
โลกลุยอัดแผนกระตุ้นหวังฉุดศก.หลุดโหมดอันตราย
รอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดคงหนีไม่พ้นการพร้อมใจประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ทั่วโลก
รอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดคงหนีไม่พ้นการพร้อมใจประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ทั่วโลก
ไล่ไปตั้งแต่การประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมครั้งประวัติศาสตร์ของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ลงอีก 0.25% มาอยู่ที่ระดับ 0.75% จากระดับปัจจุบันที่ 1% ซึ่งถือเป็นระดับที่ต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภูมิภาค ซึ่งได้รับผลกระทบจากวิกฤตหนี้อย่างหนัก
นอกจากนี้ อีซีบียังได้ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากข้ามคืน ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยที่อีซีบีจ่ายให้ธนาคารพาณิชย์ที่มีเงินฝากอยู่กับอีซีบี ลงสู่ระดับ 0% จากระดับปัจจุบันที่ 0.25% เพื่อให้มีการปล่อยกู้ระหว่างธนาคารเพิ่มขึ้น และเป็นแนวทางป้องกันไม่ให้บรรดาธนาคารต่างๆ นำปริมาณเงินฝากส่วนเกิน ซึ่งมีมูลค่ากว่า 8 แสนล้านยูโร มาไว้ที่ธนาคารกลางมากเกินไปอีกด้วย
ขณะเดียวกันธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมไว้ที่ 0.5% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 พร้อมประกาศใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณรอบ 3 (คิวอี 3) ด้วยการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลเพื่ออัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเพิ่มเติมอีก 5 หมื่นล้านปอนด์ (ราว 2.45 ล้านล้านบาท) เพื่อเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจประเทศที่กำลังเข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างเต็มที่ โดยก่อนหน้านี้ บีโออี ได้ประกาศใช้มาตรการคิวอีแล้วถึง 2 ครั้ง รวมมูลค่า 3.25 แสนล้านปอนด์ (ราว 15.9 ล้านล้านบาท) เนื่องจากเชื่อว่ามาตรการดังกล่าวจะสามารถกระตุ้นให้บรรดานักลงทุน หันไปซื้อสินทรัพย์ในบริษัทขนาดใหญ่มากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นการเปิดทางบริษัทต่างๆ ในประเทศที่กำลังเผชิญกับปัญหาการเงินสามารถระดมทุนได้ดีขึ้น
วันเดียวกันธนาคารกลางจีนประกาศตัดลดอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 1 เดือนอีก 0.31% และปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากลงอีก 0.25% ซึ่งถือเป็นมาตรการล่าสุดเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก
อย่างไรก็ตาม มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของธนาคารกลางทั้ง 3 แห่ง ไม่สามารถเรียกความเชื่อมั่นจากบรรดานักลงทุนได้เท่าที่ควร โดยนักวิเคราะห์มองว่า มาตรการดังกล่าวเท่ากับเป็นการตอกย้ำถึงความเปราะบางของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจโลก เนื่องจากกลุ่มประเทศดังกล่าว ต่างเผชิญกับภาระการรัดเข็มขัดและภาระหนี้มหาศาล ประกอบกับมีการคาดการณ์ในวงกว้างอีกว่า ที่สุดแล้วอีซีบีอาจถูกกดดันให้ดำเนินมาตรการผ่อนปรนทางการเงินเชิงปริมาณเพื่อช่วยซื้อสินทรัพย์ (คิวอี) ตามแนวทางของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และธนาคารกลางอังกฤษอีกด้วย
นอกจากนี้ ยังคงมีปัจจัยลบทางเศรษฐกิจต่างๆ ที่บ่งชี้ให้เห็นว่า เศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ทั่วโลกกำลังเข้าสู่ภาวะชะลอตัวต่อเนื่อง เห็นได้จากรายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (พีเอ็มไอ) มาตรวัดการเติบโตทางอุตสาหกรรม และรายงานดัชนีคำสั่งซื้อใหม่เพื่อส่งออกสินค้าส่งออกของ 4 ประเทศเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่แห่งเอเชีย จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน ต่างบ่งชี้ว่าขณะนี้ประเทศอุตสาหกรรมหลายประเทศกำลังเข้าสู่ภาวะถดถอย สร้างความกังวลว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโลกกำลังจะย่ำแย่หนักลงกว่าเดิม
พร้อมกันนี้ คริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้ประกาศจะปรับลดคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจทั่วโลกในปีนี้ลงอีกครั้ง จากระดับ 3.5% ในคาดการณ์ล่าสุดเมื่อเดือน เม.ย. เนื่องจากมีสัญญาณการลงทุน การจ้างงาน และการผลิตที่ซบเซาลง ทั้งในยุโรป สหรัฐ จีน อินเดีย บราซิล และกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ขณะที่สถานการณ์ยังมีแนวโน้มย่ำแย่ลงอีก เนื่องจากยุโรปไม่ได้ดำเนินมาตรการเพื่อแก้วิกฤตหนี้เพียงพอ
ด้านความเคลื่อนไหวในกรีซ รัฐบาลชุดใหม่กรีซเตรียมเจรจาขอแก้เงื่อนไขเงินช่วยเหลือฉุกเฉินกับตัวแทนจากคณะกรรมการร่วมผู้ตรวจสอบวินัยการคลังของยุโรป (ทรอยกา) ซึ่งเดินทางเยือนกรุงเอเธนส์ เมื่อวันพุธที่ 4 ก.ค. เพื่อประเมินความคืบหน้าการปฏิรูปเศรษฐกิจของกรีซ เนื่องจากต้องการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งหดตัวอย่างรุนแรงจากการออกมาตรการรัดเข็มขัด ซึ่งเป็นเงื่อนไขเดิมของเงินช่วยเหลือ
ผลประเมินของทรอยกาจะเป็นตัวกำหนดว่า กรีซจะได้รับอนุมัติเงินช่วยเหลือก้อนถัดไป มูลค่า 3.15 หมื่นล้านยูโร (ราว 1.26 ล้านล้านบาท) หรือไม่ ซึ่งหากไม่ได้รับก็อาจส่งผลให้กรุงเอเธนส์ล้มละลายได้เนื่องจากก่อนหน้านี้ ทางการเปิดเผยว่า จำนวนเงินในคลังมีพอใช้ถึงกลางเดือน ก.ค.เท่านั้น
ขณะเดียวกันได้เกิดกรณีอื้อฉาวของธนาคารบาร์เคลย์ส ธนาคารรายใหญ่อันดับ 2 ของอังกฤษ ที่ได้ส่งข้อมูลดอกเบี้ยธนาคารเท็จให้กับสมาคมนายธนาคารของอังกฤษ ซึ่งจะดูแลด้านการกำหนดอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงระหว่างธนาคาร (ไลบอร์) ให้อยู่ในอัตราที่ต่ำเกินกว่าความเป็นจริงในช่วงปลายปี 25502552 โดยมุ่งหวังให้อัตราดอกเบี้ยการกู้ยืมระหว่างธนาคารนั้นถูกลง ส่งผลให้ บ็อบ ไดมอนด์ ประธานเจ้าหน้าฝ่ายบริหาร (ซีอีโอ) ของธนาคารประกาศลาออก เพื่อแสดงความรับผิดชอบ
นอกจากนี้ ธนาคารบาร์เคลย์สยังให้การซัดทอดอีกว่า ยังมีธนาคารคู่แข่งรายอื่นๆ กระทำในลักษณะการปลอมแปลงดอกเบี้ยเช่นเดียวกันนี้ด้วย เนื่องจากการส่งรายงานอัตราดอกเบี้ยที่สูงจะทำให้เสียเปรียบในการแข่งขันทางธุรกิจของธนาคาร ซึ่งในขณะนี้สภาผู้แทนราษฎรอังกฤษเตรียมเปิดการโหวตออกเสียงครั้งสำคัญ เพื่อเปิดการสอบสวนอุตสาหกรรมการธนาคารในประเทศ หลังจากที่เกิดกรณีอื้อฉาวดังกล่าว จนทำให้เกิดความเสียหายต่อนักลงทุนแล้ว







