
'กรีซ'เล็งเลือกตั้งใหม่ ยูโรโซนลั่นไม่ไล่ออกจากสมาชิก
อียูวิกฤตหนัก กรีซเล็งเลือกตั้งรอบใหม่ หลังซ้ายจัดล้มแผนตั้งรัฐบาล “คนนอก” ขณะที่ทั่วยุโรปเดินหน้าถดถอย แต่เยอรมนียังรอด
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
อียูวิกฤตหนัก กรีซเล็งเลือกตั้งรอบใหม่ หลังซ้ายจัดล้มแผนตั้งรัฐบาล “คนนอก” ขณะที่ทั่วยุโรปเดินหน้าถดถอย แต่เยอรมนียังรอด
อีแวนเจลอส เวนิซาลอส ผู้นำพรรคสังคมนิยมปาซกของกรีซ เปิดเผยเมื่อวันที่ 15 พ.ค. ว่า กรีซจะจัดการเลือกตั้งรอบใหม่ หลังการประชุมหารือระหว่างประธานาธิบดี กาโรลอส ปาปูลิอาส แห่งกรีซ และบรรดาผู้นำพรรคการเมืองหลักที่ชนะการเลือกตั้งเพื่อจัดตั้งรัฐบาล “เทคโนแครต” หรือรัฐบาลที่ไม่มีนักการเมือง ล้มเหลวลงโดยที่ไม่ได้ข้อสรุปใดๆ
“กรีซจำต้องผ่านกระบวนการเลือกตั้งกันอีกครั้งในไม่อีกกี่วันข้างหน้า ในขณะที่กรีซกำลังอยู่ในภาวะที่ย่ำแย่มาก” เวนิซาลอส กล่าว
รายงานระบุว่า ประธานาธิบดีปาปูลิอาส เตรียมเรียกหารือบรรดาผู้นำการเมืองทุกพรรคในวันที่ 16 พ.ค. เวลา 10.00 น. เพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราว เพื่อบริหารงานจนกว่าที่จะมีการจัดการเลือกตั้งรอบใหม่ ซึ่งคาดว่าน่าจะมีขึ้นในวันที่ 10 หรือ 17 มิ.ย. นี้
ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีปาปูลิอาส ได้เปิดประชุมผู้นำพรรคการเมืองหลักที่ชนะการเลือกตั้ง หาทางออกวิกฤตการเมืองครั้งสำคัญของประเทศยื่นข้อเสนอจัดตั้งรัฐบาล “เทคโนแครต” หรือรัฐบาลที่ไม่มีนักการเมืองเมื่อวันที่ 15 พ.ค. หลังจากไม่มีพรรคการเมืองใดฟอร์มทีมรัฐบาลได้สำเร็จนับตั้งแต่การเลือกตั้งเสร็จสิ้นไปเมื่อเกือบ 2 สัปดาห์ก่อน
ข้อเสนอการจัดตั้งรัฐบาลเทคโนแครตดังกล่าว ซึ่งจะผลักดันให้บรรดาบุคคลที่ไม่ใช่นักการเมืองขึ้นมาดำรงตำแหน่งในรัฐบาลนั้นมีขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาความไม่ลงรอยกันของพรรคการเมืองต่างๆ ที่ยังไม่สามารถเจรจาจัดตั้งกันได้ ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อการรับความช่วยเหลือทางการเงินจากยุโรปและไอเอ็มเอฟ
อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอดังกล่าวล้มเหลวอีกครั้ง หลังจากพรรคไซริซา ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายซ้ายจัดที่ต่อต้านแผนรัดเข็มขัดได้ประกาศลั่นปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าวในทันที พร้อมออกโรงเรียกร้องให้มีการจัดการเลือกตั้งครั้งใหม่ขึ้น และแสดงความมั่นใจว่าพรรคจะสามารถเอาชนะการเลือกตั้งรอบใหม่ได้อย่างแน่นอน
ไซริซา ซึ่งในขณะนี้ถูกยกให้เป็นตัวเก็ง หลังได้รับคะแนนนิยมสูงสุดจากผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน ระบุว่าแผนการเสนอให้มีการจัดตั้งรัฐบาลเทคโนแครตนั้น เป็นเพียงแผนการลับที่จะเปิดช่องให้มีการประกาศแผนรัดเข็มขัดเพิ่มเติมตามคำเรียกร้องของอียูและไอเอ็มเอฟ ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนชาวกรีซไม่เห็นด้วย
ทั้งนี้ สถานการณ์การเมืองกรีซได้เข้าสู่ภาวะสุญญากาศ เมื่อไม่มีพรรคการเมืองใดสามารถฟอร์มรัฐบาลชุดใหม่หลังการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้สำเร็จ เนื่องจากพรรคการเมืองฝ่ายซ้ายปฏิเสธเข้าร่วมตั้งรัฐบาล เพราะไม่เห็นด้วยเรื่องแผนรัดเข็มขัดเพื่อตัดลดหนี้ของประเทศ
ทั้งนี้ เศรษฐกิจกรีซได้เข้าสู่ภาวะถดถอยติดต่อกันเป็นปีที่ 5 โดยเศรษฐกิจในไตรมาสแรกของปีนี้หดตัว 6.2% ขณะที่ในไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้วเศรษฐกิจหดตัวอย่างรุนแรง 7.5%
กระนั้นก็ตาม ทางด้าน ฌอง-คล็อด จุงเกอร์ ประธานกลุ่มรัฐมนตรีคลังยูโรโซนยืนยันหลังการประชุมกลุ่มรัฐมนตรีคลังยูโรโซนที่กรุงบรัสเซลส์ ว่า กระแสข่าวลือที่ว่ากรีซจะออกจากยูโรโซนนั้นเป็นเพียงแค่การโฆษณาชวนเชื่อและเรื่องไร้สาระ
“ผมไม่เคยจินตนาการแม้แต่วินาทีเดียวเลยถึงช่วงเวลาที่กรีซจะต้องออกจากยูโรโซน” จุงเกอร์ กล่าว โดยยืนยันว่า ผู้นำยูโรโซนต้องการให้กรีซอยู่ในยูโรโซนต่อไป และก็จะทำทุกวิถีทางเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม จุงเกอร์ เรียกร้องให้รัฐบาลชุดใหม่ของกรีซเดินหน้ารัดเข็มขัดและปฏิรูปการคลังต่อไปตามที่ได้สัญญาไว้เพื่อแลกกับเงินช่วยเหลือรอบสอง
วันเดียวกัน ฟรองซัวส์ บารอง รัฐมนตรีคลังฝรั่งเศสออกโรงเตือนระหว่างการให้สัมภาษณ์กับสถานีวิทยุยุโรป 1 ว่า หากกรีซต้องออกจากการเป็นสมาชิกยูโรโซนจริง ฝรั่งเศสอาจได้รับผลกระทบเป็นมูลค่าความเสียหายถึง 5 หมื่นล้านยูโร (ราว 2 ล้านล้านบาท) ซึ่งคือจำนวนเงินกู้ที่ฝรั่งเศสได้อัดฉีดในกองทุนแก้หนี้ของยุโรป
นอกจากนี้ ภาคธนาคารและบริษัทประกันภัยของฝรั่งเศส ซึ่งถือครองสินทรัพย์ของกรีซอาจต้องเผชิญกับการขาดทุนอย่างหนักอีกด้วย อย่างไรก็ตาม บารอง คาดการณ์ว่า ภาคธนาคารเหล่านั้นจะสามารถผ่านพ้นกับวิกฤตดังกล่าวได้
บารอง กล่าวอีกว่า ถึงแม้ว่ากรีซยังคงอยู่ในยูโรโซนต่อไป ประเทศสมาชิกอื่นๆ ก็ยังคงต้องได้รับผลกระทบทางการเงินอยู่ดี ทว่า หากกรีซยังอยู่อย่างน้อยก็ยังมีข้อดีคือ แต่ละประเทศจะได้แก้ปัญหาร่วมกัน
วันเดียวกัน ทางด้านสำนักงานสถิติแห่งชาติของสหภาพยุโรป (ยูโรสแตท) เปิดเผยว่า ผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) กลุ่มยูโรโซนในไตรมาสแรกของปี 2555 คงที่อยู่ที่ 0.0% ซึ่งเป็นระดับที่ดีกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าจะหดตัว -0.2% ทำให้ยูโรโซนสามารถหลีกเลี่ยงการเข้าสู่ภาวะถดถอยเชิงเทคนิคไปได้ หลังจากที่ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2554 เศรษฐกิจของประเทศยูโรโซนได้หดตัวไป 0.3%
ด้านจีดีพีของเยอรมนี ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในยูโรโซนขยายตัวอย่างแข็งแกร่งอยู่ที่ 0.5% ซึ่งดีขึ้นหลังจากที่เศรษฐกิจในไตรมาส 4 ของปีที่แล้วหดตัว 0.2% และดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะโตเพียง 0.2% อันเป็นผลมาจากแรงหนุนจากภาคการส่งออกที่แข็งแกร่ง
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจของประเทศอื่นๆ ในยูโรโซน ไม่ว่าจะเป็นฝรั่งเศส อิตาลี และกรีซ ต้องเผชิญกับภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจต่อไป โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติของฝรั่งเศส เปิดเผยว่า เศรษฐกิจของประเทศในไตรมาสแรกของปีนี้ขยายตัวอยู่ที่ 0% กระนั้นนักวิเคราะห์คาดว่า เศรษฐกิจของฝรั่งเศสจะเข้าสู่ภาวะถดถอยในไตรมาสหน้า ซึ่งถือเป็นข่าวร้ายต่อประธานาธิบดี ฟรองซัวส์ ออลลองด์ ที่เพิ่งเข้าพิธีสาบานตนขึ้นเป็นประธานาธิบดีฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 พ.ค.
ขณะเดียวกัน สำนักงานสถิติแห่งชาติอิตาลี เปิดเผยว่า อิตาลี ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 4 ของยุโรป เข้าสู่สภาวะถดถอยซ้ำ หลังเศรษฐกิจหดตัว 2 ไตรมาสติดต่อกัน โดยในไตรมาสแรกของปี 2555 หดตัวอยู่ที่ 0.8% ซึ่งแย่กว่าเมื่อไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้ว ซึ่งหดตัวอยู่ที่ 0.7% และต่ำกว่าที่มีการคาดการณ์ไว้ว่าจะหดตัวอยู่ที่ 0.6% อันเป็นผลจากมาตรการรัดเข็มขัดที่ส่งผลให้เศรษฐกิจหดตัวอย่างหนัก
ล่าสุด ทางด้าน มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชื่อดัง ประกาศปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือธนาคารของอิตาลี 26 แห่ง โดยให้เหตุผลว่า ภาคธนาคารดังกล่าวต้องเผชิญกับภาวะเสี่ยงสูงยิ่งขึ้นอันเนื่องจากวิกฤตหนี้ยุโรป
มูดี้ส์ ระบุว่า ธนาคารในอิตาลีเผชิญความท้าทายเพราะเศรษฐกิจอิตาลีกำลังเข้าสู่ภาวะถดถอย ประกอบกับมาตรการรัดเข็มขัดของรัฐบาลส่งผลให้ความต้องการกู้เงินน้อยลง ขณะที่ภาคธนาคารยังมีความเสี่ยงมากขึ้นด้านคุณภาพสินทรัพย์ของธนาคาร ประกอบกับผลกำไรที่อ่อนแอ และอาจทำให้การเข้าถึงตลาดเพื่อระดมทุนเป็นไปอย่างจำกัดมากยิ่งขึ้น







