
"เฟด" ร้องแบงก์เพิ่มทุน รับมือวิกฤตหนี้ IIF เตือน ยิ่งรัดเข็มขัด ศก.อียูยิ่งดิ่ง
เฟดร้องภาคธนาคารเพิ่มเงินทุนสำรอง หวั่นวิกฤตหนี้ยุโรปลาม ด้าน ไอไอเอฟ ร้องรัฐบาลยูโรโซน ผ่อนปรนมาตรการรัดเข็มขัด ต้นเหตุทำเศรษฐกิจภูมิภาคดิ่งเหว
เฟดร้องภาคธนาคารเพิ่มเงินทุนสำรอง หวั่นวิกฤตหนี้ยุโรปลาม ด้าน ไอไอเอฟ ร้องรัฐบาลยูโรโซน ผ่อนปรนมาตรการรัดเข็มขัด ต้นเหตุทำเศรษฐกิจภูมิภาคดิ่งเหว
เบน เบอร์แนนคี ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ออกโรงเรียกร้องให้บรรดาสถาบันการเงินในประเทศเพิ่มปริมาณการถือเงินทุนสํารองกันชนสูงขึ้นอย่างเร่งด่วน เพื่อรักษาระบบการเงินของประเทศให้มีเสถียรภาพ ท่ามกลางวิกฤตหนี้สาธารณะยุโรปที่มีความรุนแรงและเศรษฐกิจสหรัฐที่ยังชะลอตัว
เบอร์แนนคี กล่าวว่า เศรษฐกิจสหรัฐยังคงไม่ฟื้นตัวอย่างเต็มที่หลังจากที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการเงินอย่างหนัก ผู้กำหนดนโยบายของเฟดจึงจำเป็นต้องหาหนทางที่จะเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับภาคธนาคาร จึงเป็นสาเหตุให้ผู้กำหนดนโยบายของเฟดจำเป็นต้องดำเนินการออกนโยบายบังคับให้สถาบันการเงินในประเทศเพิ่มทุนสำรองกันชนขึ้นอีก ถึงแม้ว่าสถาบันการเงินเหล่านั้นอาจต้องใช้เวลานานในการเพิ่มทุนเพื่อป้องกันความเสี่ยงและลดความผันผวนของตลาดที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต
“เราจำเป็นต้องเพิ่มเงินทุนสำรองส่วนเพิ่ม ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ใหม่ของบาเซิล 3 เพื่อรักษาระบบการเงินให้มีเสถียรภาพ” เบอร์แนนคี กล่าวระหว่างการประชุมเฟดที่เมืองแอตแลนตา มลรัฐจอร์เจีย ของสหรัฐ
ทั้งนี้ ภายใต้หลักเกณฑ์ใหม่ของบาเซิล 3 (Basel III) กำหนดให้สถาบันการเงินต่างๆ ต้องเพิ่มสัดส่วนเงินทุนสำรองที่มีคุณภาพขึ้นเป็น 7% ประกอบด้วย เงินกองทุนชั้นที่ 1 ในอัตรา 4.5% ซึ่งเพิ่มจากเดิม 2% ในปัจจุบัน พร้อมกับสำรองเงินทุนส่วนเพิ่ม (Buffer Capital) อีก 2.5% โดยหลักเกณฑ์ดังกล่าวมีเป้าหมายเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ระบบธนาคารโลก ให้มีความยั่งยืนและสามารถรองรับการเกิดวิกฤตในอนาคต โดยไม่จำเป็นต้องเป็นภาระของงบประมาณรัฐบาล
ทั้งนี้ การเพิ่มปริมาณทุนสำรองของธนาคารเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการดำเนินธุรกิจกรณีเกิดวิกฤตเศรษฐกิจที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต กลายเป็นประเด็นที่มีการโต้เถียงเป็นอย่างมาก ดังที่เห็นได้จากสถาบันการเงินระหว่างประเทศ (ไอไอเอฟ) ซึ่งเป็นองค์กรของกลุ่มสถาบันการเงินต่างๆ ทั่วโลก ออกมาเรียกร้องให้ผู้กำหนดนโยบายของเฟดหยุดแทรกแซงเข้ามากำหนดนโยบายการบริหารงานของสถาบันการเงิน เพราะการกระทำดังกล่าวถือเป็นอุปสรรคต่อการกระตุ้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ
“การกำหนดมาตรฐานของการลงทุนระหว่างทรัพย์สินที่ลงทุนหมุนเวียนกับหนี้สินหมุนเวียนที่เข้มงวด และการกำหนดให้มีการประกันสภาพคล่องไป จนถึงการออกกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่จำกัดการดำเนินงานของธนาคาร ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้ธนาคารสามารถปล่อยกู้ให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือนน้อยลง ซึ่งถือเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก” รายงานของไอไอเอฟ ระบุ
ขณะเดียวกัน ไอไอเอฟ ได้ออกรายงานฉบับล่าสุดถึงคณะกรรมการการเงินและการคลังระหว่างประเทศ และคณะกรรมการด้านการพัฒนาของไอเอ็มเอฟและธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ก่อนหน้าที่จะมีการประชุมในวันที่ 2022 เม.ย. เรียกร้องให้รัฐบาลประเทศต่างๆ ในยูโรโซนผ่อนคลายมาตรการรัดเข็มขัดประเทศเพื่อตัดลดหนี้สาธารณะของประเทศโดยเร่งด่วน เนื่องจากมาตรการรัดเข็มขัดอันเข้มงวดกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้เศรษฐกิจในภูมิภาคชะลอตัวลง
ชาร์ลส์ ดัลลารา หัวหน้าไอไอเอฟ กล่าวว่า รัฐบาลประเทศยูโรโซนควรประกาศใช้นโยบายทางการคลังที่แตกต่างกันตามสภาพเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้มาตรการรัดเข็มขัดที่มากเกินไป
พร้อมกันนี้ ไอไอเอฟยังเรียกร้องให้เยอรมนี ซึ่งเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาค เร่งกระตุ้นการใช้จ่ายของภาคประชาชนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ประกอบกับเรียกร้องให้ผู้นำรัฐบาลยูโรโซนขยายวงเงินกองทุนแก้วิกฤตหนี้ยุโรปจาก 5 แสนล้านยูโร เป็น 8 แสนล้านยูโร ตามที่ได้บรรลุข้อตกลงกันไว้โดยเร็วที่สุดเพื่อป้องกันวิกฤตหนี้ลุกลาม
“มาตรการรัดเข็มขัดของรัฐบาลประเทศยูโรโซนส่งผลให้ความต้องการบริโภคในประเทศหดตัวลดลงอย่างรุนแรง จึงถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจำเป็นต้องเปลี่ยนหันมาใช้นโยบาย เป็นการใช้นโยบายดุลการคลังเชิงโครงสร้างแทน” ดัลลารา กล่าว
ขณะเดียวกัน องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) เปิดเผยว่า ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจบ่งชี้กิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ปรับตัวดีขึ้น ส่งสัญญาณให้เห็นว่าเศรษฐกิจสหรัฐและญี่ปุ่นเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เศรษฐกิจฝั่งยุโรปก็ปรับตัวดีขึ้น แต่อยู่ในระดับช้าๆ
นอกจากนี้ เศรษฐกิจของประเทศตลาดเกิดใหม่ชั้นนำอย่างบราซิล อินเดีย รัสเซีย และจีน ก็ส่งสัญญาณดีขึ้นจากเมื่อเดือนที่แล้วเช่นเดียวกัน







