posttoday
'มุสลิม'หนึ่งพลังแกร่งหลอมรวมอาเซียน

'มุสลิม'หนึ่งพลังแกร่งหลอมรวมอาเซียน

22 กรกฎาคม 2555

การรวมตัวกันเป็นประชาคมอาเซียนของ 10 ประเทศ 10 ชาติสมาชิก ในปี 2558 เพื่อเป็นเสมือนหนึ่งครอบครัวเดียว

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

การรวมตัวกันเป็นประชาคมอาเซียนของ 10 ประเทศ 10 ชาติสมาชิก ในปี 2558 เพื่อเป็นเสมือนหนึ่งครอบครัวเดียว คือ โอกาสที่หลายฝ่ายคาดหวังว่าจะก่อประโยชน์มหาศาล ทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม

แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกันที่ บรูไน กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย พม่า ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม ซึ่งมีวัฒนธรรม ภาษา ความเป็นอยู่ ระบบการค้าและการปกครองที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของตนเองจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวอย่างเหนียวแน่นได้ง่ายดาย โดยปราศจากบททดสอบ

และหนึ่งในความท้าทายนั้นก็คือ บทบาทของมุสลิม

บทบาทที่ ดร.มหาเธร์ โมฮัมหมัด อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 4 ของมาเลเซีย กล่าวในปาฐกถาพิเศษ พร้อมร่วมอภิปรายกับ สุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน ในงาน “72 ปี ปอเนาะบ้านตาล เส้นทางมุสลิมไทยสู่ประชาคมอาเซียน” เมื่อช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ภายใต้หัวข้อ “ความท้าทายของกระแสโลกาภิวัตน์ต่อประชาคมอาเซียนปี 2015” ยืนยันว่า ความเป็นมุสลิมเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญของการรวมเป็นหนึ่งของประชาคมอาเซียน

เนื่องจากในจำนวนประชากรทั้งหมด 600 ล้านคน ในภูมิภาคอาเซียน มากกว่า 227 ล้านคน หรือเกือบครึ่ง คือ ผู้นับถือศาสนาอิสลามที่มีความศรัทธาพื้นฐานร่วมกันอยู่ก่อนแล้ว

ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะช่วยร่วมหลอมรวมอาเซียน

'มุสลิม'หนึ่งพลังแกร่งหลอมรวมอาเซียน

 

อย่างไรก็ตาม ความเชื่อเคร่งครัดและวิถีเรียบง่ายที่มีลักษณะเฉพาะของชาวมุสลิมกำลังทำให้โลกของชาวมุสลิมถูกทิ้งไว้เบื้องหลังของกระแสการเปลี่ยนแปลงเพื่อรวมเป็นหนึ่ง หรือโลกาภิวัตน์ที่กำลังจะเกิดขึ้น

ทั้งนี้ ดร.มหาเธร์ แสดงความเห็นว่า แนวคิดเรื่องโลกาภิวัตน์นี้เริ่มต้นจากโลกตะวันตก ซึ่งเป็นสิ่งที่มุสลิมส่วนใหญ่เพิกเฉย ขณะเดียวกันก็ขาดแรงสนับสนุนจากรัฐบาล จนทำให้มุสลิมในหลายๆ ประเทศด้อยโอกาส ด้อยพัฒนา และด้อยคุณภาพ ส่งผลให้มุสลิมและประเทศนั้นๆ สูญเสียโอกาสแห่งความมั่งคั่ง มั่นคงมากมายไปอย่างน่าเสียดาย

“มุสลิมต้องเรียนรู้ตัวอย่างจากประเทศตะวันออกที่จะเรียนรู้ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงศาสตร์ วิทยาการ เทคโนโลยี และองค์ความรู้ต่างๆ ของประเทศที่พัฒนา เพื่อนำความรู้นั้นมาประยุกต์ดูแลจัดการพัฒนาตนเองให้สอดคล้องกับวิถีมุสลิม เหมือนเช่นที่เกาหลีใต้ผ่านกระบวนการนี้มาได้ ทำให้เปลี่ยนจากประเทศล้าหลังมาเป็นประเทศกำลังพัฒนาขั้นแนวหน้า” ดร.มหาเธร์ กล่าวพร้อมย้ำอย่างเชื่อมั่นว่า ชาวมุสลิมมีศักยภาพความสามารถที่จะเรียนรู้และพัฒนาตนเองไม่แพ้ชนชาติใด แต่เหลือเพียงความตั้งใจที่จะทำอย่างจริงจังเท่านั้น

สำหรับการศึกษาที่ ดร.มหาเธร์ เอ่ยถึงนี้ หมายรวมถึงการเรียนรู้ระบบบริหารจัดการธุรกิจสมัยใหม่ เรียนทักษะการลงทุน การวางแผนพัฒนา โดยที่รัฐบาลของประเทศนั้นๆ ต้องมีส่วนร่วมด้วยการช่วยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีของคนในสังคมทั้งหมด

“เพราะความมั่งคั่งของคนทุกคนในสังคม คือ ความมั่งคั่งของรัฐ เนื่องจากรัฐสามารถเก็บภาษีในอัตราที่เหมาะสมได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ขณะเดียวกันก็ดึงดูดนักลงทุนเอกชน ซึ่งจะช่วยขยายขอบเขตของการพัฒนาประเทศ” อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย กล่าว

แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า มุสลิมในภูมิภาคอาเซียนในหลายๆ ประเทศมักโดนละเลยจากสังคมส่วนใหญ่ เนื่องจากความแตกต่างในเรื่องแนวคิดและวิถีชีวิต ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะหมดไปด้วยการเปิดรับศึกษาความรู้ของโลกสมัยใหม่ควบคู่ไปกับการเรียนการสอนของศาสนาอิสลาม พร้อมๆ กับแรงสนับสนุนพัฒนาด้วยความเข้าใจจากรัฐบาลของประเทศนั้นๆ เป็นสำคัญ

นอกจากนี้ ดร.มหาเธร์ ยังได้อธิบายเพิ่มเติมถึงแนวคิดของการวางแผนอนาคตว่า ไม่ได้ขัดแย้งหรือต่อต้านกับแนวคิดของทางศาสนาอิสลามแต่อย่างใด เพราะการวางแผนคือการศึกษาเพื่อนำความรู้มาปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น

ยกตัวอย่าง เช่น การปลูกพืชผักเพื่อยังชีพ คนทุกคนไม่ว่าจะใช่มุสลิมหรือไม่ ก็ย่อมต้องขวนขวายหาความรู้ด้านการเกษตร เพื่อปรับปรุงกรรมวิธีการเพาะปลูกของตนเพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดี นับเป็นการแสวงหาความรู้เพื่อปรับปรุงอนาคตไม่ใช่การท้าทายอำนาจของพระเจ้าตามที่มุสลิมหลายคนเข้าใจกัน

ยิ่งไปกว่านั้น ดร.มหาเธร์ ยังกล่าวเสริมว่า การเรียนรู้เพื่อพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ในวันข้างหน้านี้ ต้องให้ครอบคลุมถึงการวางแผนเตรียมความพร้อมรับมือกับปัญหาใดๆ ก็ตามที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

ทั้งนี้ ใจความสำคัญของการเป็นประชาคมอาเซียนก็คือ การยกระดับความสัมพันธ์ของ 10 ชาติสมาชิกให้รวมเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างเหนียวแน่น เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองและขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีระดับโลกให้แข็งแกร่ง รวมถึงเพิ่มความร่วมมือในการรับมือกับปัญหาต่างๆ เช่น ภาวะโลกร้อน การก่อการร้าย และวิกฤตเศรษฐกิจโลก ซึ่งใหญ่เกินกว่าที่ประเทศหนึ่งๆ ในภูมิภาคแห่งนี้จะรับมือได้โดยลำพัง

ขณะเดียวกันการรวมเป็น “ครอบครัวเดียวกัน” ก็ช่วยกรุยทางอำนวยความสะดวกให้การค้าขายระหว่างกันสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ตามความตั้งใจที่วางกันไว้เมื่อเดือน ต.ค. 2546 จากการที่ผู้นำอาเซียนได้ร่วมลงนามในปฏิญญาว่าด้วยความร่วมมืออาเซียนที่เรียกว่า “ข้อตกลงบาหลี 2” เพื่อเห็นชอบให้จัดตั้งประชาคมอาเซียน ภายในปี 2563 ก่อนที่ภายหลังจะเปลี่ยนแปลงด้วยการร่นระยะเวลาจัดตั้งให้เสร็จในปี 2558

และศักยภาพและขีดความสามารถของอาเซียนจะแข็งแกร่งขึ้นได้ก็ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของประชากรทุกคนในภูมิภาค โดยเป็นการพัฒนาเพื่อความเป็นหนึ่งเดียวที่ต้องมั่นใจได้ว่าทุกคน ทุกเชื้อชาติ ทุกกลุ่ม จะได้รับโอกาสและเข้าถึงแหล่งทรัพยากรอย่างเท่าเทียมกัน

“เพื่อการนั้น เราจำเป็นต้องมีผู้นำที่ดีที่รักประเทศมากกว่ารักตัวเอง และพร้อมเผชิญหน้ากับความท้าทายในการสร้างความเป็นกลุ่มก้อนที่ใหญ่กว่าขอบเขตของประเทศ” ดร.มหาเธร์ ระบุ โดยกล่าวเพิ่มเติมว่าความท้าทายดังกล่าวก็คือ การถมที่ว่างความแตกต่างระหว่างกัน และเพื่อการนั้นมุสลิมย่อมเข้ามามีบทบาทอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ในฐานะสะพานเชื่อมโยง เพื่อสร้างความเข้าใจระหว่างกันและมีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงในภูมิภาค

แต่ตราบใดที่มุสลิมไม่ว่าจะในไทย มาเลเซีย หรือที่ใดๆ ก็ตามในอาเซียนยังเมินเฉยกับกระแสการเปลี่ยนแปลง ขณะที่ภาครัฐไม่ใส่ใจกับการกระจายความเท่าเทียม ตราบนั้นสิ่งที่น่าวิตกก็คือ มุสลิมจะกลายเป็นชนวนขัดแย้งและรั้งอยู่ในความล้าหลังต่อไป

“ความแตกต่างระหว่างคนและระหว่างประเทศ คือ สิ่งที่อาเซียนต้องพึงระวัง เพื่อไม่ให้กลายเป็นเครื่องมือในการแข่งขันของประเทศผู้มีอำนาจ สิ่งที่อาเซียนต้องทำต่อจากนี้ก็คือ การร่วมมือวางแผนในระยะยาว เพื่อให้มั่นใจได้ว่าทุกๆ การกระทำจะเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของทุกๆ ชาติสมาชิก ไม่ว่าจะรวยหรือจน”

ทั้งนี้ ดร.มหาเธร์ อธิบายว่า โดยพื้นฐานแล้ว การรวมเป็นกลุ่มของอาเซียนมาจากแนวคิดพื้นฐานดั้งเดิมเช่นเดียวกันกับการรวมตัวกันของสหภาพยุโรป (อียู) หรือข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (นาฟตา) ดังนั้นการศึกษาถึงความสำเร็จและความผิดพลาดของกลุ่มข้างต้นอย่างลงลึก จึงเป็นประโยชน์สำคัญสำหรับอาเซียน

“ปัญหาที่เกิดขึ้นกับยุโรป เพราะไม่สามารถทำให้การรวมเป็นหนึ่ง เป็นสหภาพ ทำงานเพื่อประโยชน์กับสมาชิกทุกๆ ประเทศได้อย่างแท้จริง เนื่องจากเป็นระบบที่ทำให้ประเทศที่รวย รวยขึ้น ประเทศที่จน ยิ่งจนลง” ดร.มหาเธร์ กล่าว โดยได้ยกตัวอย่างถึงกรณีของนโยบายค่าเงินเดียวที่ผลักดันให้ประเทศยากจนสร้างความมั่งคั่งด้วยการหยิบยืม เกิดภาระหนี้สินจนจ่ายเงินไม่ไหวและต้องล้มละลายในที่สุด

ในการนี้ ดร.มหาเธร์ นักคิดและนักพัฒนาผู้มีวิสัยทัศน์ยาวไกลจนได้รับการยอมรับจากนานาประเทศปิดท้ายไว้ว่า เมื่อแนวคิดการรวมเป็นกลุ่มก้อนของอาเซียนมีต้นแบบมาจากชาติตะวันตกที่ร่ำรวย ดังนั้นจึงไม่อาจเป็นสิ่งที่ 10 ชาติสมาชิกใช้อ้างอิงถึงได้ 100%

และความท้าทายที่แท้จริงของอาเซียนต่อจากนี้ คือ การเลือกรู้จักปฏิเสธ พร้อมกับการคิดหาทางออกใหม่ๆ โดยที่ช่องว่างของความแตกต่าง หรือศรัทธาพื้นฐานใดๆ ไม่ใช่อุปสรรคขัดขวางที่จะต้องมานั่งกังวลอีกต่อไป

 

ข่าวล่าสุด

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี