
ฟันธงกรีซออกจากยูโรโซน โอกาสเสี่ยงถึง90%
มูดี้ส์ลดแนวโน้มเครดิตแบงก์เยอรมนี17แห่งรวด
มูดี้ส์ลดแนวโน้มเครดิตแบงก์เยอรมนี17แห่งรวด
กรีซเสี่ยงสูงไม่พ้นต้องออกจากยูโรโซนถึง 90% นักการเมืองยุโรปเริ่มหน่ายไม่อยากช่วยแล้ว หากยังไม่รัดเข็มขัดได้ตามเป้า
ซิตี้กรุ๊ป อิงค์ ธนาคารรายใหญ่ของสหรัฐเปิดเผยการวิเคราะห์ระบุว่า มีโอกาสสูงถึง 90% ที่กรีซจะออกจากการใช้เงินสกุลยูโรในช่วงเวลา 12-18 เดือนนี้ อันเป็นผลมาจากสภาพเศรษฐกิจที่อ่อนแออย่างหนัก ซึ่งจะส่งผลกระทบออกไปทั่วกลุ่มยูโรโซน
ในบทวิเคราะห์ของซิตี้กรุ๊ป ระบุว่า โอกาสที่กรีซจะออกจากกลุ่มยูโรโซนนั้นมีขึ้นมากกว่าเดิมจากที่คาดการณ์ไว้ที่ 50-75% และเชื่อว่าจะเกิดขึ้นในอีกช่วง 2-3 ไตรมาสนี้ด้วย โดยซิตี้กรุ๊ปคาดการณ์ว่าน่าจะเกิดขึ้นในวันที่ 1 ม.ค. 2013 นั้น แต่ก็ระบุไว้ว่าการคาดการณ์นี้อาจจะไม่ตรงนัก
ทั้งนี้ คณะทีมงานผู้ตรวจสอบจากธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) สหภาพยุโรป (อียู) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้เดินทางไปยังกรุงเอเธนส์แล้วในวันนี้ เพื่อตรวจสอบว่ากรีซจะดำเนินนโยบายรัดเข็มขัดไว้ได้ตามเป้าที่ให้คำมั่นไว้กับกลุ่มเจ้าหนี้หรือไม่
ยิ่งไปกว่านั้น ซิตี้กรุ๊ปยังวิเคราะห์ด้วยว่า จากสถานการณ์เศรษฐกิจที่ย่ำแย่ทั้งในสเปนและอิตาลีที่รุนแรงขึ้น ยิ่งจะส่งผลให้บรรดานักการเมืองของยุโรปต้องการที่จะช่วยเหลือกรีซน้อยลง ถ้าหากกรีซยังคงไม่สามารถรักษาคำมั่นไว้ได้
ซิตี้กรุ๊ป ยังมองด้วยว่า แม้ว่าภาคธนาคารสเปนจะได้รับความช่วยเหลือจากยูโรโซนไป 1 แสนล้านยูโรแล้ว แต่ดูเหมือนว่าทั้งสเปนและอิตาลีก็ยังคงต้องการความช่วยเหลือจากยุโรปอย่างเต็มรูปแบบในช่วงปลายปี 2012 นี้
ทั้งนี้ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาผลตอบแทนพันธบัตรสเปนระยะ 2 5 10 และ 30 ปีนั้นปรับสูงขึ้นทั้งหมด ซึ่งจะทำให้การระดมทุนของรัฐบาลสเปนเป็นไปได้ยากขึ้นทุกที โดยเฉพาะพันธบัตรระยะ 10 ปีนั้น ผลตอบแทนไต่ขึ้นไป 7.69% เมื่อวันที่ 22 ก.ค.ที่ผ่านมาแล้วด้วย
ขณะเดียวกันทางด้านเอเอฟพีรายงานว่า รัฐบาลกรีซสามารถได้ข้อสรุปมูลค่าการตัดลดค่าใช้จ่ายในช่วง 2 ปีข้างหน้านี้ได้แล้วอยู่ที่ 1.16 หมื่นล้านยูโร
แหล่งข่าวการคลังในรัฐบาลกรีซ เปิดเผยว่า ข้อสรุปดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่นายกรัฐมนตรี อันโตนิส ซามาราส และเจ้าหน้าที่รัฐบาลที่เกี่ยวข้องได้เปิดการหารือกับทีมทรอยกาที่อยู่ในระหว่างการเดินทางเยือนกรีซในช่วงสัปดาห์นี้ ซึ่งข้อสรุปดังกล่าวจะต้องได้รับการอนุมัติต่อไปจากรัฐสภาต่อไปก่อนจะบังคับใช้จริง
วันเดียวกันทางด้านมูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส บริษัทจัดอันดับเครดิตชื่อดังของโลกได้ประกาศปรับลดแนวโน้มเครดิต 17 ธนาคารของเยอรมนีแล้ว หลังจากที่เมื่อต้นสัปดาห์มูดี้ส์ได้ประกาศลดแนวโน้มเครดิตของรัฐบาลเยอรมนีจากมั่นคงสู่ “ติดลบ” ไปเป็นที่เรียบร้อย
ธนาคารที่ถูกปรับลดแนวโน้มครั้งนี้ส่วนใหญ่จะเป็นธนาคารท้องถิ่น ซึ่งรวมถึงธนาคารไอเคบี ดอยช์ อินดรัสตรีแบงก์ และธนาคารดอยช์ โพสต์แบงก์ด้วย
ทั้งนี้ ธนาคารท้องถิ่นเหล่านี้ต้องประสบภาวะความยากลำบากทางการเงินมาตั้งแต่ช่วงวิกฤตการเงินโลกเมื่อปี 2008 และต้องประสบกับปัญหาวิกฤตหนี้ในยุโรปซ้ำอีก ทำให้การเติบโตของธนาคารเหล่านี้ตกต่ำลงอย่างมาก
มูดี้ส์ ระบุว่า ธนาคารเหล่านี้ต่างถือภาระหนี้ที่รัฐบาลกลาง และรัฐบาลท้องถิ่นของเยอรมนีให้การรับประกันไว้มาก ทำให้แนวโน้มเครดิตถูกปรับลดลงตามไปด้วย หลังจากที่รัฐบาลกลางเยอรมนีถูกปรับลดแนวโน้มไปก่อนหน้า
นอกจากนั้น มูดี้ส์ยังเตือนว่าอาจจะเกิดการดาวน์เกรดเพิ่มขึ้นอีก ถ้าหากยังความน่าเชื่อถือของรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นของเยอรมนียังไม่ดีขึ้นในเร็วๆ นี้
ทั้งนี้ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมานั้น มูดี้ส์ได้ปรับลดแนวโน้มเครดิตของรัฐบาลเยอรมนีสู่ระดับ “ติดลบ” ถือเป็นความเสี่ยงที่เยอรมนีอาจจะต้องสูญเสียอันดับเครดิตสูงสุด AAA ได้ในเร็วๆ นี้ เนื่องจากเศรษฐกิจของเยอรมนีกำลังได้รับผลกระทบจากวิกฤตหนี้ยูโรโซนมากขึ้นทุกทีๆ
ขณะเดียวกันทางด้านธนาคารซานตานเดอร์ ซึ่งเป็นธนาคารรายใหญ่ที่สุดในกลุ่มยูโรโซนในงานปริมาณทุน ได้เปิดเผยผลประกอบการในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้ปรากฏว่าผลกำไรปรับลดต่ำลงมากถึง 92.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว
ผลกำไรสุทธิในช่วง 3 เดือนระหว่างเดือน เม.ย.ถึงเดือน มิ.ย. ปรับลดลงมาอยู่ที่ 100 ล้านยูโรเท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์เอาไว้ด้วย โดยก่อนหน้านี้ ดาวโจนส์ นิวสไวร์ คาดการณ์ว่าซานตานเดอร์น่าจะมีผลกำไรในระยะดังกล่าวอยู่ที่ 1,404 ล้านยูโร
ซานตานเดอร์กล่าวหาว่า ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อผลกำไรของธนาคารมากที่สุดคือ คำสั่งของรัฐบาลที่ให้เพิ่มการกันทุนสำรอง เพื่อป้องกันความเสี่ยง ซึ่งทำให้ทางธนาคารต้องกันทุนสำรองไว้ถึง 6,504 ล้านยูโรทีเดียว นอกจากนั้นยังต้องกันไว้อีก 2,780 ล้านยูโรต่อความเสี่ยงในภาคอสังหาริมทรัพย์ด้วย
ทั้งนี้ ภาคธนาคารพาณิชย์ของสเปนกำลังตกอยู่ในสภาวะที่ย่ำแย่อย่างหนัก หลังจากที่ฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ในประเทศแตกเมื่อปี 2008 ทำให้ภาคการเงินของสเปนอ่อนแอลงอย่างชัดเจนและยังไม่สามารถแก้ไขได้
อย่างไรก็ตาม ซานตานเดอร์ย้ำว่า ทางธนาคารไม่ต้องการความช่วยเหลือจากยูโรโซนแต่อย่างใด
ขณะเดียวกัน ทางด้านรัฐบาลกรุงมาดริดได้สั่งให้ธนาคารพาณิชย์ทั่วประเทศเร่งเคลียร์บัญชีงบดุล เพื่อลดแรงกดดันในตลาดทุนหลังจากที่ปัญหาในภาคการเงินสเปนได้สร้างความวิตกกังวลอย่างยิ่งว่า รัฐบาลสเปนจะไม่สามารถจัดการแก้ไขได้ และส่งผลให้ดอกเบี้ยพันธบัตรสเปนระยะ 10 ปี พุ่งขึ้นไปมากกว่า 7% อันเป็นระดับอันตรายอย่างยิ่ง ซึ่งเป็นระดับเดียวกันกับที่กรีซ ไอร์แลนด์ และโปรตุเกส ต้องยอมรับความช่วยเหลือจากภายนอกในที่สุด







