posttoday
ประชาธิปไตยและสันติภาพ จุดหักเหสถานการณ์'พม่า'

ประชาธิปไตยและสันติภาพ จุดหักเหสถานการณ์'พม่า'

27 พฤษภาคม 2555

นอกเหนือจากผลการเลือกตั้งซ่อมในพม่า ซึ่งพรรคเอ็นแอลดีของอองซานซูจี ได้รับชัยชนะถล่มทลายเหนือพรรคยูเอสดีเอของรัฐบาล

โดย...สุพงษ์ ทวิภา

นอกเหนือจากผลการเลือกตั้งซ่อมในพม่า ซึ่งพรรคเอ็นแอลดีของอองซานซูจี ได้รับชัยชนะถล่มทลายเหนือพรรคยูเอสดีเอของรัฐบาล การเจรจาสันติภาพหยุดยิงกับกองกำลังชาติพันธุ์กลุ่มต่างๆ ก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ไม่ควรละสายตา เพราะถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญต่อประเทศพม่า

ล่าสุด การเจรจาหยุดยิงกับสภาเพื่อการกอบกู้รัฐฉาน (อาร์ซีเอสเอส) กลุ่มชาติพันธุ์ไทยใหญ่ เมื่อปลายสัปดาห์ก่อน ทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้ในหลายประเด็น อาทิ การร่วมมือกันปราบปรามยาเสพติด การจัดทำบัตรประชาชนพม่าให้กับประชาชนในพื้นที่รัฐฉาน การอนุญาตให้อาร์ซีเอสเอสจัดตั้งสำนักงานประสานงานในเมืองต่างๆ ของรัฐฉาน รวมทั้งอนุญาตให้อาร์ซีเอสเอสเดินทางติดต่อกับองค์กรในประเทศและต่างประเทศได้อย่างเสรี ปล่อยตัวนักโทษการเมืองไทยใหญ่และการส่งเสริมให้อาร์ซีเอสเอสมีการจัดตั้งเขตโครงการอุตสาหกรรมพิเศษ ในพื้นที่เมืองเต๊าะ เมืองทา ตรงข้าม อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่

คงมีเพียงการกำหนดให้พื้นที่บ้านหัวเมืองตรงข้าม จ.แม่ฮ่องสอน และเมืองทา เป็นเขตปกครองตนเองของอาร์ซีเอสเอสเท่านั้น ที่รัฐบาลพม่ายังอิดออด แต่ทั้งสองฝ่ายก็ตกลงจัดตั้งกรรมการสำรวจพื้นที่ร่วมกัน เพื่อจะนำผลการสำรวจมาเจรจากันอีกครั้ง

ประชาธิปไตยและสันติภาพ จุดหักเหสถานการณ์'พม่า'

 

แม้สถานการณ์ในรัฐฉานจะยังไม่อาจเรียกได้ว่าสิ้นเสียงปืน 100% แต่การผ่อนปรนจากสัญญาหยุดยิง ก็ทำให้สถานการณ์เป็นไปในทางที่ดีขึ้น และกระบวนการเจรจาสันติภาพก็ใช่จะสิ้นสุดลง แต่ยังต้องเดินหน้าต่อไป ในฐานะที่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังกระบวนการเจรจา เจ้าหาญ ยองห้วย บุตรชายเจ้าฉ่วยแต๊ก เจ้าฟ้าไทยใหญ่ ซึ่งเป็นอดีตประธานาธิบดีคนแรกของสหภาพพม่า วิเคราะห์สถานการณ์พม่าอย่างน่าสนใจ

เจ้าหาญ ซึ่งมีฐานะเป็นผู้อำนวยการ ยูโร-เบอร์มา ออฟฟิศ องค์กรพัฒนาเอกชน ซึ่งดำเนินการด้านการพัฒนาพม่า เล่าถึงจุดเริ่มต้นกระบวนการเจรจาสันติภาพว่า เริ่มพูดคุยกับกลุ่มกองกำลังต่างๆ มากว่า 15 ปี โดยทุกกลุ่มเห็นตรงกันว่าไม่อาจต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธไปได้ตลอด ต้องแก้ไขด้วยการเมือง และเห็นตรงกันว่าการเมืองที่จะต้องร่วมกันทำ คือ ประชาธิปไตยและสหภาพ กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ จึงร่วมกันร่างรัฐธรรมนูญสำหรับสหภาพมาตั้งแต่ปี 2542

“พม่ารู้ข่าวสิ่งที่ผมกำลังทำ อูอ่องมิน รมว.รถไฟและการขนส่ง ก็ขอพบผม เจอกันที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ในอดีต การพบกับนายทหารพม่าเขาจะเป็นฝ่ายที่เสนอความเห็นและสั่งให้ฝ่ายเราทำตาม แต่อูอ่องมิน ต่างออกไป เขาเริ่มต้นโดยถามผมว่า ประธานาธิบดีจะคุยกับชนกลุ่มน้อย ผมคิดอย่างไร เเริ่มต้นโดยขอฟังความเห็นผมบอกไปว่าต้องใช้เวลา เรารบกันมานานหลายสิบปี จะแก้ทันทีไม่ได้ ต้องทำความเข้าใจ เขาขอให้ช่วยผมก็รับปาก เพราะคิดว่าเป็นสัญญาณที่ดีที่น่าจะลองดู”

เจ้าหาญเล่าถึงจุดเริ่มต้นของกระบวนการเจรจาสันติภาพ เมื่อเดือน ต.ค. 2554 ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลพม่าลงนามในสัญญาหยุดยิงกับกองกำลังชาติพันธุ์ทุกกลุ่ม ยกเว้นคะฉิ่น ซึ่งยังคงมีการรบกันอยู่บริเวณชายแดนพม่าจีน

แม้รัฐบาลพม่าจะเริ่มเปิดการเจรจา แต่กองทัพพม่าก็ไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมแต่อย่างใด ดังนั้นในช่วงเริ่มต้นเจรจาจึงยังคงมีการสู้รบ แต่เมื่อการพูดคุยกับกลุ่มต่างๆ มีความคืบหน้ามากขึ้น ล่าสุดประธานาธิบดีเต็งเส่งได้แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อสันติภาพ มีประธานาธิบดีเป็นประธานและมีตัวแทนจากกองทัพเข้าร่วม ขณะที่การดำเนินการเจรจานั้น ก็ได้แต่งตั้งคณะทำงานขึ้นมาอีกชุดหนึ่ง มีจายหมอกคำ รองประธานาธิบดี เป็นประธาน โดยมีรองประธาน 2 คน คือ อูอ่องมิน และ พล.อ.โซลวิน รองผู้บัญชาการทหารสูงสุดและผู้บัญชาการทหารบกพม่า

จุดเริ่มต้นของการเจรจา เจ้าหาญนัดตัวแทนกองกำลัง 5 กลุ่มเพื่อพบกับตัวแทนรัฐบาลพม่า ประกอบด้วย สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (เคเอ็นยู) กองกำลังคะเรนนี หรือเคเอ็นพีพี กองกำลังกู้ชาติไทยใหญ่ (เอสเอสเอ) กองกำลังรัฐฉิ่น (ซีเอ็นพี) และกองกำลังคะฉิ่น (เคไอโอ)

ประชาธิปไตยและสันติภาพ จุดหักเหสถานการณ์'พม่า'

 

อย่างไรก็ตาม การเจรจาจำเป็นต้องแยกดำเนินการทีละกลุ่ม จากเดิมที่มีการตกลงกันว่าจะพูดคุยพร้อมกันทุกกลุ่ม เนื่องจากสถานการณ์ของแต่ละกลุ่มนั้นต่างกัน

การแยกเจรจากับรัฐบาลพม่าดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันภายในกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ก็มีเรื่องต้องหารือและเจรจาตกลงกันภายในกันเองด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะประเด็นเรื่องประชาธิปไตยและสันติภาพ

“ในกลุ่มชาติพันธุ์ก็มีความเห็นสองประเด็นนี้ต่างกัน ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าเรื่องสำคัญที่สุดก็คือ ประชาธิปไตย ซึ่งต้องแก้รัฐธรรมนูญให้เหมาะสม ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่า ปัญหาสำคัญของชนกลุ่มน้อยคือประเด็นสหภาพ ซึ่งเราจะต้องให้ความสำคัญกับสิทธิของเราก่อน เรื่องประชาธิปไตยเป็นงานที่อองซานซูจีทำอยู่แล้ว แต่เราจะต้องเน้นสิทธิของเรา รัฐธรรมนูญพม่าฉบับนี้อาจไม่ดีในแง่ประชาธิปไตย แต่ก็ยังให้อำนาจชนกลุ่มน้อย โดยเฉพาะการให้อำนาจแต่ละรัฐ และยังพูดถึงการกระจายอำนาจซึ่งเป็นผลดีกับเรา จึงต้องเน้นที่จุดนี้ เพื่อให้เราได้มีสิทธิ”

จุดเปลี่ยนที่น่าจับตา คือการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ หลังรัฐสภาพม่าชุดนี้หมดวาระลงในปี 2558 พรรคเอ็นแอลดีของอองซานซูจีได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น และถือเป็นคู่แข่งสำคัญของพรรคยูเอสดีเอของรัฐบาล ซึ่งมีเต็งเส่งเป็นหัวหน้าพรรค ซึ่งจุดนี้ทำให้เจ้าหาญมองว่า พม่าเหลือเพื่อนไม่มากนัก จึงจำเป็นต้องเข้าหากลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ

“พม่ามีพื้นที่ของชนกลุ่มน้อยอยู่ 7 รัฐ ซึ่งต้องการอำนาจปกครองตนเองและร่วมกันเป็นสหภาพพม่า แต่ประชาชนชาวพม่ามีอยู่ในพื้นที่ 7 ภาค สิ่งที่เขาต้องการ คือ สิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย ซึ่งเราจะต้องผสานเพื่อให้ร่วมกันเป็นพลัง แต่ที่น่าสังเกตคือ การเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมาเป็นพื้นที่ของประชาชนเชื้อสายพม่า ไม่ใช่พื้นที่ของกลุ่มชาติพันธุ์ จึงทำให้เอ็นแอลดีได้รับชัยชนะ อีกทั้งรัฐธรรมนูญมิได้แบ่งเขตเลือกตั้งตามจำนวนประชากร แต่แบ่งตามเมือง จำนวน ดังนั้นจำนวน สส.ในพื้นที่ของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ จึงมีจำนวนใกล้เคียงกับ สส.ในพื้นที่ของชาวพม่า เราจึงส่งเสริมให้พรรคของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ดำเนินงานการเมือง เพื่อการเลือกตั้งครั้งหน้า ผมจึงมองว่ารัฐบาลพม่าต้องการหาเพื่อน จึงเจรจากับกลุ่มชาติพันธุ์ มิฉะนั้นหลังการเลือกตั้งอีก 3 ปีข้างหน้า เขาอาจไม่มีที่ยืน”

 

ข่าวล่าสุด

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม.  เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม. เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่