posttoday
จีนโต้แผนยุทธศาสตร์เน้น'พัฒนา-ไม่ครอบงำ'แนะไทยเชื่อมั่นกล้าลงทุน

จีนโต้แผนยุทธศาสตร์เน้น'พัฒนา-ไม่ครอบงำ'แนะไทยเชื่อมั่นกล้าลงทุน

01 พฤษภาคม 2555

จีนโต้ข้อกล่าวหาชาติตะวันตก ยันแผนยุทธศาสตร์ฉบับ 12 ไม่ครอบงำเอเชีย มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจร่วมกันอย่างสันติ

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

จีนโต้ข้อกล่าวหาชาติตะวันตก ยันแผนยุทธศาสตร์ฉบับ 12 ไม่ครอบงำเอเชีย มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจร่วมกันอย่างสันติ พร้อมแนะไทยต้องกล้าพัฒนาสู่ศูนย์กลางของภูมิภาค

เต็งเสวยเหลียง ศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีฮ่องกงและศาสตราจารย์พิเศษประจำมหาวิทยาลัยปักกิ่ง มหาวิทยาลัยชิงหัว และมหาวิทยาลัยเจ้อเจียงของจีน กล่าวบรรยายระหว่างโครงการสัมมนา “การผงาดขึ้นของจีนในศตวรรษที่ 21 : โอกาสและท้าทาย” ในฐานะวิทยากรพิเศษ ว่า การเปลี่ยนรูปโฉมรูปแบบการพัฒนาทางเศรษฐกิจของจีนตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 12 ของจีน เป็นการเน้นการพัฒนาทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่เป็นไปอย่างสันติ โดยไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อผงาดขึ้นมาแผ่อิทธิพลหรือคุกคามประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแต่อย่างใด

เต็งเสวยเหลียง กล่าวว่า ในปัจจุบันจีนพัฒนาประเทศอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ดังที่เห็นได้จากข้อมูลทางเศรษฐกิจหลายชิ้นบ่งชี้ให้เห็นว่าจีนมีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม จีนไม่ต้องการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อขึ้นสู่ความเป็นผู้นำของโลก เพื่อเข้ามาคุกคามหรือครอบงำประเทศอื่นๆ แต่จีนต้องการที่จะมีส่วนร่วมช่วยให้ประเทศต่างๆ สามารถพัฒนาเศรษฐกิจให้มีความทัดเทียมกัน

จีนโต้แผนยุทธศาสตร์เน้น'พัฒนา-ไม่ครอบงำ'แนะไทยเชื่อมั่นกล้าลงทุน

 

พร้อมกันนี้ เต็งเสวยเหลียง ยังได้เสนอแนะให้แต่ละประเทศนำยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลจีนใช้เพื่อพัฒนานคร “ฉงชิ่ง” เขตเมืองท่าปลอดภาษีใหญ่ที่สุดในเขตตะวันตกของจีนไปประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของตนเองได้อีกด้วย

ทั้งนี้ โครงการ “ฉงชิ่ง” ถือเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์สำคัญของจีนในการลดช่องว่างทางรายได้ของมณฑลในเขตตะวันออกและตะวันตกของจีนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดโครงการหนึ่ง

ขณะเดียวกัน วิบูลย์ ตั้งกิตติภาภรณ์ ที่ปรึกษาอธิการบดีมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพสังคมและเศรษฐกิจจีน กล่าวว่า การผงาดขึ้นมาของจีนเป็นมหาอำนาจของโลก จะส่งผลดีต่อไทยในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านเศรษฐกิจ

ดังที่เห็นได้จากหนึ่งในยุทธศาสตร์ความมั่นคงและสันติภาพของจีนระบุไว้ชัดเจนว่า จีนจะให้ความสำคัญต่อชายแดนเป็นอันดับแรก ส่งสัญญาณให้เห็นว่าจีนจะเร่งเดินหน้าฟื้นความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านให้มีความเข้มแข็ง

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าจีนจะรายล้อมไปด้วยประเทศเพื่อนบ้านหลายชาติที่จีนสามารถดำเนินการค้าร่วมกันได้ ทว่าในปัจจุบันจีนยังคงมีความขัดแย้งกับหลายๆ ชาติอยู่ โดย วิบูลย์ ได้ยกตัวอย่างประเทศเพื่อนบ้านทางด้านทิศตะวันออกของจีน เช่น ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ซึ่งยังถือว่าเป็น “ออกดุร้าย” หรือประเทศเพื่อนบ้านทางทิศตะวันออกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง

สาเหตุดังกล่าวจึงถือเป็นการเปิดทางให้จีนจำเป็นต้องลงมาทำการค้ากับประเทศที่อยู่ทางทิศใต้ของประเทศ ซึ่งหมายรวมถึงไทยนั่นเอง

“เมื่อก่อนเราอาจจะพูดว่า ไทยกับจีนเป็นพี่น้องกัน แต่คำพูดดังกล่าวได้เปลี่ยนไปแล้ว เพราะในขณะนี้ไทยคือหนึ่งในประเทศที่จีนไว้ใจและพร้อมที่จะเข้ามาลงทุน” วิบูลย์ กล่าว

นอกจากนี้ วิบูลย์ ให้ความเห็นในประเด็นข้อกล่าวหาที่ชาติตะวันตกมองว่าจีนพยายามเข้ามาคุกคามและแผ่อิทธิพลในภูมิภาคเอเชียมากขึ้น ว่า การออกมาตรการตอบโต้การค้าจีนของสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็นการออกมาตรการป้องกันการทุ่มตลาดกับสินค้าจีนที่ส่งไปจำหน่ายในสหรัฐหรือการออกมาตรการป้องกันการอุดหนุนของรัฐบาลจีนเพื่อทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าถูกลง กลายเป็นแรงผลักดันที่ทำให้ฐานการผลิตของจีนเริ่มทยอยย้ายออกนอกประเทศ เนื่องจากไม่สามารถทำการค้ากับสหรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพและเท่าเทียมกันได้อีกต่อไป

วิบูลย์ มองว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวส่งผลให้บรรดานักธุรกิจ ซึ่งหมายรวมถึงรัฐบาลจีน เริ่มหันมาลงทุนและปล่อยสินเชื่อในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะไทย ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญของระบบโลจิสติกส์และจุดเชื่อมระเบียงเศรษฐกิจมหาสมุทรอินเดียแปซิฟิกและในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงมากยิ่งขึ้น

ดังที่เห็นได้จาก ในขณะนี้จีนกำลังดำเนินการเพิ่มวงเงินสินเชื่อเพื่อการลงทุนก่อสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานและโทรคมนาคมในประเทศอาเซียนเพิ่มเติมอีก 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งประกอบด้วยสินเชื่อเงื่อนไขพิเศษจำนวน 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

ด้าน ก่วนมู่ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย มองว่า การเข้ามาของจีนที่เพิ่มมากขึ้นถือเป็นโอกาสอันดีของไทย

อย่างไรก็ตาม ก่วนมู่ ออกโรงเรียกร้องให้ไทยเปลี่ยนทัศนคติและมีความมั่นใจในการออกมาตรการเพื่อดำเนินการพัฒนาทางเศรษฐกิจมากขึ้น เพราะโดยส่วนตัวเชื่อว่าไทยไม่ใช่ประเทศขนาดเล็ก ประกอบกับมีสภาพเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ซึ่งอาจเทียบเท่ากับเกาหลีใต้และสิงคโปร์

“ผมอยากเห็นไทยมีบทบาทมากขึ้นในภูมิภาคนี้ และผมเชื่อว่าในอีก 10-15 ปีข้างหน้า ไทยจะเปลี่ยนแปลงอย่างมาก หลังไทยและจีนร่วมมือทางเศรษฐกิจมากขึ้น” ก่วนมู่ กล่าว

 

ข่าวล่าสุด

ไทยสร้างประวัติศาสตร์เจ้าภาพ IMF-World Bank 2026 เปิด 5 ข้อคิด เชื่อมโยงโลก

ไทยสร้างประวัติศาสตร์เจ้าภาพ IMF-World Bank 2026 เปิด 5 ข้อคิด เชื่อมโยงโลก