
จี20ทวงถามคืบหน้าแก้วิกฤตยุโรป
ประชุม จี20 ทวงถามความคืบหน้าแผนแก้หนี้จากผู้นำยุโรป
ประชุม จี20 ทวงถามความคืบหน้าแผนแก้หนี้จากผู้นำยุโรป
ด้านรองขุนคลังจีนแย้มที่ประชุมเคาะตัวเลขกองทุนพิเศษให้ไอเอ็มเอฟได้ตามเป้าที่ 13 ล้านล้านบาท ได้แน่นอน
รอยเตอร์ส รายงานว่า การประชุมผู้นำจากกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำและประเทศกำลังพัฒนา 20 ประเทศ (จี20) ที่เมืองลอส คาบอส ประเทศเม็กซิโก ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วเมื่อวันที่ 18 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยประเด็นหลักการหารือร่วมอยู่ที่การติดตามความคืบหน้าของแผนการแก้ไขวิกฤตหนี้ของยุโรป ว่า ขณะนี้ผู้นำยุโรปได้ดำเนินแผนการที่จะนำไปสู่การก้าวกระโดดครั้งใหญ่ เพื่อนำให้สหภาพยุโรป (อียู) ซึ่งยังคงเป็นเพียงสหภาพการเงินไปสู่การเป็นสหภาพทางการเมืองและการคลังนั้น เป็นไปตามแผนและมีกรอบระยะเวลาที่เหมาะสมหรือไม่
ที่ประชุม จี20 จะร่วมกันออกแผนการที่มีชื่อว่า “แผนปฏิบัติการลอส คาบอส” โดยมีเนื้อหาและสาระสำคัญคือการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและส่งเสริมการค้า
นอกจากนี้ ที่ประชุมจะร่วมกันกำหนดจำนวนเงินกู้ที่แน่นอน ซึ่งจะมอบให้กับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เพื่อนำไปใช้เป็นกองทุนเงินพิเศษเพื่อไว้รองรับและช่วยเหลือประเทศต่างๆ หากเกิดปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจยุโรปลุกลามออกไปสู่ระดับโลก
ด้าน จูกวางเหยา รัฐมนตรีช่วยคลังของจีน ให้คำมั่นว่ากลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ซึ่งประกอบด้วย จีน อินเดีย บราซิล รัสเซีย และแอฟริกาใต้ ได้ตกลงกันแล้วว่าจะช่วยกันระดมเงินทุนร่วมกันอย่างน้อย 6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.86 ล้านล้านบาท) เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ไอเอ็มเอฟวางไว้ที่ 4.3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 13.3ล้านล้านบาท)
“จีนมั่นใจว่าไอเอ็มเอฟจะบรรลุเป้าหมาย 4.3 แสนล้านเหรียญสหรัฐที่วางไว้ และจีนจะร่วมด้วยแน่นอน” กวางเหยา กล่าวในระหว่างการเข้าร่วมประชุม จี20 พร้อมกับยืนยันว่า ที่ประชุมจะกำหนดตัวเลขที่ชัดเจนออกมาอย่างแน่นอน
ทั้งนี้ การประชุม จี20 ดังกล่าว มีขึ้นภายหลังจากที่ทราบผลการเลือกตั้งกรีซเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่า พรรคประชาธิปไตยใหม่ซึ่งสนับสนุนให้ปฏิบัติตามเงื่อนไขเงินกู้จากไอเอ็มเอฟและอียูเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะเหนือพรรคไซริซา ที่ต้องการฉีกเงื่อนไขเงินช่วยเหลือ ทำให้บรรยากาศและความกังวลของผู้นำประเทศต่างๆ ที่เข้าร่วมประชุมว่ากรีซจะอาจจะออกจากกลุ่มยูโรโซนได้ผ่อนคลายลง
อย่างไรก็ตาม ทางด้านเวินเจียเป่า นายกรัฐมนตรีของจีน กล่าวในระหว่างการเข้าร่วมการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่บราซิล ว่าเวลานี้ทั่วโลกไม่ควรรอหรือหวังพึ่งการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยอาศัยนโยบายการกระตุ้นครั้งใหญ่จากจีนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
ถ้อยแถลงของผู้นำจีน เป็นสิ่งที่ตอกย้ำถึงสิ่งที่ทางการจีนได้เคยออกมาระบุผ่านสำนักข่าวซินหัว สื่อในเครือของรัฐบาลในช่วงปลายเดือน พ.ค. ว่าจีนจะไม่ใช้นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างยิ่งใหญ่เหมือนเมื่อครั้งเผชิญกับวิฤตเศรษฐกิจโลกในปี 2551 อีกแล้ว เนื่องจากการใช้แนวทางดังกล่าวเป็นสิ่งที่ไม่ยั่งยืน
การอัดฉีดครั้งใหญ่ดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยเงินเข้าสู่ระบบการคลังราว 4 ล้านล้านหยวน หรือการปล่อยสินเชื่ออีก 17.6 ล้านล้านหยวน ก่อให้เกิดผลข้างเคียงตามมาในประเทศขึ้น อาทิ ปัญหาฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ เงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นและหนี้เสียที่สูงขึ้น
บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ระบุว่าปริมาณหนี้เสียในธนาคารพาณิชย์จีน จะทำให้ภาคธนาคารและการเงินของจีนอ่อนแอมากขึ้น







