
พม่ามาแรง!เร่งดึงทุนนอก-เชิญนานาชาติจับตาเลือกตั้ง
ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ความเคลื่อนไหวที่ร้อนแรงที่สุดคงหนีไม่พ้นข่าวคราวของประเทศเพื่อนบ้านของไทยอย่างพม่า
ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ความเคลื่อนไหวที่ร้อนแรงที่สุดคงหนีไม่พ้นข่าวคราวของประเทศเพื่อนบ้านของไทยอย่างพม่า ซึ่งกำลังเร่งปฏิรูปประเทศสู่ความเป็นประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดพม่าออกมาประกาศว่ากำลังเตรียมจะเปิดเสรีการค้าการลงทุนแก่ต่างชาติครั้งใหญ่ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ด้วยการร่างกฎหมายการลงทุนขึ้นใหม่ หวังสร้างความมั่นใจแก่ต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุน
ร่างกฎหมายดังกล่าวซึ่งต้องได้รับการเห็นชอบจากรัฐสภาและประธานาธิบดี จะเปิดทางให้นักลงทุนต่างชาติสามารถเป็นเจ้าของกิจการที่ลงทุนได้ 100% โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนร่วมหุ้นกับนักลงทุนท้องถิ่นอีกต่อไป แต่หากมีความต้องการจะร่วมลงทุนกับคนในท้องถิ่นหรือหน่วยงานรัฐบาลนั้น จะต้องมีทุนจากต่างชาติเข้าร่วมอย่างน้อย 35% พร้อมกับให้สิทธิพิเศษด้านภาษีแก่กิจการต่างชาติที่เริ่มเข้าไปลงทุนด้วยการเว้นภาษีเป็นระยะเวลานาน 5 ปี นับตั้งแต่เริ่มเข้าไปดำเนินกิจการอีกด้วย
นอกจากนี้ พม่ายังเตรียมเปิดทางให้นักลงทุนต่างชาติสามารถเช่าที่ดินจากภาครัฐและเอกชนที่ได้รับอนุญาตแล้ว โดยในเบื้องต้นการเช่าที่ดินจะให้สิทธิการเช่าได้นานสุด 30 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดของที่ดินและชนิดกิจการที่เข้าไปลงทุนด้วย สำหรับการต่อระยะเวลาการเช่าจะกระทำได้ 2 ครั้ง ครั้งละ 15 ปี
อย่างไรก็ตาม ในร่างกฎหมายฉบับใหม่นี้ไม่อนุญาตให้ผู้ลงทุนจากต่างชาตินำแรงงานไร้ทักษะที่ไม่ใช่ชาวพม่าเข้ามาในประเทศ อีกทั้งยังกำหนดไว้ว่า ภายใน 5 ปี แรงงานชาวพม่าที่ทำงานอยู่ในบริษัทของต่างชาติอย่างน้อย 25% จากทั้งหมดที่จ้างอยู่จะต้องกลายเป็นแรงงานที่มีทักษะ โดยมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมการพัฒนาแรงงานพม่าให้เป็นแรงงานที่มีทักษะมากขึ้นอีกด้วย พร้อมกับตั้งเป้าว่า ภายใน 10 ปี แรงงานพม่าที่จ้างอยู่จะต้องเป็นแรงงานที่มีทักษะอย่างน้อย 50% และ 75% ภายใน 15 ปี ตามลำดับ
ขณะเดียวกัน รัฐบาลพม่าเปิดเผยว่า จะอนุญาตให้คณะผู้สังเกตการณ์จากสหรัฐ สหภาพยุโรป (อียู) องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) และประเทศสมาชิกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) รวม 44 คน เข้าร่วมจับตาความเคลื่อนไหวการเลือกตั้งซ่อมในพม่าที่จะมีขึ้นในวันที่ 1 เม.ย.นี้ เพื่อหวังสร้างความเชื่อมั่นต่อนานาชาติว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะอยู่บนพื้นฐานของความโปร่งใสและยุติธรรม หลังการเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อปี 2553 ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่ามีการทุจริตอย่างกว้างขวาง
วิกฤตหนี้ยุโรปยังไม่จบ กรีซส่อกู้เพิ่ม
ขณะเดียวกัน ด้านวิกฤตหนี้สาธารณะของฝั่งยุโรปส่อแววว่าจะยืดเยื้ออย่างต่อเนื่อง หลังกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) และธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) หรือทีมตรวจการณ์ทรอยกา เปิดเผยรายงานว่า รัฐบาลกรุงเอเธนส์อาจไม่สามารถดำเนินแผนรัดเข็มขัดหรือปฏิรูปโครงสร้างทางการเงินเพื่อตัดลดหนี้สาธารณะได้สำเร็จตามเป้า เนื่องจากกรีซต้องเผชิญอุปสรรคหลายประการ เช่น การเปลี่ยนขั้วทางการเมืองจากการเลือกตั้งทั่วไปซึ่งจะมีขึ้นในช่วงเดือน เม.ย. ซึ่งจะส่งผลให้กรีซอาจต้องขอรับเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศเพิ่มเติมอีกในอนาคต
ทั้งนี้ กรีซจำเป็นต้องตัดลดหนี้สาธารณะให้ได้อยู่ที่ 116.5% ของผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ภายในปี 2563 ซึ่งทางทีมทรอยกามองว่ากรีซจะสามารถลดหนี้ได้เพียง 145.5% ของจีดีพี แม้ว่ากรีซจะสามารถบรรลุแผนสวอปหนี้กับเจ้าหนี้ภาคเอกชนแล้วก็ตาม
นอกจากนี้ ธนาคารกลางกรีซคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจประเทศปีนี้จะถดถอยรุนแรงอีก 4.5% ซึ่งถือว่าติดต่อกันเป็นปีที่ 5 และอัตราว่างงานจะยังพุ่งสูงที่ระดับ 19% แต่ยังเชื่อว่าเศรษฐกิจจะสามารถฟื้นตัวได้ในปี 2556
ขณะเดียวกัน เบน เบอร์แนนคี ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ออกโรงเตือนว่า แม้ว่ากรีซสามารถดำเนินการรัดเข็มขัดเพื่อตัดลดหนี้ตามเงื่อนไขการรับเงินช่วยเหลือ และบรรลุแผนสวอปกับเจ้าหนี้ภาคเอกชนได้สำเร็จ ทว่ากองทุนตราสารทางการเงินของสหรัฐ ซึ่งทางยุโรปถือครองอยู่ราว 35% ยังคงมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบ หากวิกฤตหนี้กลับมาทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง
พร้อมกันนี้ ประธานเฟดยังกล่าวเตือนผู้นำประเทศต่างๆ ในยุโรป ให้ดำเนินการตามนโยบายทางการเงินอันเข้มงวดอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบธนาคาร และสร้างเกราะป้องกันไม่ให้วิกฤตหนี้ลุกลามไปยังประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค
ฝรั่งเศสสะท้าน จับตายมือปืนกราดยิง 7 ศพ
ขณะเดียวกัน เกิดเหตุสะเทือนขวัญไปทั่วโลก หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจและทีมจู่โจมฝรั่งเศสสามารถจับตาย โมฮัมเหม็ด เมราห์ ชายชาวฝรั่งเศสเชื้อสายแอลจีเรีย วัย 23 ปี ซึ่งเป็นผู้ต้องหาก่อเหตุบุกยิงอุกอาจ 3 ครั้งซ้อนที่เมืองตูลูส ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 7 คน ซึ่งในจำนวนนั้นเป็นเด็กเล็ก 3 คน ได้เป็นผลสำเร็จ ยุติปฏิบัติการปิดล้อมที่กินเวลานานกว่า 32 ชั่วโมง
เมราห์ เปิดฉากยิงต่อสู้อย่างดุเดือด หลังตำรวจกว่า 300 นายพร้อมอาวุธครบมือปิดล้อมอาคารที่เมืองตูลูส โดยคนร้ายกระโดดหนีออกจากอาคารที่ซ่อน โดยที่ยังถืออาวุธอยู่ในมือและยิงสวนกลับตำรวจ ก่อนตกลงมาเสียชีวิตคาที่
ตำรวจฝรั่งเศส เปิดเผยว่า เมราห์ ซึ่งอ้างตนว่าเคยฝึกการต่อสู้กับกลุ่มก่อการร้ายอัลกออิดะห์ กล่าวยอมรับว่าเจ้าตัวเป็นผู้ลงมือก่อเหตุจ่อยิงทหารพลร่มชาวฝรั่งเศสเชื้อสายอาหรับทั้ง 3 นาย ในระยะเผาขนบริเวณศีรษะ เมื่อวันที่ 11 และ 19 มี.ค. ก่อนที่จะก่อเหตุสังหาร โจนาธาน แซนเดอร์ ครูสอนศาสนา และเด็กนักเรียนอายุระหว่าง 4-7 ขวบ ในโรงเรียนโอซาร์ ฮาโตราห์ ของชาวยิวในเมืองตูลูสอีก 3 คนจนเสียชีวิต ก่อนที่จะหลบหนีจากที่เกิดเหตุด้วยรถสกูตเตอร์
เมราห์ กล่าวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า การลงมือสังหารทั้งสามครั้งเพื่อแก้แค้นให้เด็กปาเลสไตน์ที่เสียชีวิตในตะวันออกกลาง และเพื่อแสดงความต่อต้านที่ฝรั่งเศสส่งทหารไปประจำการในอัฟกานิสถาน และประกาศใช้กฎหมายห้ามสตรีมุสลิมคลุมผ้าปกปิดใบหน้าและลำตัวในพื้นที่สาธารณะ โดย เมราห์ วางแผนที่จะก่อเหตุสังหารทหารฝรั่งเศสอีกครั้ง แต่ถูกปิดล้อมจับกุมตัวเสียก่อน







