
ว่างงานยูโรโซนพุ่ง สูงสุดในรอบ15ปี
ศก.ยูโรโซนดิ่งเหวต่อ หลังอัตราว่างงานพุ่งต่อเนื่องเป็นประวัติการณ์
ศก.ยูโรโซนดิ่งเหวต่อ หลังอัตราว่างงานพุ่งต่อเนื่องเป็นประวัติการณ์
สำนักงานสถิติแห่งชาติของสหภาพยุโรป (ยูโรสแตท) เปิดเผยว่า อัตราว่างงานของ 17 ประเทศสมาชิกยูโรโซนพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ที่ 10.9% ในเดือน มี.ค. จาก 10.8% เมื่อเดือน ก.พ. ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงในรอบ 15 ปีทีเดียว ส่งสัญญาณอันตรายว่า วิกฤตหนี้สาธารณะยุโรปเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ดังที่เห็นได้จากในขณะนี้ ประเทศสมาชิกเกือบครึ่งตกอยู่ในสภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจ
อัตราการว่างงานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้น ยังกลายเป็นแรงกดดันโดยปริยายต่อบรรดาผู้นำชาติยุโรปต้องเร่งปรับเปลี่ยนนโยบายการแก้วิกฤตหนี้ ด้วยการกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจแทนการใช้มาตรการรัดเข็มขัดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
ทั้งนี้ สเปนเป็นประเทศที่มีอัตราว่างงานสูงที่สุดในยูโรโซนอยู่ที่ 24.1% โดยมีอัตราว่างงานของเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 25 ปี ถึง 51.1% ขณะที่ กรีซ ซึ่งเป็นประเทศที่เผชิญกับวิกฤตหนี้ครั้งรุนแรงที่ต้องได้รับความช่วยเหลือด้านการเงินจากนานาชาติถึง 2 ครั้ง มีอัตราว่างงานสูงอยู่ที่ 21.7%
ขณะเดียวกันอัตราว่างงานอิตาลี ซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 4 ของยูโรโซนพุ่งสูงสุดทุบสถิติอยู่ที่ 9.8% ในเดือน มี.ค. เพิ่มขึ้นจาก 9.6% ในเดือน ก.พ.ชี้ให้เห็นว่า ชาวอิตาลีกำลังหางานในเดือน มี.ค. มีจำนวนสูงถึง 2.506 ล้านคน
นอกจากนี้ ถึงแม้ว่าอัตราว่างงานของประเทศในสหภาพยุโรป ซึ่งหมายรวมถึงอังกฤษและโปแลนด์จะยังคงที่อยู่ที่ 10.2% ในเดือน ก.พ. แต่ยังถือว่าเป็นระดับที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับเดือน ก.พ.ปีที่แล้วที่มีเพียง 9.4%
ไมเคิล ฮิวสัน นักวิเคราะห์ประจำซีเอ็มซี มาร์เก็ตส์ มองว่า อัตราว่างงานที่พุ่งสูงจะสร้างแรงกดดันต่อผู้นำชาติยุโรปที่ประสบปัญหาว่างงานสูง พร้อมเรียกร้องให้ผ่อนปรนแผนรัดเข็มขัดจากผู้นำประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะเยอรมนี
อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้สูงว่าบรรดานักการเมืองเยอรมนีจะคัดค้านการผ่อนปรนมาตรการดังกล่าว เพราะในขณะนี้วิกฤตเศรษฐกิจอันเลวร้ายเกิดขึ้นอยู่ภายนอกประเทศของตน
ขณะเดียวกัน เอสแอนด์พี สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือปรับเพิ่มสถานะความน่าเชื่อถือของกรีซจากระดับผิดนัดชำระหนี้บางส่วน หลังกรีซสามารถบรรลุแผนสวอปหนี้ เพื่อตัดลดหนี้กับเจ้าหนี้ภาคเอกชนได้สำเร็จ อย่างไรก็ตาม เอสแอนด์พียังเตือนว่า ยอดหนี้สาธารณะกรีซยังคงอยู่ในระดับสูง และยังเสี่ยงที่จะต้องได้รับความช่วยเหลือทางการเงินจากนานาชาติอีกระลอก







