
ท่องเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง (2)
การไปเที่ยวประเทศที่มีเศรษฐกิจดีกว่าเรา ส่วนใหญ่มักจะหลีกเลี่ยงไม่ได้กับการต้องขอวีซ่าครับ เหตุผลหลักๆ เลยก็คือ การคัดกรองนักท่องเที่ยวตัวจริงออกจากผู้ที่จะหลบหนีเข้าเมืองโดยใช้สถานะนักท่องเที่ยวบังหน้า ซึ่งก็น่าเห็นอกเห็นใจประเทศที่เจริญด้วยเศรษฐกิจเหล่านี้เป็นอย่างมาก เพราะต้องปวดเศียรเวียนเกล้ากับบรรดาผู้หลบหนีเหล่านี้ และสุดท้ายก็กลายเป็นปัญหาสังคมไปในที่สุด ยุคหนึ่งสมัยหนึ่งประเทศญี่ปุ่นก็ปวดหัวกับเรื่องแบบนี้ไม่น้อยกว่าประเทศอื่น จนทำให้นักท่องเที่ยวชาวไทยเมื่อสิบยี่สิบปีก่อนบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่า วีซ่าญี่ปุ่นขอยาก ซึ่งถ้านับตามกระบวนการพิจารณาในยุคโน้น ก็ยอมรับครับว่าทั้งยุ่งและยากเป็นลำดับที่ 2 รองจากสหรัฐเลยก็ว่าได้
การไปเที่ยวประเทศที่มีเศรษฐกิจดีกว่าเรา ส่วนใหญ่มักจะหลีกเลี่ยงไม่ได้กับการต้องขอวีซ่าครับ เหตุผลหลักๆ เลยก็คือ การคัดกรองนักท่องเที่ยวตัวจริงออกจากผู้ที่จะหลบหนีเข้าเมืองโดยใช้สถานะนักท่องเที่ยวบังหน้า ซึ่งก็น่าเห็นอกเห็นใจประเทศที่เจริญด้วยเศรษฐกิจเหล่านี้เป็นอย่างมาก เพราะต้องปวดเศียรเวียนเกล้ากับบรรดาผู้หลบหนีเหล่านี้ และสุดท้ายก็กลายเป็นปัญหาสังคมไปในที่สุด ยุคหนึ่งสมัยหนึ่งประเทศญี่ปุ่นก็ปวดหัวกับเรื่องแบบนี้ไม่น้อยกว่าประเทศอื่น จนทำให้นักท่องเที่ยวชาวไทยเมื่อสิบยี่สิบปีก่อนบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่า วีซ่าญี่ปุ่นขอยาก ซึ่งถ้านับตามกระบวนการพิจารณาในยุคโน้น ก็ยอมรับครับว่าทั้งยุ่งและยากเป็นลำดับที่ 2 รองจากสหรัฐเลยก็ว่าได้
คำว่ายุ่งและยากนั้น เราต้องแยกออกจากกันนะครับ เพราะมันเป็นคนละคำคนละนัย แต่ทั้งบริษัททัวร์และนักท่องเที่ยวมักจะนำมาปะปนกันจนหนักไปทางยากกันเสียหมด อันที่จริงแล้วในทัศนะส่วนตัวของผม วีซ่าญี่ปุ่นยุ่งแต่ไม่ยากครับ เป็นแบบนี้มานมนานแล้ว แต่พอเราเจออะไรที่ยุ่งมากๆ ก็เลยเหมาเอาว่ามันยาก ทั้งๆ ที่มันไม่ได้ยากอย่างที่เราๆ ท่านๆ คิดกัน คำว่ายากในทัศนะของผม คือ เมื่อเราเตรียมเอกสารถูกต้องและครบถ้วนตามที่สถานกงสุลแจ้งมาแล้วก็ยังไม่ได้รับวีซ่า ซึ่งปัจจุบันก็ยังมีหลายประเทศที่เป็นแบบนี้ โดยเฉพาะโซนยุโรป เพื่อนร่วมวงการหลายบริษัทบ่นกันอุบ โดยเฉพาะกำหนดการรับเล่มคืนที่ไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าจะรับได้เมื่อไหร่ ลูกค้าหลายท่านไม่เข้าใจก็ต่อว่าบริษัทท่องเที่ยวว่าไม่มีฝีมือบ้าง ไม่มีความชำนาญบ้าง อันที่จริงบริษัทเหล่านี้เขาปฏิบัติตามขั้นตอนครบถ้วนแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้รับวีซ่าตามกำหนดหรือได้เลยกำหนดไปก็มี แบบนี้ผมเรียกว่ายาก
แต่สำหรับวีซ่าประเทศญี่ปุ่นนั้น ผมยืนยันเลยว่า ตราบเท่าที่ท่านมีวัตถุประสงค์จะไปเที่ยวจริงๆ แล้วไซร้ ขอให้สบายใจเถิดว่าท่านได้รับวีซ่าแน่นอน ถ้าเอกสารของท่านถูกต้องและครบถ้วนตามที่สถานกงสุลกำหนดมา ผมไม่กล้าบอกว่าได้ทุกราย แต่ 99% ได้หมด มีบ้างบางท่านที่ไม่ได้เพราะในอดีตไปทำเรื่องที่เขาห้ามไว้ หรือเคยหลบหนีเข้าประเทศเขา หรืออยู่เกินที่วีซ่ากำหนด กลับมาไปเปลี่ยนชื่อนามสกุลแล้วไปยื่นใหม่ ต้องบอกว่าฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์มันไม่เปลี่ยนนะครับ เลขบัตรประจำตัวประชาชนของเรามันอยู่กับเราไปจนตาย ไม่ว่าท่านจะเปลี่ยนชื่อนามสกุลกี่รอบก็ใช้เลขเดิม ไปยื่นกี่รอบก็ไม่ได้ครับ
ความที่เมื่อก่อนนั้นเอกสารการยื่นวีซ่ามันเยอะ ต้องมีทั้งตัวจริงและสำเนา โดยเฉพาะเอกสารยืนยันการทำงานและเอกสารที่แสดงสถานะการเงิน 2 ตัวนี้แหละครับที่เป็นไม้เบื่อไม้เมา เพราะเตรียมกันถูกๆ ผิดๆ ใครอยู่หน่วยงานหรือองค์กรมาตรฐานก็ง่ายหน่อย เขามีรูปแบบของเอกสารเหล่านี้พร้อมออกให้อยู่แล้ว ถ้าเป็นบริษัทห้างร้านขนาดเล็กนี่ก็อาจจะวุ่นเล็กน้อยไม่ถึงขั้นหนักหนา แต่ถ้าเป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระหรือผู้มีรายได้โดยที่ไม่สามารถแสดงที่มาของรายได้นี้สิครับเริ่มทำอะไรไม่ถูก ยิ่งหนักหนาขึ้นไปอีกในกรณีที่ท่านไม่มีรายได้แต่ต้องการจะไปเที่ยว หลายๆ เรื่องที่ว่ามาทำให้นักท่องเที่ยวมือใหม่ถอดใจไปพึ่งบริการบริษัททัวร์ คำถามยอดฮิตเมื่อสิบกว่าปีก่อน คือ คุณยื่นวีซ่าให้ด้วยหรือเปล่า หรือคุณไปเป็นเพื่อนตอนยื่นวีซ่าด้วยหรือเปล่า นี่แสดงให้เห็นเลยว่านักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มีความกังวลกับเรื่องวีซ่าญี่ปุ่นมาก
ที่ผมว่ามาทั้งหมดเป็นแค่ส่วนน้อยเท่านั้นนะครับ ยังมีกรณีอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมาก แต่ท้ายที่สุดขอให้ท่านจดจำไว้เลยว่า ถ้าท่านตั้งใจไปเที่ยวจริงๆ ท่านจะได้รับวีซ่าแน่นอน ขอแค่ท่านแสดงเจตนาให้เขาเห็นได้เป็นพอ ผมไม่ได้กุเรื่องขึ้นเองนะครับ ผมเคยมีเพื่อนชาวญี่ปุ่นทำงานในสถานทูตที่สนิทกัน พอจะขอคำปรึกษาเรื่องแบบนี้ได้ เขาไม่บอกอะไรผมมากไปกว่าเคล็ดวิชา 3 ประโยค คือ “ขอให้ไปเที่ยวจริง ขอให้พูดความจริง และแสดงให้เห็นถึงความจริงเหล่านั้น” ได้วีซ่าแน่นอน แค่นี้จริงๆ ครับ เหมือนฝึกวิทยายุทธเลย ต้องตีความ ต้องทำความเข้าใจ แต่เชื่อมั้ยครับว่าเคล็ดวิชา 3 ประโยคนี้ ผมทำวีซ่าให้ลูกค้าสำเร็จมาโดยตลอด กรณีคลาสสิกของผมเลยก็คือ แม่ค้าขายข้าวแกงที่รู้จักกันมาตั้งแต่ผมยังเป็นลูกจ้างอยู่ บริษัท เพรสซิเด้นท์ ทัวร์ กินข้าวแกงในซอยหลังธนาคารกรุงเทพ สาขาสยามสแควร์ บ่อยจนสนิทกันกับแม่ค้า วันหนึ่งเธออยากจะไปเที่ยวญี่ปุ่นกับเพื่อน แต่ติดขัดที่เอกสารประกอบการทำงาน ที่ผมเรียกว่าร้านเนี่ยจริงๆ แล้วคือแผงขายข้าวแกงขนาด 2 เมตรแค่นั้น ไม่มีเอกสารใดๆ เลยครับ แรกๆ ก็คิดไม่ออกว่าเอาไงดี แต่พอทบทวนเคล็ดวิชา 3 ประโยค “ขอให้ไปเที่ยวจริง” เออ เขาก็จะไปจริงๆ “ขอให้พูดความจริง” เขาก็ไม่ได้โกหกอะไร เป็นแม่ค้าจริงๆ แต่ประโยคที่ 3 นี่สิครับ “แสดงให้เห็นถึงความจริง” จะทำอย่างไรดี เอกสารอะไรก็ไม่มี กลับบ้านไปนอนคิดอยู่คืนหนึ่ง รุ่งขึ้นผมให้เจ้าหน้าที่วีซ่าถือกล้องไปถ่ายรูปเขาตอนกำลังตักข้าวแกงขายมาหลายใบ แล้วให้เขาเขียนจดหมายด้วยลายมืออธิบายตรงไปตรงมาเลยว่า ทำมาค้าขายยังไง มีรายได้เท่าไหร่ ไม่มีการต่อเติมเสริมแต่งข้อมูลใดๆ เลย เป็นความจริงทุกประการ แล้วเอารูปที่ถ่ายแปะไป 3 รูป ยื่นไปแล้วก็มานั่งลุ้นตลอด 3 วัน ปรากฏว่าได้รับวีซ่าแบบไม่มีคำถามหรือขอนัดสัมภาษณ์อะไรเลย แม่ค้าท่านนี้ดีใจมากและไปเที่ยวญี่ปุ่นอย่างมีความสุข แถมยังไปคุยกับเพื่อนแม่ค้าในซอยอีกว่ายื่นวีซ่าญี่ปุ่นไม่เห็นยากเลย
หลังจากกรณีแม่ค้าข้าวแกงแล้ว ผมก็ยังมีกรณีมีเงินแต่ไม่มีงาน ปล่อยเงินกู้ บุคคลล้มละลายทางนิตินัย อาชีพพิเศษสารพัด ทุกครั้งก็ท่องเคล็ดวิชา 3 ประโยคนี้แล้วก็ปฏิบัติไป ได้รับวีซ่าทุกครั้งไม่เคยพลาด ท่านผู้อ่านท่านใดจะนำเคล็ดวิชานี้ไปใช้ก็ไม่ขัดข้องนะครับ จำไว้เลยว่า ความจริงเป็นสิ่งกระจ่าง ขอให้ท่านพูดจริงทำจริงและเปิดเผยความจริง ทุกสิ่งที่ท่านทำจะสำเร็จได้โดยง่ายครับ







