
ไทยศก.เกิดใหม่เสี่ยงจมน้ำ
วิจัยชี้ประเทศตลาดเกิดใหม่ เสี่ยงอ่วมน้ำท่วม เสียหายหนักกว่าไทย
วิจัยชี้ประเทศตลาดเกิดใหม่ เสี่ยงอ่วมน้ำท่วม เสียหายหนักกว่าไทย
สวิส รี บริษัทประกันภัยของสวิตเซอร์แลนด์ เปิดเผยผลวิจัยที่มีชื่อว่า “ความหายนะทางธรรมชาติและภัยพิบัติที่เกิดจากมนุษย์ในปี 2554” ซึ่งทำการศึกษาความเสี่ยงต่อเหตุอุทกภัยของประเทศตลาดเกิดใหม่ทั่วโลก ด้วยการเปรียบเทียบความเสียหายที่เกิดขึ้นจากเหตุอุทกภัยครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบ 50 ปีของไทยเมื่อปี 2554 พบว่า ประเทศตลาดเกิดใหม่ทั่วโลกมีความเสี่ยงที่จะได้รับความเสียหายทางเศรษฐกิจจากเหตุอุทกภัยรุนแรงมากกว่าที่ไทยต้องเผชิญเมื่อปีที่แล้ว
รายงานระบุว่า จีนขึ้นแท่นเป็นประเทศตลาดเกิดใหม่ที่มีความเสี่ยงที่จะได้รับความเสียหายจากเหตุน้ำท่วมมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ตามด้วยกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่รายใหญ่ของโลก (บริกส์) ที่เหลือ ได้แก่ บราซิล รัสเซีย และอินเดีย
ขณะที่ ไทย อยู่ในอันดับที่ 7 ถึงแม้ว่าเหตุน้ำท่วมเมื่อปีที่แล้วสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจ ทุบสถิติสูงที่สุดถึง 1.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.6 หมื่นล้านบาท)
ด้านคาซัคสถานและอาเซอร์ไบจาน ถูกจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงเสียหายเช่นเดียวกัน อันเป็นผลมาจากทั้งสองประเทศมีการเติบโตเศรษฐกิจแข็งแกร่งขึ้นมาก และยอดการลงทุนจากต่างประเทศในภาคส่วนทรัพยากรน้ำมันและก๊าซเพิ่มมากขึ้น
ขณะที่ เวียดนาม ซึ่งรั้งอันดับที่ 10 อาจถูกปรับอันดับขึ้นมาเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น หลังจากที่บริษัทญี่ปุ่นบางส่วนดำเนินการย้ายฐานการผลิตจากไทยมาอยู่ที่เวียดนามเพิ่มมากขึ้น
สวิส รี กล่าวว่า อุตสาหกรรมยานยนต์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ล้วนได้รับความเสียหายอย่างหนักจากเหตุน้ำท่วมในไทย ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของห่วงโซ่อุปทานที่ต้องนำมาคำนวณเพื่อหาความเสี่ยงต่ออุตสาหกรรม
รายงานระบุว่า รัฐบาลและบริษัทประกันภัยต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศตลาดเกิดใหม่ ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ควรให้ความสำคัญในการออกมาตรการป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นจากหายนะทางธรรมชาติ พร้อมออกมาตรการบรรเทาภัยที่ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ขณะที่ อุตสาหกรรมประกันภัยควรศึกษาและจัดการความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นต่อระบบห่วงโซ่อุปทานแบบองค์รวมอีกด้วย
ทั้งนี้ ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2554 เช่น เหตุแผ่นดินไหวและสึนามิในญี่ปุ่นและน้ำท่วมใหญ่ในไทย สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลกสูงเป็นประวัติการณ์คิดเป็นมูลค่าราว 3.7 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 111 ล้านล้านบาท)







