
แฉภัยเงียบ ‘สมาร์ตโฟน’ อุทาหรณ์เตือนใจโจ๋ยุคดิจิตอล
นับเป็นเหตุสะเทือนขวัญที่สร้างความหวาดผวาให้กับสังคมไทยอย่างมาก หลังเกิดเหตุนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
โดย...ณัฐสุดา จิตตปาลพงศ์
นับเป็นเหตุสะเทือนขวัญที่สร้างความหวาดผวาให้กับสังคมไทยอย่างมาก หลังเกิดเหตุนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถูกขบวนรถไฟเกี่ยวกระเป๋าจนลากร่างเข้าไปใต้ขบวนโบกีเสียชีวิตคาราง
เพราะไม่เพียงแต่โศกนาฏกรรมครั้งนี้จะส่งผลให้สาวเฟรชชีวัยเพียง 18 ปี ซึ่งกำลังจะมีอนาคตสดใสต้องจบชีวิตลงอย่างกะทันหันแล้วเท่านั้น เนื่องจากในเวลาต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจยังพบความจริงสุดช็อกว่า แท้จริงแล้วสาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้มาจากการ “สวมหูฟัง” คุยโทรศัพท์ของเหยื่อจนไม่ได้ยินเสียงหวูดรถไฟหรือเสียงร้องเตือนใดๆ
กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึง “ความปลอดภัย” ของสมาร์ตโฟน ซึ่งนับวันยิ่งได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ จนเรียกได้ว่ากลายเป็น “อวัยวะชิ้นที่ 33”
เนื่องจากในยุคสมัยที่เทคโนโลยีก้าวไกลไร้ขีดจำกัดและไร้พรมแดน โทรศัพท์มือถือไม่ได้เป็นเพียงแค่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เราใช้เพื่อการติดต่อสื่อสารเท่านั้น แต่อุปกรณ์ดังกล่าวได้พัฒนาก้าวล้ำไปไกลจนสามารถทำหน้าที่เป็นกล้องถ่ายรูป เกมกด หรือแม้กระทั่งคอมพิวเตอร์ขนาดกะทัดรัดไปในตัว
“ความสะดวกสบาย” ที่มาพร้อมกับสมาร์ตโฟนจึงส่งผลให้ผู้คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัยรุ่นติดโทรศัพท์มือถือกันงอมแงม ถึงขนาดที่จะต้องสวมหูฟัง หรือไม่ก็กดโทรศัพท์กันอย่างเมามันไม่ว่ากำลังทำกิจกรรมอะไรอยู่ก็ตาม เช่น เวลานั่งอยู่ในรถไฟฟ้าหรือร้านอาหาร ขณะกำลังเดิน หรือแม้กระทั่งเวลาขับรถ!
แต่หารู้ไม่ว่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รูปทรงสี่เหลี่ยมน้ำหนักเบานี้ แท้จริงแล้วคือ “ภัยเงียบ” ใกล้ตัวที่ค่อยๆ คืบคลานเข้ามาเล่นงานเราได้ทุกเมื่อ ดังเช่นกรณีการเสียชีวิตของวัยรุ่นไทย ซึ่งนับว่าไม่ใช่เคสแรกที่เสียชีวิตหรือประสบอุบัติเหตุจากการใช้สมาร์ตโฟนแต่อย่างใด
ทั้งนี้ หากลองพลิกหน้าหนังสือพิมพ์ฉบับต่างๆ ในต่างประเทศในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ข่าวคราวอุบัติเหตุมากมายที่ล้วนแต่มีสาเหตุจากการใช้สมาร์ตโฟนแทบจะกลายเป็นเหตุเศร้าสลดที่เกิดขึ้นเกือบรายวัน
พูดให้เข้าใจง่ายก็คือ สมาร์ตโฟนได้กลายเป็น “ผู้ร้าย” ที่ลอบทำร้ายเหยื่อโดยไม่เจตนานั่นเอง
ตัวอย่างเช่นเหตุการณ์สุดพิลึกที่เกิดขึ้นที่รัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐ ช่วงเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา
เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า ขณะที่ชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังเดินก้มหน้าก้มตาพิมพ์ข้อความบนโทรศัพท์มือถืออยู่นั้น จู่ๆ พอเงยหน้าขึ้นมาก็พบหมีตัวใหญ่สีดำยืนขวางหน้า!
ก่อนที่เจ้าตัวจะได้สติ หันหลังวิ่งหนีไม่คิดชีวิต
แม้จะโชคดีที่ยังหนีหมีทันโดยไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ แต่เชื่อว่าหากชายคนดังกล่าวเงยหน้าขึ้นช้ากว่านี้สัก 2 หรือ 3 นาทีแล้วละก็ จะต้องกลายเป็น “มื้อเย็น” ของหมีอย่างแน่นอน
หรือกรณีของ เคที ครูซ มาร์เรลโล สาวใหญ่ชาวอเมริกันจากรัฐเพนซิลเวเนีย ซึ่งพลาดท่าตกน้ำพุกลางห้างหลังเดินพิมพ์ข้อความบนมือถือจนไม่ดูตาม้าตาเรือ
เมื่อคลิป “เคทีตกน้ำ” ถูกโพสต์ลงในเว็บไซต์ยูทูบ หลายคนก็อดสงสัยไม่ได้ว่าข้อความ “สำคัญ” ที่เคทีต้องรีบพิมพ์ถึงขนาดยอมเสี่ยงเดินสุ่มสี่สุ่มห้าในที่สาธารณะนั้นคืออะไรกันแน่
“เพื่อนส่งอีเมลถามฉันว่าวันเกิดของฉันคือวันอะไร ฉันจึงรีบพิมพ์ตอบไป” เคที กล่าว โดยเจ้าตัวยอมรับว่ามักเดินพิมพ์ข้อความอยู่เป็นประจำ โดยที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าพฤติกรรมดังกล่าวจะเป็น “ภัย” ต่อตนเองและผู้อื่นได้
ทว่า ก็ใช่ว่าทุกคนจะโชคดีเสมอไป
เคที ลิตเติลวูด วัยรุ่นสาวชาวอังกฤษ วัย 15 ปี คือหนึ่งในผู้โชคร้ายที่ตกเป็นเหยื่อของสมาร์ตโฟน
ในช่วงบ่ายของวันที่ 31 ม.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่เคทีกำลังเดินข้ามรางรถไฟใกล้บ้าน ซึ่งเป็นเส้นทางที่สาวน้อยรายนี้ใช้เดินทางกลับบ้านหลังโรงเรียนเลิกทุกวัน จู่ๆ เจ้าตัวก็ถูกรถไฟพุ่งชนจนเสียชีวิตคาที่
ในเบื้องต้นตำรวจเมืองผู้ดีเชื่อว่าการเสียชีวิตครั้งนี้เป็นการฆ่าตัวตาย เพราะไม่มีทางที่วัยรุ่นสาวจะโดนรถไฟชนได้ง่ายๆ
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ก็พบหูฟังชุดหนึ่งตกอยู่ใกล้ๆ ศพผู้ตาย จึงนำไปสู่ข้อสรุปที่ว่า เคทีสวมหูฟังจนไม่ได้ยินเสียงรอบๆ ตัวเลยจนโดนม้าเหล็กพุ่งชนอย่างจัง
เช่นเดียวกับ โคชเลนดรา พาล วัยรุ่นแดนโรตี วัย 15 ปี ซึ่งต้องเผชิญชะตากรรมเดียวกัน หลังสวมหูฟังคุยโทรศัพท์กับเพื่อนๆ จนไม่ได้ยินเสียงรถไฟ
เมื่อข่าวคราวลักษณะดังกล่าวเริ่มปรากฏบนหน้าหนังสือพิมพ์มากขึ้นเรื่อยๆ หลายประเทศก็เริ่มมีการรณรงค์เรียกร้อง รวมทั้งออกกฎหมายบังคับให้ประชาชนเลิกใช้โทรศัพท์ขณะกำลังเดินทางไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม
ยกตัวอย่างเช่นที่สหรัฐ ซึ่งล่าสุดเทศบาลเมืองฟอร์ตลี ในรัฐนิวเจอร์ซีย์ ก็ได้ออกข้อบังคับใหม่ที่ห้ามคนเดินถนนทั่วไปเล่นหรือพิมพ์โทรศัพท์มือถือ ซึ่งใครฝ่าฝืนก็จะต้องโดนโทษปรับทันที 85 เหรียญสหรัฐ (ราว 2,550 บาท)
เพราะสิ่งหนึ่งที่บรรดาผู้ใช้สมาร์ตโฟนต้องไม่ลืมก็คือ เวลาที่สวมหูฟังเพื่อฟังเพลง คุยโทรศัพท์ หรือพิมพ์ข้อความอยู่นั้น ผู้คนมักหลงเข้าไปอยู่ในโลกส่วนตัวทันทีโดยไม่รู้ตัว ส่งผลให้รับรู้ความเคลื่อนไหวรอบๆ ได้น้อยลง และในกรณีที่เลวร้ายที่สุดก็คือ ไม่สามารถรับรู้อะไรได้เลย
การเดินชนคนหรือสิ่งกีดขวางต่างๆ บนท้องถนนจึงเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นเป็นประจำ ซึ่งไม่เพียงแต่จะส่งผลให้ร่างกายได้รับบาดเจ็บแล้ว ทว่าก็อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้
นอกจากนี้ สมาร์ตโฟนยังเป็นสาเหตุหลักของอุบัติเหตุบนท้องถนน โดยล่าสุดองค์การบริหารความปลอดภัยทางถนนของสหรัฐ เปิดเผยว่า ในแต่ละปีชาวอเมริกันมากถึง 5,000 คน เสียชีวิตจากการส่งข้อความหรือคุยโทรศัพท์ขณะกำลังขับรถ โดยอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ทั้งกับคนขับและคนเดินถนนที่กำลังใช้สมาร์ตโฟน
ด้านสถาบันไอเอเอ็มของสหรัฐ เตือนว่าการใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับรถเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุมากกว่าการขับขณะเมาด้วยซ้ำ โดยขณะที่แอลกอฮอล์บั่นทอนความสามารถในการตอบสนองของคนราว 15% การใช้สมาร์ตโฟนกลับส่งผลให้ความสามารถของผู้คนในการตอบสนองต่อสิ่งต่างๆ รอบตัวนั้นลดน้อยลงถึง 35%
หรือถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายก็คือ การใช้สมาร์ตโฟนขณะขับรถจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่ายขึ้น ซึ่งในกรณีของรถบรรทุกหรือรถยนต์ขนาดใหญ่แล้ว ความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุนั้นสูงกว่าผู้ขับที่ไม่ได้ใช้สมาร์ตโฟนถึง 23 เท่า
ดังนั้น เชื่อว่าต่อไปนี้ก็คงจะได้เห็นตำรวจราจรตั้งด่านสกัด “คนพิมพ์และขับ” ด้วยซะแล้ว เพราะปัจจุบันคนเมาไม่ได้เป็นภัยบนท้องถนนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
เดวิด โฮซานสกี เจ้าหน้าที่องค์การบริหารความปลอดภัยทางถนนของสหรัฐ ชี้ว่า ผู้ที่ชอบพิมพ์ข้อความขณะขับรถจะไม่มองถนนเฉลี่ยราว 4.6 วินาทีต่อข้อความ ซึ่งหากขับด้วยความเร็ว 55 ไมล์ต่อชั่วโมง ก็เท่ากับว่าขับรถในระยะทางเท่าขนาดสนามฟุตบอลโดยที่ไม่มองถนนด้านหน้าแม้แต่วินาทีเดียว!
เรียกได้ว่าเป็นการขับรถโดยไม่มีสตินั่นเอง
ทั้งนี้ แม้สมาร์ตโฟนจะนำมาซึ่งภัยอันตรายมากมาย ทว่าก็ต้องไม่ลืมว่าโทรศัพท์มือถือนั้นเป็นเพียงแค่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของมนุษย์ หากผู้ใช้รู้จักวิธีใช้ที่ถูกต้อง และใช้ในช่วงเวลาที่เหมาะสม ถูกกาลเทศะ สมาร์ตโฟนก็จะไม่มีพิษมีภัยอย่างแน่นอน
ก็ได้แต่หวังว่าเรื่องราวสะเทือนขวัญเหล่านี้จะเป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้ผู้คนใช้โทรศัพท์มือถือด้วยความระมัดระวังมากขึ้น
เพราะเชื่อว่าคงไม่มีข้อความหรือโทรศัพท์ใดที่สำคัญเร่งด่วนถึงขนาดที่จะต้องเสี่ยงเอาชีวิตเป็นเดิมพันอย่างแน่นอน
แถมหากพลาดพลั้งขึ้นมา ภาพที่เห็นอาจไม่โชคดีเป็นแค่คลิปวิดีโอขำๆ แสดงความเปิ่นของเจ้าของสมาร์ตโฟนก็เป็นได้







