
ฟองสบู่เครดิต มะเร็งร้ายที่อาเซียนต้องระวัง
แม้ว่านาทีนี้จะเป็นช่วงเวลาที่สดใสของหลายประเทศในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
แม้ว่านาทีนี้จะเป็นช่วงเวลาที่สดใสของหลายประเทศในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว จนดูราวกับว่าอาเซียนแห่งนี้ไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จากภาวะเลวร้ายทางเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน
แต่ใช่ว่าอาเซียนจะปลอดภัย แข็งแกร่ง และมั่นคงอย่างที่รับรู้กันในขณะนี้
เนื่องจากภายใต้เปลือกแห่งความมั่งคั่งกลับปรากฏภัยคุกคามสำคัญ ซึ่งนับเป็นระเบิดเวลาที่ซุกซ่อนพร้อมจะปะทุทำลายช่วงเวลาอันสดใสของอาเซียน โดยที่หลายคนแทบไม่ได้ตระหนักและระแวดระวังใดๆ ทั้งๆ ที่ภัยดังกล่าวได้ก่อตัวขึ้นแล้วในขณะนี้ และอันตรายที่ว่าก็คือ ปริมาณหนี้ของประชาชนผ่านการทำสินเชื่อกับธนาคาร
ทั้งนี้ ในปัจจุบันยอดรวมการกู้ยืมเงินผ่านสินเชื่อ หรือ “เครดิต” หลากหลายรูปแบบของพลเมืองชนชั้นกลางผ่านบริการเครดิตดอกเบี้ยต่ำต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการรูดปรื๊ดด้วยบัตรเครดิต สินเชื่อเพื่อการซื้อรถ และสินเชื่อเพื่อการซื้อบ้านของหลายธนาคาร รวมถึงบริษัทในอาเซียนของหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และไทย กำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างบ้าคลั่ง และเป็นการเพิ่มขึ้นที่สูงมากที่สุดนับตั้งแต่เมื่อครั้งเกิดวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง เมื่อปี 2540
สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นเป็นผลพวงมาจากการขยายตัวและเติบโตของกลุ่มคนชั้นกลาง ที่เริ่มมีอำนาจในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้นในหลายประเทศของภูมิภาคนี้นั่นเอง จนทำให้บรรดาบริษัทและธนาคารที่ให้บริการด้านสินเชื่อและบัตรเครดิต ที่ไม่ว่าจากทั้งนอกและในภูมิภาคต่างแข่งอย่างดุเดือดเพื่อดึงดูดลูกค้ารายใหม่ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว จนนำไปสู่การออกโปรโมชันลด แลก แจก แถมอย่างไม่เคยมีมาก่อน
ยกตัวอย่างเช่น การปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยคงที่นาน 10 ปี ของธนาคารหลายแห่งในฟิลิปปินส์ ขณะที่ ฮงเหลียงแบงก์ (Hong Leong Bank) ธนาคารของมาเลเซีย ที่ให้บริการด้านบัตรเครดิตเพิ่มขึ้นมาเพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะ ภายใต้แบรนด์ใหม่ชื่อว่า “มัคช์” ที่มาพร้อมกับการให้บริการรูปแบบใหม่ที่รวดเร็ว อาทิ อนุมัติบัตรเครดิตให้ลูกค้าภายใน 1 ชั่วโมง หรือให้สินเชื่อรถได้ภายใน 15 นาที
ด้านธนาคารโอซีบีซี ของสิงคโปร์ ก็หันมาเอาใจคนรุ่นใหม่ด้วยการออกบัตรเครดิตที่มีลวดลายใหม่ๆ พร้อมแคมเปญง่ายๆ ว่า “ความสุขเพียงแค่รูดปรื๊ดเท่านั้น”
“เรารู้ว่าอัตราดอกเบี้ยจะต้องสูงขึ้น ฉะนั้นเราจึงต้องคว้าโอกาสนี้เอาไว้” เอลเอ จักโน แม่บ้านชาวฟิลิปปินส์คนหนึ่ง กล่าว พร้อมระบุว่าปัจจุบันตนเองกับสามีมีหนี้ที่กู้จากธนาคารเพื่อซื้อบ้านแล้ว 2 ล้านเปโซ (ราว 1.45 ล้านบาท)
เรียกได้ว่า ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจแต่อย่างใด หากประชากรอาเซียนในหลายประเทศ จะเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยอย่างมาก จนในบางครั้งก็อาจถือเป็นการบริโภคเกินตัว โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่ไม่ว่าจะมองไปที่ไหนก็จะเริ่มเห็นผู้คนออกมาจับจ่ายเลือกซื้อสินค้า บริการผ่านบัตรเครดิตอย่างดาษดื่นตามห้างสรรพสินค้าทั่วไป
พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ เหล่าเจเนอเรชันใหม่ในภูมิภาคอาเซียนกำลังเริ่มเสพติดพฤติกรรมการบริโภคแบบ “ซื้อก่อน (ผ่อน) จ่ายทีหลัง” เหมือนชาวอเมริกันมากขึ้นทุกขณะ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับค่านิยมดั้งเดิมของคนรุ่นก่อน ที่นิยมการเก็บหอมรอมริบมากกว่า และใช้เท่าที่มีอยู่อย่างจำเป็น
ทั้งนี้ อีกหนึ่งหลักฐานยืนยันที่ชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มดังกล่าวอย่างชัดเจนคือ อินโดนีเซียประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในอาเซียน และมีจำนวนชนชั้นกลางที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยมีการคาดการณ์กันว่า ภายในปี 2557 อินโดนีเซียจะมีชนชั้นกลางขยายตัวขึ้นถึง 150 ล้านคน
เนื่องจากเฉพาะแค่ยอดการกู้ยืมเพื่อซื้อบ้านเพียงอย่างเดียวของอินโดนีเซียก็เพิ่มสูงขึ้นจากเดือน พ.ค.ปีที่แล้วถึง 34% ขณะที่ยอดการชำระสินค้าและบริการผ่านทางเครดิตการ์ดก็พุ่งขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 12.3% ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นการขยายตัวที่ขัดแย้งกับรายได้ขั้นต่ำของประชาชนในประเทศที่เพิ่มขึ้นเพียง 8.8% เท่านั้น
ด้านสัดส่วนการออมเงินของประชาชนในมาเลเซีย ปี 2554 ก็ลดลงมาเหลือแค่ 40% จากเดิมในปี 2553 อยู่ที่ 43%
ฉะนั้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกสักนิดที่หลายบริษัทเครดิตและธนาคารจำนวนมาก ต่างได้รับประโยชน์อย่างมหาศาลและสามารถทำกำไรได้มากกว่า 2 เท่าตัว จากการตักตวงการขยายตัวของธุรกิจการให้บริการสินเชื่อดังกล่าว
แม้ตามมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์จะยินดีต่อกระแสการบริโภคที่เกิดขึ้น เพราะจะเป็นการช่วยชดเชยการขาดหายไปของแรงซื้อและการบริโภคจากทางฝั่งของสหรัฐ ยุโรป และจีน ที่ปัจจุบันต่างเริ่มเข้าสู่ภาวะซบเซา
แต่ในมุมมองของนักวิเคราะห์บางส่วน กลับเห็นว่านี่คือสัญญาณอันตรายอย่างมาก
“การบริโภคอย่างมากล้นที่กำลังเกิดขึ้น อาจจะเป็นเรื่องที่น่ายินดีในเวลานี้ ทว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า หากทุกอย่างดำเนินไปอยู่เช่นนี้ ผมคิดว่าเราจะก้าวเข้าสู่ภาวะการขยายตัวของการบริโภคที่ไม่ยั่งยืน” เอกพล จงวิลัยวรรณ นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ จากสถาบันศึกษาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สิงคโปร์ กล่าว
คำพูดข้างต้นจากผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สอดคล้องกับท่าทีของทางธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (บีไอเอส) ที่ถึงกับต้องออกมาเตือนดังๆ เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ว่าไทยและอินโดนีเซียจัดอยู่ในกลุ่มของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ที่เข้าสู่ภาวะการขยายตัวทางการกู้ยืมและเครดิตที่อันตรายแล้วในขณะนี้ ขณะที่ทางฟิทช์ เรทติ้งส์ บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชื่อดังของโลก ก็ออกมาสะกิดให้ฟิลิปปินส์ได้รู้ตัวก่อน ว่าขณะนี้กำลังเริ่มเข้าสู่ภาวะเบื้องต้นของฟองสบู่ในภาคเครดิตและการกู้ยืมแล้ว
ด้านมาเลเซียที่ถึงแม้จะไม่อยู่ในกลุ่มของประเทศที่ถูกเตือนถึงภาวะฟองสบู่ทางด้านเครดิต แต่ในช่วงที่ผ่านมาก็เริ่มแสดงอาการย่ำแย่ออกมาให้เห็นบ้าง โดย เกียต สวีเลียน ประธานบริหารบริษัทให้คำปรึกษาด้านการเงิน เอเคพีเค ของมาเลเซีย เปิดเผยว่า ขณะนี้เริ่มมีผู้เข้ามาขอความช่วยเหลือจากบริษัทมากขึ้นทุกขณะ โดยส่วนใหญ่ร้อยละ 70 เป็นภาคครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำกว่า 1,000 เหรียญสหรัฐ (ราว 3.1 หมื่นบาท) ต่อเดือน
“เราเป็นห่วงในเรื่องความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนที่มีรายได้ต่อเดือนต่ำเป็นอย่างมาก เพราะอัตราการออมและการเพิ่มขึ้นของรายได้ อาจจะไม่เพียงพอต่อการจ่ายเงินกู้ที่ไปขอกู้มา” นอร์ ซาร์ฮิดี อัลเลียต หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือมาเลเซีย เรตติ้ง คอร์เปอร์เรชั่น กล่าว
สภาพการณ์ดังกล่าว ทำให้นักลงทุนบางคนเกิดความหวั่นเกรงกันว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในหลายประเทศในภูมิภาคอาเซียน อาจจะนำไปสู่จุดจบในวิกฤตทางฟองสบู่เครดิตเหมือนดังเช่นที่หลายประเทศในเอเชีย อย่างฮ่องกง ไต้หวัน และเกาหลีใต้ เคยประสบมาก่อนหน้านี้ เมื่อช่วง 10 ปีที่แล้ว ซึ่ง ณ เวลานั้น ยอดการจับจ่ายอย่างเกินตัวทำให้หลายธนาคารต้องถึงกับล้มฟุบมาแล้วหนหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เลวร้ายกว่านั้นก็คือ อาเซียนอาจเดินไปสู่จุดจบเหมือนหลายประเทศในภูมิภาคยุโรป ซึ่งกำลังเผชิญวิกฤตหนี้เข้าถาโถมเช่นทุกวันนี้ก็เป็นไปได้ไม่น้อย
“เราต้องเฝ้าจับตาดูสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้อย่างถี่ถ้วน เพราะปัญหาการกู้หนี้ยืมสินเหมือนที่เกิดในยุโรป อาจจะเกิดขึ้นที่อาเซียนได้เช่นกัน หากไม่ระมัดระวังให้ดี” มาร์ค โมเบียส ประธานฝ่ายบริหาร ของเทมเพิลตันตัน อีเมอร์จิง มาร์เก็ตส์ กรุ๊ป กล่าวพร้อมชี้ว่า ปัจจุบันนี้สัดส่วนหนี้สินที่ปล่อยกู้กับเงินฝากในบางธนาคารกำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ทั้งนี้ ความเห็นของโมเบียสไม่ใช่ประเด็นที่เลื่อนลอยแต่อย่างใด โดยยืนยันได้จากข้อมูลของบริษัทวิจัยเอเอ็นซี ของออสเตรเลีย ที่ชี้ให้เห็นว่า สัดส่วนการปล่อยกู้กับเงินฝากโดยเฉลี่ยของธนาคารในอินโดนีเซียในปีนี้ เพิ่มสูงขึ้นมาอยู่ที่ 84% แล้ว ขณะที่ในปี 2554 อยู่ที่ 80% ซึ่งการมีสัดส่วนหนี้ต่อเงินฝากอยู่ที่ระดับดังกล่าว ถือเป็นการเพิ่มขึ้นสูงที่สุด นับตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลกเมื่อปี 2551
นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาดูในรายละเอียดแล้ว ก็จะยิ่งเห็นถึงแนวโน้มดังกล่าวมากขึ้น ซึ่งเฉพาะแค่ธนาคารบีซีเอ ของอินโดนีเซีย เพียงแห่งเดียว ในช่วงครึ่งปีแรกยอดการปล่อยสินเชื่อกู้ยืมที่ส่วนใหญ่เป็นการกู้ยืมเพื่อไปซื้อบ้าน รถยนต์ รวมถึงการกู้ของบริษัท ก็เพิ่มสูงขึ้นที่ 41.5% แล้ว
ขณะที่ทางด้านธนาคารฟิลิปปินส์ ไอร์แลนด์ ก็เผยเช่นกันว่า ในช่วง 3 เดือนแรกในปีนี้ ยอดการปล่อยกู้เพิ่มสูงขึ้น 20% และปัจจุบันธนาคารก็เตรียมที่จะปล่อยกู้เพื่อหาลูกค้าชนชั้นกลางในประเทศขึ้นเป็น 6 ล้านคน จากปัจจุบันที่มีอยู่แล้ว 5 ล้านคน
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะเริ่มมีสัญญาณเตือนถึงภาวะความอันตรายจากการบริโภคเกินตัวและกำลังที่มีอยู่จริง แต่มิใช่ว่าเหล่าบรรดาธนาคารและบริษัทที่ให้สินเชื่อทั้งหมดจะไม่รับรู้ความเสี่ยงดังกล่าวเสียทีเดียว เพราะธนาคารและบริษัทหลายรายในภูมิภาคนี้ ล้วนเคยได้รบบทเรียนจากวิกฤตเศรษฐกิจในช่วงปี 2540 มากแล้วทั้งสิ้น ฉะนั้นจึงคุ้นเคยกับภาวะฟองสบู่เครดิตและสินเชื่อเป็นอย่างดี ด้วยการเสริมทุนสำรองของธนาคารให้มั่นคงอยู่เสมอ และการบริหารจัดการความเสี่ยงในด้านสินเชื่อที่ชาญฉลาด และมีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น
“ไม่มีเหตุผลประการใดที่เราจะต้องมาสงสัยในด้านการบริหารความเสี่ยงของธนาคาร เพราะธนาคารเหล่านี้จะไม่ได้เป็นเหมือนดังสัตว์ที่หิวโหยอีกต่อไปแล้ว” อาแนน พัคมัคทัน นักวิเคราะห์ด้านการธนาคาร บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน กล่าว
สำหรับในส่วนของภาครัฐในหลายประเทศเองก็เริ่มใช้มาตรการตรวจสอบและคุมเข้มภาคการเงินอย่างจริงจังมากขึ้น อาทิ ความเคลื่อนไหวของธนาคารกลางอินโดนีเซีย เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ที่ลุกขึ้นมาจัดการกับอาการฟองสบู่ในภาคการเงิน ด้วยการสั่งให้มีการจำกัดยอดปริมาณการปล่อยกู้ในภาคอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงการออกมาตรการกำหนดการจ่ายเงินค่าดาวน์รถขั้นต่ำขึ้นมา
ด้านมาเลเซีย ซึ่งปัจจุบันมียอดหนี้สินต่อหัวเพิ่มสูงขึ้นเฉลี่ย 64% ในช่วง 4 ปีหลัง ได้เริ่มออกมาตรการปราบปรามกลุ่มผู้เก็งกำไรในการปล่อยกู้ซื้อบ้าน และจำกัดยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตของคนที่มีรายได้ต่ำ
ฉะนั้น เหล่าผู้นำและผู้เกี่ยวข้องในสถาบันการเงินจึงต้องระมัดระวังถึงภัยอันตรายที่อาจเกิดขึ้น เพราะ|มิเช่นนั้นปัญหานี้อาจโผล่ขึ้นมาทำลายช่วงเวลาอันสดใสของอาเซียนได้







