
"อังกฤษ" ส่อรับแรงกระแทกวิกฤตอียูหนักสุด "ไทย" เสี่ยงปานกลาง
เมเปิลครอฟต์ เผยผลการจัดอันดับล่าสุดชี้ “อังกฤษ” เสี่ยงรับผลวิกฤตหนี้ยุโรปแรงสุด เหตุพึ่งพาการค้าลงทุนจากยูโรโซนมากสุด ขณะที่ไทยเสี่ยงปานกลาง
เมเปิลครอฟต์ เผยผลการจัดอันดับล่าสุดชี้ “อังกฤษ” เสี่ยงรับผลวิกฤตหนี้ยุโรปแรงสุด เหตุพึ่งพาการค้าลงทุนจากยูโรโซนมากสุด ขณะที่ไทยเสี่ยงปานกลาง
สถาบันจัดอันดับความเสี่ยง เมเปิลครอฟต์ ของอังกฤษ เปิดเผยดัชนีผลกระทบวิกฤตหนี้ยุโรปประจำปี 2555 ระบุว่า อังกฤษเป็นประเทศนอกเขตยูโรโซนที่มีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากวิกฤตหนี้ยุโรปหนักที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลก เนื่องจากอังกฤษมีความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจกับประเทศต่างๆ ในยูโรโซนมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการค้าและการลงทุน ที่อังกฤษต้องพึ่งพาการค้าจากยูโรโซนถึง 50% จากยอดการค้าทั้งหมด ประกอบกับการพึ่งพาเงินลงทุนโดยตรง (เอฟดีไอ) จากยูโรโซนถึง 20% ของผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)
เมเปิลครอฟต์ คาดการณ์ว่าหากเกิดกรณีการล่มสลายทางเศรษฐกิจของประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของยูโรโซน เช่น สเปนและอิตาลี อาจส่งผลให้ยอดการค้าของอังกฤษหดตัวลงอีก 7% ซึ่งจะสร้างความเสียหายต่อภาคธนาคารในประเทศอีก 9.5 หมื่นล้านปอนด์ (ราว 4.6 ล้านล้านบาท) หรือคิดเป็น 7% ของจีดีพี
นอกจากนี้ ภาคธนาคารในอังกฤษอาจได้รับความเสียหายอีก 3.8 แสนล้านปอนด์ (ราว 18.6 ล้านล้านบาท) ซึ่งคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 27% ของจีดีพีประเทศ อันเป็นผลมาจากการถือครองพันธบัตรของรัฐบาลยูโรโซนจำนวนมหาศาลอีกด้วย
ในส่วนของประเทศในภูมิภาคยุโรปตะวันออก แถบสแกนดิเนเวีย และแถบแอฟริกา ถูกจัดอันดับให้เป็นกลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงต่อวิกฤตหนี้ยุโรปมากที่สุด 10 อันดับแรก เนื่องจากมีความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจกับเขตยูโรโซนในระดับรุนแรง ประกอบกับมีภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจประเทศในระดับต่ำ
ขณะที่ประเทศตลาดเกิดใหม่ (บริกส์) ซึ่งประกอบด้วย บราซิล รัสเซีย อินเดีย และแอฟริกาใต้ เสี่ยงได้รับผลกระทบจากวิกฤตหนี้ยุโรปในระดับสูง ซึ่งแตกต่างกับจีน หนึ่งในสมาชิกบริกส์ที่มีความเสี่ยงอยู่ที่ระดับปานกลาง อันเป็นระดับเสี่ยงเดียวกับไทย
ทั้งนี้ เมเปิลครอฟต์ ได้จัดอันดับความเสี่ยงจากวิกฤตหนี้อียูของ 169 ประเทศทั่วโลก โดยพิจารณาจากยอดการค้าและการลงทุนกับประเทศในเขตยูโรโซนและตัวเลขทางเศรษฐกิจสำคัญ โดยได้ข้อสรุปว่าประเทศที่ต้องพึ่งพาทางเศรษฐกิจกับเขตยูโรโซนมากเท่าไร ก็จะยิ่งได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ เช่น ยอดผลผลิตอุตสาหกรรมที่หดตัวลง และศักยภาพการแข่งขันทางเศรษฐกิจลดลงอย่างหนักเท่านั้น ซึ่งบ่งชี้ให้เห็นถึงข้อเสียของการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกอย่างเด่นชัด
ด้านความเคลื่อนไหวของวิกฤตหนี้ยุโรป ปะทุความรุนแรงขึ้นอีกครั้งหลัง มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ปรับลดแนวโน้มเครดิตของกองทุนรักษาเสถียรภาพการเงินยุโรป (อีเอฟเอสเอฟ) จากสถานะ “มีเสถียรภาพ” สู่ “เชิงลบ” เนื่องจากกองทุนมีความเสี่ยงมากขึ้น ภายหลังจากที่ 3 ชาติมหาอำนาจของยุโรปอย่างเยอรมนี เนเธอร์แลนด์ และลักเซมเบิร์ก ซึ่งเป็นผู้อัดฉีดเงินรายใหญ่ของกองทุน ถูกปรับลดแนวโน้มเครดิตเป็นเชิงลบเช่นเดียวกัน







