posttoday
อียูวางแผนสกัด "ยูโร" ไหลออกเตือนเอเชียรับมือ ส่งออกกระทบแน่

อียูวางแผนสกัด "ยูโร" ไหลออกเตือนเอเชียรับมือ ส่งออกกระทบแน่

13 มิถุนายน 2555

เจ้าหน้าที่การเงินอียูถกเครียด หาแผนคุมเงิน ทั้งกำหนดวงเงินถอนจากเอทีเอ็ม

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

เจ้าหน้าที่การเงินอียูถกเครียด หาแผนคุมเงิน ทั้งกำหนดวงเงินถอนจากเอทีเอ็ม ตั้งทีมตรวจสอบการเคลื่อนย้ายเงินระหว่างประเทศและคุมทุนในเขตยูโรโซน เป็นทางเลือกเผื่อเหตุรุนแรงถึงขั้นกรีซเดินออก

รอยเตอร์สเผยรายงานพิเศษโดยอ้างแหล่งข่าวภายในจากเจ้าหน้าที่การเงินสหภาพยุโรป (อียู) ซึ่งระบุว่า ขณะนี้อียูกำลังหารือถึงการจำกัดวงเงินที่อนุญาตให้ถอนจากเครื่องเอทีเอ็ม การตั้งด่านตรวจการเคลื่อนย้ายตามแนวชายแดน ตลอดจนมาตรการควบคุมเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ

กระนั้น เจ้าหน้าที่การเงินอียูย้ำว่า แนวคิดข้างต้นเป็นเพียงแผนสำรองที่เผื่อไว้ในกรณีเลวร้ายถึงขั้นที่กรีซต้องเดินออกจากอียูเท่านั้น จึงเท่ากับว่าจะไม่มีการนำมาใช้จริงหากเหตุการณ์ไม่ย่ำแย่เหมือนที่หวาดกลัว

ทั้งนี้ กระแสความวิตกที่เกิดขึ้นสืบเนื่องมาจากความขัดแย้งทางการเมืองในกรีซที่ทำให้ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลจนทำให้ต้องมีการเลือกตั้งรอบ 2 ในวันที่ 17 มิ.ย.นี้ ซึ่งนักวิเคราะห์หลายฝ่ายเกรงว่า อเล็กซิส ไซปราส ผู้นำพรรคไซริซา ซึ่งต่อต้านแผนรัดเข็มขัดของอียูที่เป็นเงื่อนไขแลกเปลี่ยนกับเงินช่วยเหลือจะได้คะแนนนำ จนกรีซอาจลุกขึ้นมาฉีกสัญญาและเดินออกจากกลุ่มยูโรโซนในที่สุด

แม้จะยังไม่มีบทสรุปที่แน่ชัด แต่การประชุมคณะทำงานกลุ่มยูโร ซึ่งประกอบด้วยรองรัฐมนตรีคลังยูโรโซน และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต่างเห็นตรงกันที่จะเตรียมแผนเผื่อไว้ โดยขั้นต้นยังคงเป็นการหารือเรื่องความเป็นไปได้ในแง่ของกฎหมาย หากจำเป็นต้องบังคับใช้มาตรการดังกล่าวจริง

ขณะที่ทางอังเกลา แมร์เกิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนียืนยันผ่านที่ประชุมเศรษฐกิจในประเทศว่าเงินช่วยเหลือสเปนต้องแลกกับการปฏิรูประบบธนาคารเพื่อไม่ให้ปัญหาเกิดซ้ำขึ้นอีกในอนาคต แต่แน่นอนว่าเงื่อนไขของสเปนจะแตกต่างจากประเทศอื่น เพราะเป็นการช่วยแค่ภาคการเงินประเทศเท่านั้น

ด้านการซื้อขายในตลาดหุ้นเมื่อวันที่ 12 มิ.ย. ปรับตัวลดลงโดยเป็นผลจากนักลงทุนเริ่มคลายความดีใจจากข่าวดีของสเปนและหันมาวิตกกับสภาพการเงินยูโรที่ยังอ่อนแอจากสภาพเศรษฐกิจชะงักงัน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากแผนการรัดเข็มขัด และความกังวลต่อผลลัพธ์การเลือกตั้งในกรีซที่อาจสั่นคลอนเสถียรภาพของกลุ่มอียูจนถึงขั้นล่มสลาย รวมถึงความกลัวต่อวิธีการให้ความช่วยเหลือภาคการเงินสเปนที่อาจมีผลกระทบทำให้การช่วยเหลือสะดุด

ทั้งนี้ สแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ (เอสแอนด์พี) บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำจากสหรัฐ ได้เตือนว่า ผู้ถือพันธบัตรรัฐบาลสเปนรายย่อยอาจตกอยู่ในความเสี่ยง หากว่าข้อตกลงท้ายสุดของสเปนจบลงด้วยจำนวนเงินที่มากกว่า 1 แสนล้านเหรียญยูโร (ราว 3.9 ล้านล้านบาท) และเงินดังกล่าวมาจากกองทุนกลไกรักษาเสถียรภาพยุโรป (อีเอสเอ็ม) ซึ่งมีกำหนดเริ่มใช้ในเดือน ก.ค.นี้

เอสแอนด์พี อธิบายว่า แม้เงินที่จะช่วยสเปนยังไม่แน่นอนว่าจะมาจากกองทุนใด แต่หากมาจากกองทุนอีเอสเอ็ม เท่ากับว่าสเปนต้องทำตามกฎอีเอสเอ็มที่ระบุชัดเจนให้รัฐบาลต้องคืนเงินที่ยืมไปแบบเต็มจำนวนก่อนเจ้าหนี้รายอื่นๆ ในกรณีวิกฤตใดๆ โดยไม่มีข้อต่อรอง ซึ่งส่งผลให้นักลงทุนรายย่อยหวาดกลัวกับการซื้อพันธบัตรรัฐบาลสเปน เพราะอาจต้องเป็นฝ่ายเจ็บตัวเสียเอง จนทำให้สเปนประสบปัญหากับการระดมทุนผ่านตลาดพันธบัตร

นอกจากนี้ ถึงเงินช่วยเหลือเพื่อฟื้นภาคธนาคารจะช่วยให้สเปนเลี่ยงวิกฤตการเงินประเทศได้อย่างหวุดหวิด แต่ในทางกลับกันแนวทางดังกล่าวจะทำให้ตัวเลขหนี้สาธารณะสเปนปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากรัฐบาลสเปนต้องเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงในการชำระหนี้

ทั้งนี้ เอสแอนด์พีประเมินว่า หากสเปนรับเงินช่วยเหลือเต็มจำนวน 1 แสนล้านยูโร หนี้สาธารณะของรัฐบาลจะพุ่งกว่า 80% ของผลผลิตทางเศรษฐกิจทั้งหมดระหว่างปี 2555-2557

ขณะเดียวกัน เอพีรายงานโดยอ้างความเห็นจากบรรดาผู้ประกอบการในภูมิภาคเอเชียและนักเศรษฐศาสตร์จากสถาบันการเงินชั้นนำอย่างเอชเอสบีซี ซึ่งเห็นพ้องกันว่า แม้เศรษฐกิจเอเชียจะยังสามารถคงอัตราการเติบโตต่อไปได้ แต่ก็เป็นเรื่องยากที่หลีกเลี่ยงไม่ให้เจ็บตัวกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับภาคการส่งออกของเอเชีย

รายงานระบุว่า ทั้งสหรัฐและยุโรปยังคงเป็นตลาดส่งออกรายใหญ่ของเอเชีย อีกทั้งตลาดภายในของเอเชียเองยังมีขนาดไม่ใหญ่เพียงพอที่จะรองรับกับปริมาณผลผลิตมหาศาลที่ผลิตขึ้น โดยเห็นได้จากยอดขายหรือสั่งซื้อสินค้าและบริการของกิจการทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็กหลายแห่งปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องมากกว่า 3 ปีติดต่อกันแล้ว

เฟเดอริก นิวแมนน์ นักเศรษฐศาสตร์จากเอชเอสบีซี ประจำฮ่องกง กล่าวว่า การเติบโตของภูมิภาคเอเชียส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเติบโตของยักษ์ใหญ่อย่างจีน ซึ่งช่วยให้ประเทศผู้ส่งออกชั้นนำหลายประเทศในภูมิภาค เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ตลอดจนประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่อย่างอินเดีย อินโดนีเซีย และไทย ลดการพึ่งพาตลาดตะวันตกในการเติบโต เพราะได้จีนรวมถึงเพื่อนบ้านเป็นที่พึ่ง

“แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า การนำเข้าทั้งของจีนและหลายประเทศในเอเชียส่วนใหญ่ยังเป็นการนำไปผลิตสินค้าเพื่อส่งออกอีกทอดหนึ่ง ซึ่งตลาดส่งออกลำดับสุดท้ายก็ยังคงเป็นชาติตะวันตกอย่างยุโรปและสหรัฐอยู่ดี” นิวแมนน์ กล่าว

ยิ่งไปกว่านั้น วิกฤตหนี้สาธารณะยุโรปที่ลามถึงภาคธนาคารยังส่งผลร้ายต่อกิจการของเอเชีย เพราะธนาคารของยุโรปนับเป็นแหล่งเงินทุนสำคัญของบริษัทต่างๆ ในเอเชีย โดยเฉพาะสินเชื่อเพื่อการส่งออก ที่ได้รับความนิยมเนื่องจากใช้เป็นเครื่องมือป้องกันไม่ให้ผู้ซื้อเบี้ยวหนี้หลังจากได้รับสินค้า

ข้อมูลจากธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (บิส) ระบุว่า ปริมาณสินเชื่อระหว่างประเทศ เฉพาะของธนาคารในภูมิภาคยุโรปเมื่อปีที่แล้วลดลงอย่างมาก โดยมีเพียงธนาคารจากญี่ปุ่นและสวิตเซอร์แลนด์เท่านั้นที่ปล่อยสินเชื่อเพิ่มมากขึ้นในช่วงไตรมาส 4 ของปี 2554 แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยความต้องการของภาคการส่งออกโลกได้

ด้านมูดี้ส์ อินเวสเตอร์ส เซอร์วิส ระบุว่า ระดับหนี้สาธารณะที่ต่ำ ตัวเลขการค้าที่เกินดุล และทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับสูงจะช่วยเป็นกันชนชั้นดีให้กับบรรดาประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชีย แต่เอเชียก็ยังไม่ปลอดภัย หากไม่สามารถหามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมารองรับ โดยต้องระวังไม่ให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นด้วย

อย่างไรก็ตาม ทั้งมูดี้ส์และเอชเอสบีซีต่างเห็นตรงกันว่า แม้เกือบทุกประเทศจะเล็งเห็นความจำเป็นที่จะต้องมีแผนกระตุ้นเศรษฐกิจของตนเอง แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีแผนรองรับที่เป็นรูปธรรมชัดเจนใดๆ ออกมา

ทั้งนี้ นิวแมนน์ สรุปว่า สถานการณ์ในปัจจุบันทำให้การใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ พร้อมกับหลีกเลี่ยงผลกระทบด้านลบเป็นเรื่องที่ยากมากขึ้นเรื่อยๆ

ข่าวล่าสุด

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม.  เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม. เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่