
ท่องเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง (3)
สัปดาห์ที่แล้วผมพูดถึงเรื่องวีซ่าญี่ปุ่นไปแล้วส่วนหนึ่ง แต่ยังมีข้อมูลบางอย่างที่อยากนำมาแชร์ให้ท่านผู้อ่านได้ทราบกัน ระเบียบปฏิบัติอย่างเป็นทางการนั้นท่านสามารถหาอ่านกันเอาเองได้ที่โฮมเพจของสถานทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ที่ http://www.th.embjapan.go.jp/ หรือศูนย์รับคำร้องขอวีซ่าญี่ปุ่น (JVAC) http://www.jpvfsglobalth.com ซึ่งให้รายละเอียดได้สมบูรณ์ดีอยู่แล้ว แต่ปัญหาของความยุ่ง (ไม่ใช่ยาก) มักมาจากขั้นตอนของการเตรียมเอกสารแทบทั้งหมดครับ สัปดาห์นี้มาว่ากันต่อเรื่องเอกสารการเงินครับ เป็นเอกสารอีกชิ้นที่นักท่องเที่ยวกังวลกันมาก เพราะกลัวว่าจะมีเงินไม่มากพอที่เขาจะอนุมัติวีซ่า อันนี้ผมขออธิบายง่ายๆ และตรงไปตรงมาครับว่า ท่านที่จะไปเที่ยวญี่ปุ่นด้วยเงินของท่านเองก็ย่อมต้องมีเงินมากพอที่จะไปเที่ยวอยู่แล้ว ไอ้จำนวนเงินที่มากพอนั่นแหละครับที่เราจะเอาไปสำแดงให้เขาดู แต่ในระเบียบของเขาขอดูสมุดบัญชีเงินฝาก ซึ่งคนปกติธรรมดาก็มักจะมีกัน แต่ถ้าท่านบังเอิญว่าไม่มี ก็ต้องหาเอกสารอย่างอื่นที่เชื่อถือได้ไปแสดงให้เขาดู แต่ถ้าตัวท่านไม่ได้จ่ายเงินไปเอง ก็เอาเอกสารของคนที่จ่ายเงินให้ท่านไปแสดง เช่น ภรรยาที่เป็นแม่บ้านก็เอาเอกสารขอ
สัปดาห์ที่แล้วผมพูดถึงเรื่องวีซ่าญี่ปุ่นไปแล้วส่วนหนึ่ง แต่ยังมีข้อมูลบางอย่างที่อยากนำมาแชร์ให้ท่านผู้อ่านได้ทราบกัน ระเบียบปฏิบัติอย่างเป็นทางการนั้นท่านสามารถหาอ่านกันเอาเองได้ที่โฮมเพจของสถานทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ที่ http://www.th.embjapan.go.jp/ หรือศูนย์รับคำร้องขอวีซ่าญี่ปุ่น (JVAC) http://www.jpvfsglobalth.com ซึ่งให้รายละเอียดได้สมบูรณ์ดีอยู่แล้ว แต่ปัญหาของความยุ่ง (ไม่ใช่ยาก) มักมาจากขั้นตอนของการเตรียมเอกสารแทบทั้งหมดครับ สัปดาห์นี้มาว่ากันต่อเรื่องเอกสารการเงินครับ เป็นเอกสารอีกชิ้นที่นักท่องเที่ยวกังวลกันมาก เพราะกลัวว่าจะมีเงินไม่มากพอที่เขาจะอนุมัติวีซ่า อันนี้ผมขออธิบายง่ายๆ และตรงไปตรงมาครับว่า ท่านที่จะไปเที่ยวญี่ปุ่นด้วยเงินของท่านเองก็ย่อมต้องมีเงินมากพอที่จะไปเที่ยวอยู่แล้ว ไอ้จำนวนเงินที่มากพอนั่นแหละครับที่เราจะเอาไปสำแดงให้เขาดู แต่ในระเบียบของเขาขอดูสมุดบัญชีเงินฝาก ซึ่งคนปกติธรรมดาก็มักจะมีกัน แต่ถ้าท่านบังเอิญว่าไม่มี ก็ต้องหาเอกสารอย่างอื่นที่เชื่อถือได้ไปแสดงให้เขาดู แต่ถ้าตัวท่านไม่ได้จ่ายเงินไปเอง ก็เอาเอกสารของคนที่จ่ายเงินให้ท่านไปแสดง เช่น ภรรยาที่เป็นแม่บ้านก็เอาเอกสารของสามีไปแสดง คุณพ่อคุณแม่ที่อยู่บ้านเฉยๆ ก็เอาเอกสารของคุณลูกไปแสดง เป็นต้น ไม่ต้องกังวลครับ ตราบใดที่ท่านตั้งใจไปเที่ยวจริงๆ มีเงินเพียงพอที่จะไปเที่ยวได้จริง (ถึงแม้เงินนั้นจะไม่ใช่ของท่านก็ตาม) ท่านก็จะได้ไปจริงๆ ไม่มีเหตุผลใดเลยที่ทางกงสุลจะปฏิเสธคำร้องของท่านถ้าท่านจะไปเที่ยวจริง และไม่สมเหตุสมผลอย่างยิ่งถ้าการท่องเที่ยวญี่ปุ่นอุตส่าห์จัดกิจกรรมส่งเสริมกันอย่างเต็มที่ เพียงเพื่อจะให้นักท่องเที่ยวถูกปฏิเสธวีซ่า ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีระบบระเบียบและมีการเชื่อมโยงของหน่วยงานดีมากที่สุดประเทศหนึ่งของโลก ผมมั่นใจว่าการท่องเที่ยวญี่ปุ่นและสถานกงสุลจะต้องมีแนวทางการปฏิบัติกับนักท่องเที่ยวไปในทิศทางเดียวกัน และทิศทางที่ชัดเจนในขณะนี้คือ นักท่องเที่ยวชาวไทยเป็นเป้าหมายหลักที่ญี่ปุ่นต้องการส่งเสริม เพราะฉะนั้นอะไรที่เคยยุ่งก็จะยุ่งน้อยลงครับ
แต่ที่ผมรู้สึกขัดอกขัดใจเป็นที่สุดกลับไม่ใช่เรื่องเอกสาร แต่เป็นเรื่องรูปถ่ายครับ ถ้าท่านอ่านในระเบียบการตรงข้อรูปถ่าย ทางแผนกกงสุลเขาระบุไว้ว่า “รูปถ่ายขนาด 2x2 นิ้ว สีหรือขาวดำ ที่มีพื้นหลังเป็นสีอ่อน ไม่มีลวดลาย ไม่มีการแต่งภาพถ่าย จะต้องเป็นรูปถ่ายที่ชัดเจนและถ่ายมาไม่เกิน 6 เดือน” มาว่ากันเรื่องขนาดของรูปถ่ายก่อน เพราะผมมีปัญหาหลายครั้งตอนไปถ่ายรูปแล้วที่ร้านมักจะถามว่าถ่ายไปทำอะไร แรกๆ ผมก็บอกว่าเอาไปทำวีซ่า ก็จะถูกถามว่าวีซ่าประเทศไหน พอตอบไปว่าญี่ปุ่นเท่านั้นแหละครับ แทบทุกร้านก็จะตอบเหมือนกันหมดว่า “อ๋อ เหมือนอเมริกา” ซึ่งผมมั่นใจว่ามันไม่เท่ากัน แต่ทางร้านก็มักจะยืนยันเสมอว่าเท่ากัน พอถ่ายออกมาแล้วนำไปติดในฟอร์มวีซ่า ปรากฏว่ามันใหญ่เกินไปทุกครั้ง ต้องนำมาตัดแล้วก็ไม่ได้สัดส่วน คือหน้าของเราใหญ่เต็มกรอบเหมือนเอารูปผิดขนาดมาแปะ คราวหลังผมไปถ่ายรูปอีก ก็เจอคำถามเดิมคือเอาไปทำอะไร พอผมบอกว่าเอาไปทำวีซ่าญี่ปุ่น ก็ได้รับคำตอบเดิมว่า “อ๋อ เหมือนอเมริกา” แต่คราวนี้ผมไม่ยอม ผมบอกว่าคราวที่ถ่ายไปแล้วมันใหญ่เกิน ผมจะเอาขนาดเดียวกับรูปติดบัตร ทางร้านก็บอกว่า มันใช้ไม่ได้นะครับ ผมถ่ายให้ลูกค้ามาเยอะแล้ว มันต้องขนาดเดียวกับของอเมริกา ผมขี้เกียจเถียงเลยบอกว่าผมจะถ่ายรูปติดบัตร ยังไม่วายโดนเหน็บว่า เดี๋ยวพี่ก็ต้องมาถ่ายใหม่ ผมเลยบอกไปว่า ผมเคยยื่นวีซ่ามาแล้วทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะญี่ปุ่นยื่นมาแล้วหลายครั้ง รูปถ่ายขนาดที่คุณบอกมาน่ะมันใหญ่เกินต้องเอาไปตัดอีก เขาถึงจะหยุด แต่คงเคืองผมไปเรียบร้อยแล้ว
โชคดีที่ระยะหลังการยื่นวีซ่าอเมริกานั้นสามารถอัพโหลดรูปลงในฟอร์มทางอินเทอร์เน็ตแล้ว คนคงไปถ่ายรูปที่ร้านน้อยลงมากหรือไม่มีเลย หลังๆ ทางร้านก็ถ่ายมาให้ตามขนาด 2x2 นิ้ว ถูกต้องเป๊ะ แต่พอเอาไปแปะในฟอร์มวีซ่าปรากฏว่าก็ใหญ่ไปอยู่ดี ในตัวแบบฟอร์มเองก็มีภาษาอังกฤษพิมพ์ไว้ว่า (Paste photo here) 45 mm x 45 mm or 2 in x 2 in อยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมจัตุรัส ปัญหามันอยู่ตรงกรอบนี่แหละครับ รูปขนาด 2x2 มันใหญ่กว่ากรอบ เพราะกรอบมันมีขนาดประมาณ 45 mm x 45 mm หรือ 1.7 x 1.7 นิ้วเท่านั้น สุดท้ายก็ต้องตัดอยู่ดี เพราะฉะนั้นเวลาท่านไปถ่ายรูปก็สื่อสารกับทางร้านให้ดี ถ่ายมาใหญ่ไปนิดยังพอตัดให้เล็กลงได้ แต่ถ้าเล็กเกินไปก็จะไม่งาม
ปัญหาเรื่องรูปถ่ายยังไม่หมดนะครับ เพื่อนๆ ในวงการมีเรื่องรูปถ่ายมาแลกเปลี่ยนคุยกันอยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็น ขอรูปใหญ่ให้รูปเล็กมาแล้วบอกให้เราเอาไปขยาย ขอรูปไม่เกิน 6 เดือน แต่ส่งรูปเก่าจนเหลืองแล้วมาให้ก็มี ผมเองก็เคยเจอปัญหาเรื่องรูปถ่ายมากมายหลายครั้ง ส่วนใหญ่ก็คล้ายกัน คือคุณลูกค้าไม่ค่อยมีเวลาออกไปถ่ายรูปใหม่ ก็ใช้ของเดิมๆ ที่มีอยู่ส่งมาให้ ถ้าพอกล้อมแกล้มไปได้บริษัททัวร์ส่วนใหญ่เขาไม่ค่อยอยากรบกวนลูกค้าอยู่แล้วครับ แต่บางกรณีต้องขออภัยจริงๆ โดยเฉพาะถ้ารูปของท่านเก่าเกินกว่าจะแก้ไข เพราะมันต้องสอดคล้องกับรูปถ่ายในหนังสือเดินทางของท่านด้วย แต่ที่คลาสสิกที่สุดคือ เรามักจะชอบอำกันเล่นๆ ว่ามีลูกค้าบางท่านส่งรูปชู 2 นิ้วมาให้ แทนที่จะเป็นรูปขนาด 2 นิ้ว วันดีคืนดีมีซองเอกสารของลูกค้าส่งมาให้ช่วยยื่นวีซ่า เจ้าหน้าที่แกะออกมาแล้วรีบเรียกเพื่อนๆ ไปดู ปรากฏว่าเป็นรูปถ่ายส่งมาให้หลายรูปมาก ทั้งรูปยืน รูปนั่ง ให้เรามาเลือกเอาเองเพราะไม่มีเวลาออกไปร้านถ่ายรูป และหนึ่งในรูปส่งมานั้นชู 2 นิ้วเหมือนที่เราอำกันเล่นจริงๆ ครับ







