทิชกวงดุ๊ก ได้มีชาวพุทธอีกจำนวนหนึ่งเสียสละตนในกองเพลิงเช่นกัน
อันดับที่ 4 เสียงปืนจากเตหะราน
เนดา อักฮา โซตัน หญิงสาวชาวอิหร่านวัย 26 ปี กลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อเสรีภาพในอิหร่าน และเป็นประจักษ์พยานของการปราบปรามผู้ชุมนุมประท้วงอย่างโหดร้าย ในระหว่างการประท้วงผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีอิหร่านเมื่อปีที่แล้ว ผู้ชุมนุมต่างส่งข้อความและคลิปวิดีโอเพื่อส่งข่าวระหว่างกัน แต่คลิปวิดีโอหนึ่งจุดกระแสลุกฮืออย่างรุนแรง เป็นคลิปที่บันทึกภาพนาทีสุดท้ายของ โซตัน หลังจากถูกยิงเข้าที่ทรวงอกระหว่างชุมนุมประท้วงในกรุงเตหะราน ภาพได้บันทึกแววตาที่สิ้นหวังของโซตัน ขณะผู้ชุมนุมคนอื่นๆ พยายามช่วยชีวิตอย่างสุดความสามารถ
อันดับที่ 5 ซัดดัมสิ้นอำนาจ
หลังจากที่กองทัพสหรัฐเคลื่อนพลเข้าสู่กรุงแบกแดดของอิรักเมื่อวันที่ 9 เม.ย. 2546 ชาวอิรักต่างพากันมาชุมนุมที่อนุสาวรีย์ขนาดมหึมาของซัดดัม ฮุสเซน ที่จัตุรัสฟีร์ดอส เพื่อพยายามโค่นล้มอนุสาวรีย์ของอดีตเผด็จการรายนี้ โดยได้รับความช่วยเหลือจากยานเกราะของนาวิกโยธินสหรัฐ จนกระทั่งอนุสาวรีย์พังทลายลงถูกลากประจานไปตามท้องถนนของกรุงแบกแดด เพื่อป่าวประกาศการสิ้นสุดของระบอบเผด็จการในอิรัก
อันดับที่ 6 สี่ศพที่โอไฮโอ
ภาพของ แมรี เวคคิโอ หญิงสาววัย 14 ปี ที่กำลังร้องเรียกความช่วยเหลือเหนือร่างไร้วิญญาณของเจฟฟรีย์ มิลเลอร์ ไม่เพียงได้รับรางวัลพูลิตเซอร์เท่านั้น แต่ยังปลุกกระแสความเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลในสถานศึกษานับร้อยแห่งทั่วสหรัฐ หลังจากที่กองกำลังป้องกันประเทศกราดยิงเข้าใส่นักศึกษามหาวิทยาลัยเคนต์ สเตต ในรัฐโอไฮโอ จนคร่าชีวิตเหยื่อไป 4 ราย
อันดับที่ 7 ดนตรีแห่งความเท่าเทียม
แมเรียน แอนเดอร์สัน เป็นนักร้องที่รับการยกย่องจากนักดนตรีชั้นนำของโลกว่ามีเสียงที่หาได้ยากยิ่งในรอบ 100 ปี แต่กลับถูกปฏิเสธไม่ให้ร่วมร้องเพลงที่คอนสติติวชัน ฮอลล์ ในกรุงวอชิงตัน เมื่อปี 2482 จนก่อให้เกิดกระแสไม่พอใจอย่างรุนแรง จนกระทั่งรัฐบาลต้องเชิญแมเรียน แอนเดอร์สัน มาร้องเพลงที่ลินคอล์น เมโมเรียล ท่ามกลางฝูงชนกว่า 7.5 หมื่นคน และอีกนับล้านคนที่รับฟังทางวิทยุ จนแมเรียน แอนเดอร์สัน ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู่เพื่อสิทธิพลเมือง
อันดับที่ 8 ลงคะแนนด้วยรองเท้า
มันตาเซอร์ อัลไซดี ผู้สื่อข่าวชาวอิรักกลายเป็นข่าวดังทั่วโลก เมื่อลุกขึ้นมาขว้างรองเท้าเข้าใส่อดีตประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ระหว่างการแถลงข่าวสั่งลาตำแหน่งผู้นำสหรัฐที่กรุงแบกแดด แม้ว่ามันตาเซอร์จะถูกรวบตัวและทำร้ายร่างกายอย่างหนักจากเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของอิรัก แต่ได้กลายเป็นวีรบุรุษของอีกนับล้านคนทั่วโลก ทั้งยังเป็นแบบอย่างให้มีคนลุกขึ้นมาประท้วงด้วยการปารองเท้าอีกหลายราย
อันดับที่ 9 ชูกำปั้นคัดค้าน
ระหว่างการรับเหรียญรางวัลในมหกรรม กีฬาโอลิมปิกที่กรุงเม็กซิโก ซิตี เมื่อปี 2511 ทอมมี สมิธ และจอห์น คาร์ลอส นักวิ่งผิวสีชาวอเมริกัน สร้างความฮือฮาด้วยการเดินเท้าเปล่าขึ้นแท่นรับเหรียญพร้อมชูกำปั้นเหนือศีรษะ ขณะที่ ปีเตอร์ นอร์แมน นักวิ่งผิวขาวชาวออสเตรเลียร่วมประท้วงการกดขี่คนผิวสีเช่นกัน และการกระทำของคนทั้ง 3 ปลุกได้กระแสเรียกร้องสิทธิมนุษยชนไปทั่วโลก
อันดับที่ 10 นักสู้นิรนาม
การชุมนุมใหญ่ที่จัตุรัสเทียนอันเหมินกลางกรุงปักกิ่งเมื่อปี 2532 ไม่มีภาพใดที่จะสะท้อนการเรียกร้องประชาธิปไตยในจีนที่ส่งผลสะเทือนได้เท่ากับภาพของชายนิรนามที่เผชิญหน้ากับขบวนรถถังของกองทัพที่เข้าปราบปรามการชุมนุมเพียงลำพัง ทุกวันนี้ภาพของชายนิรนามยังคงเผยแพร่ในฐานะสัญลักษณ์ของการต่อสู้กับอำนาจที่เหนือกว่า แต่ชะตากรรมและชื่อเสียงของบุคคลบุคคลนี้ยังคงเป็นปริศนา
ส่วนการประท้วงด้วยการเทเลือดของกลุ่มคนเสื้อแดง แม้จะเป็นโฉมหน้าใหม่ของการประท้วงเชิงสัญลักษณ์ แต่ตกเป็นเป้าวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วงโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากสื่อตะวันตกไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์เดอะการ์เดียนของอังกฤษที่ชี้ว่าเป็นความสูญเปล่า และไม่ก่อให้เกิดผลอะไรในทางการเมืองแต่อย่างใด
ขณะที่ทางด้านสำนักข่าวอัลจาซีรา ของกาตาร์ ได้รายงานพาดหัวข่าวว่า
“การประท้วงที่น่าเกลียดที่สุดในโลก” (The World’s Most Disusting Protest) ระบุในทำนองเดียวกันว่า กลุ่มคนเสื้อแดงทำผิดพลาดในการนำเลือดมาเป็นสัญลักษณ์ ของการต่อต้านรัฐบาล พร้อมระบุว่า การกระทำของกลุ่มคนเสื้อแดงได้กลายเป็นพาดหัวข่าวหน้าหนึ่งไปทั่วโลก






