
ศึกชิงบ่อก๊าซยักษ์ "ลาวียทัน" ผลประโยชน์พลังงานเกมการเมือง
การค้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่นอกชายฝั่งทะเลที่อยู่ห่างออกไปทางทิศเหนือของอิสราเอลราว 130 กิโลเมตร
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
การค้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่นอกชายฝั่งทะเลที่อยู่ห่างออกไปทางทิศเหนือของอิสราเอลราว 130 กิโลเมตร เมื่อ 2 ปีก่อน ได้สร้างความตื่นตะลึงแก่วงการอุตสาหกรรมธุรกิจพลังงานทั่วโลกเป็นอย่างมาก
เพราะการค้นพบดังกล่าว หรือที่เรียกกันว่า “ลาเวียทัน” เป็นการค้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาติที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกเท่าที่เคยมีการสำรวจพบมาในช่วง 10 ปีหลัง
ทั้งนี้ จากการประเมินปริมาณก๊าซธรรมชาติอย่างคร่าวๆ ของโนเบิลเอนเนอร์จี บริษัทด้านพลังงานจากสหรัฐ และหนึ่งในผู้ค้นพบ ระบุว่าน่าจะมีอยู่อย่างน้อย 1.2-1.3 ล้านล้านคิวบิกฟุต
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีความเป็นไปได้ว่าในบริเวณเดียวกันกับที่ค้นพบก๊าซธรรมชาติ น่าจะมีน้ำมันดิบอีกไม่ต่ำกว่า 4,200 ล้านบาร์เรล ซึ่งหากคิดเป็นมูลค่าทางการตลาดในรูปของตัวเงินแล้ว น่าจะอยู่ที่หลายหมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
เรียกได้ว่าการค้นพบครั้งนี้เป็นการพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์ด้านพลังงานของอิสราเอลทั้งหมดไปตลอดกาล เนื่องจากในอดีตจนถึงทุกวันนี้อิสราเอลเป็นประเทศเล็กๆ ที่ไม่มีทรัพยากรอะไรมากนัก จนต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างชาติ โดยเฉพาะจากตะวันออกกลางแถบอาหรับเป็นอย่างมาก ซึ่งโดยเฉลี่ยปีหนึ่งๆ อิสราเอลต้องใช้เงินกว่า 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 9 แสนล้านบาท) หรือคิดเป็นอัตราส่วน 5% ต่อจีดีพีประเทศ ในการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ
จุดนี้เองที่ทำให้อิสราเอลอดกังวลต่อความมั่นคงทางด้านพลังงานไม่ได้
เพราะอย่างที่รู้กันว่าความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอลกับอาหรับนี้ ไม่ค่อยจะกินเส้นกันสักเท่าไรนัก ดังนั้นหากเกิดปัญหาขัดแย้งขึ้นมาจริง อิสราเอลก็มิแคล้วโดนประเทศอาหรับงดขายน้ำมันเอาง่ายๆ
ทว่า ความหวั่นเกรงที่ว่านี้จะไม่มีอีกต่อไป เพราะการค้นพบแหล่งพลังงานครั้งใหญ่ในหนนี้ จะทำให้ในอนาคตอิสราเอลจะไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากภายนอก แถมยังช่วยสร้างรายได้ให้กับอิสราเอลอย่างมหาศาลอีกด้วย
ดิ อีโคโนมิสต์ นิตยสารชั้นนำด้านเศรษฐกิจชื่อดัง ได้ประมาณการตัวเลขรายได้ของอิสราเอลจากการส่งออกก๊าซไว้ไม่ต่ำกว่าปีละ 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.2 ล้านล้านบาท) โดยเป็นการคำนวณรวมกับบ่อก๊าซอีกบ่อที่มีการค้นพบก่อนหน้านี้ ซึ่งมีชื่อว่า ทามาร์ เข้าไปด้วย
“อิสราเอลไม่เพียงแต่จะได้ประโยชน์จากการมีแหล่งพลังงานไว้ใช้เอง แต่ยังจะช่วยสร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศในแง่ของรายได้จากการส่งออกพลังงานไปในต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นแหล่งพลังงานสำคัญให้กับประเทศในภูมิภาคทะเลเมดิเตอร์เรเนียน” อูซี ลันโดว รัฐมนตรีโครงสร้างพื้นฐานอิสราเอล กล่าวหลังจากได้รับการยืนยันว่าข้อมูลแหล่งก๊าซธรรมชาติที่ถูกค้นพบเป็นความจริง
อย่างไรก็ตาม ด้วยชัยภูมิที่ตั้งของแหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ “ลาเวียทัน” หรือที่มีความหมายว่า “ใหญ่โตมหาศาล” นี้ อยู่ตรงจุดกึ่งกลางคาบเกี่ยวบนน่านน้ำระหว่างอิสราเอล ไซปรัส เลบานอน ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจสักนิด ที่ผลประโยชน์มโหฬารดังกล่าวจะทำให้ทุกประเทศกระโจนเข้ามาแย่งชิงและแอบอ้างเพื่อขอมีส่วนแบ่งผลประโยชน์อันมหาศาลตรงนี้เอาไว้
หลักฐานยืนยันชั้นดีก็คือ ภายหลังจากที่อิสราเอลออกมาประกาศว่าจะจัดให้มีการประมูลบริษัทเพื่อเข้าไปขุดก๊าซ ประเทศเลบานอนก็ออกมาเคลื่อนไหวคัดค้าน พร้อมย้ำชัดว่าแหล่งก๊าซที่ค้นพบเป็นของเลบานอน โดยหยิบยกหลักเกณฑ์ด้านกฎหมายทางทะเลปี 2525 ว่าด้วยเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (Exclusive Economic Zone) ที่ให้บรรดาประเทศซึ่งมีพรมแดนติดทะเลสามารถอ้างสิทธิเหนืออาณาเขตทางทะเลไปได้ไกลอีก 200 ไมล์ทะเลจากพรมแดนที่มีอยู่ มาใช้เป็นข้ออ้างในการสร้างความชอบธรรมต่อการครอบครองบ่อก๊าซลาเวียทันดังกล่าว
ทั้งนี้ ดูเหมือนว่าเลบานอนจะเตรียมตัวมาเป็นอย่างดี โดยในเดือน ส.ค.ในปี 2553 ขณะที่บริษัท โนเบิลเอนเนอร์จี จะประกาศผลการสำรวจอย่างเป็นทางการ เลบานอนได้ออกกฎหมายว่าด้วยการทำการสำรวจแหล่งก๊าซธรรมชาติในประเทศผ่านทางรัฐสภา
การกระทำดังกล่าวของเลบานอน เป็นสัญญาณบ่งชัดว่าเลบานอนเตรียมจะเปิดศึกแย่งชิงบ่อก๊าซลาเวียทันกับอิสราเอลอยู่ก่อนแล้ว
นอกจากนี้ เกแบน บาสซิล รัฐมนตรีน้ำมันเลบานอน ได้ประกาศจะเปิดประมูลให้บริษัทที่สนใจเข้ามาลงทุนในแหล่งก๊าซลาเวียทันในปี 2555 นี้
ด้านอิสราเอลก็สวนกลับในทันใด โดยรัฐมนตรีโครงสร้างพื้นฐานอิสราเอล ระบุว่า อิสราเอลมีสิทธิอันชอบธรรมที่จะครอบครองแหล่งก๊าซลาเวียทัน พร้อมกับเตือนเลบานอนว่าอิสราเอลจะใช้กำลังอย่างไม่ลังเลแน่ หากเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของอิสราเอลเอง
อย่างไรก็ตาม แม้ผลประโยชน์มหาศาลจะทำให้อิสราเอลและเลบานอนแทบจะมองหน้ากันไม่ติด แต่กับไซปรัสอีกหนึ่งประเทศที่มีพรมแดนทางทะเลคาบเกี่ยวกับแหล่งก๊าซลาเวียทัน กลับมีลักษณะความสัมพันธ์ต่อกรณีดังกล่าวกับอิสราเอลไปในทางที่ดี เห็นได้จากการที่ทั้งสองฝ่ายได้หันมาสร้างความร่วมมือต่อการพัฒนาโครงการสำรวจและขุดก๊าซธรรมชาติกันอย่างใกล้ชิดและสนิทสนม
เรียกได้ว่าตรงกันข้ามกับกรณีของเลบานอนอย่างสิ้นเชิง
ทั้งนี้ ล่าสุดอิสราเอลและไซปรัสได้ลงนามข้อตกลงในการสำรวจแหล่งก๊าซธรรมชาติบริเวณดังกล่าวร่วมกันไปเมื่อวันที่ 19 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยครอบคลุมถึงการอนุญาตให้อิสราเอลเข้ามาตั้งฐานทัพทางอากาศ เพื่อให้การปกป้องคุ้มครองแหล่งก๊าซนี้จากประเทศอื่นๆ ที่จะมาคุกคามอีกด้วย
สาเหตุที่ทำให้ทั้งสองประเทศแนบสนิทชิดเชื้อได้อย่างสนิทใจนี้ สืบเนื่องมาจากผลพวงพื้นฐานทางประวัติศาสตร์ของไซปรัส ซึ่งโดนตุรกีคุกคามมาโดยตลอดเนื่องจากมีขนาดเล็ก โดยมีกรณีที่เด่นชัดที่สุดก็คือ ตอนที่ไซปรัสถูกแบ่งแยกดินแดนทางตอนเหนือ เพราะถูกตุรกีส่งกองทัพเข้ามารุกรานในปี 2517 จนทำให้ทุกวันนี้ดินแดนส่วนนั้นก็ยังถูกแบ่งออกจากไซปรัส ดังนั้นไซปรัสจึงจำเป็นต้องมองหาที่พึ่งจากประเทศอื่นๆ
และตัวเลือกที่น่าสนใจและมีความใกล้เคียงทางวัฒนธรรมมากที่สุดก็คืออิสราเอล
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอลกับตุรกีในปัจจุบันเสื่อมถอยลงอย่างหนัก จากกรณีเหตุการณ์สังหารชาวตุรกีบนเรือที่กำลังเดินทางไปส่งมอบความช่วยเหลือชาวปาเลสไตน์ของหน่วยคอมมานโดอิสราเอล เมื่อปี 2553
เหตุผลทั้งหมดจึงกลายเป็นพื้นฐานความเข้าใจอันดีที่ทำให้ทั้งสองประเทศไม่ขัดแย้งกันในเรื่องผลประโยชน์ของแหล่งก๊าซนี้
อย่างไรก็ตาม การผลิตและขุดเจาะอย่างเต็มตัวในแหล่งก๊าซลาเวียทันนั้น ยังไม่ได้เริ่มดำเนินการแต่อย่างใด เนื่องจากรัฐบาลอิสราเอลยังไม่สามารถตกลงในรายละเอียดเกี่ยวกับการแบ่งสันปันส่วนในเรื่องภาษีที่จะเก็บจากบริษัทที่เข้าไปขุดเจาะแหล่งก๊าซธรรมชาติได้
ทั้งนี้ รัฐบาลอิสราเอลต้องการปรับเพิ่มภาษีไปอยู่ที่ 55-60% แต่บรรดาบริษัทที่จะเข้าไปลงทุนมองว่าจำนวนดังกล่าวสูงเกินไป จนทำให้ได้ผลตอบแทนไม่คุ้มค่ากับที่ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลไปกับโครงการการลงทุนก่อสร้างแท่นขุดเจาะและท่อก๊าซ โรงแยกก๊าซ
ทั้งหมดทั้งมวลทำให้โครงการดังกล่าวต้องชะลอออกไปอย่างน้อยจนถึงปี 2560 เพื่อหาผู้สนใจเข้ามาลงทุนเพิ่มเติม โดยล่าสุดเมื่อปลายเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ลันโดว รัฐมนตรีโครงสร้างพื้นฐานอิสราเอล ได้เดินทางไปยังอินเดียเพื่อเข้าพบกับ ใจพัน เรดดี รัฐมนตรีปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติของอินเดีย และนักธุรกิจด้านพลังงานเพื่อโน้มน้าวให้อินเดียหันมาลงทุนและพัฒนาในโครงการแหล่งก๊าซของอิสราเอลนี้
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดิลชอด แอคฮีลลอฟ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองระหว่างประเทศแห่งมหาวิทยาลัยเทนเนสซีตะวันออก มองว่าหากอิสราเอลสามารถชักจูงอินเดียได้สำเร็จ ก็จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมน้ำมันอิหร่านทันที เนื่องจากปัจจุบันอินเดียซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันจากอิหร่านเป็นอันดับ 3 รองจากจีนและญี่ปุ่น กำลังเผชิญแรงกดดันจากการลดการนำเข้าน้ำมันจากอิหร่าน เพื่อกดดันให้อิหร่านยุติโครงการนิวเคลียร์ของสหรัฐอยู่พอดี
ดังนั้น การที่อิสราเอลเข้ามาเสนอและชักจูงเช่นนี้ อาจทำให้อินเดียหันมามองพลังงานจากแหล่งก๊าซธรรมชาติของอิสราเอลแทนการนำเข้าจากอิหร่านตามข้อเรียกร้องสหรัฐ ซึ่งจะได้ไม่ต้องถูกสหรัฐลงโทษด้วยมาตรการทางการเงิน
นอกจากนี้ มีรายงานอีกด้วยว่า ในเร็วๆ นี้จีนและรัสเซียก็มีความสนใจที่จะมาร่วมลงทุนในการพัฒนาโครงการแหล่งก๊าซธรรมชาติลาเวียทันด้วย โดยทั้งสองประเทศต่างส่งบริษัทที่รัฐบาลเป็นหุ้นส่วนใหญ่เข้ามาเจรจาในเบื้องต้นเกี่ยวกับแผนการลงทุนแล้ว โดยเฉพาะจีนนั้นอาจจะถึงขั้นยอมเปลี่ยนนโยบายปกป้องอิหร่าน โดยเปิดทางให้ตะวันตกใช้มาตรการคว่ำบาตรได้เต็มที่ เพื่อแลกกับการที่จีนจะได้เข้าไปมีส่วนแบ่งในแหล่งพลังงานแห่งใหม่นี้แทนเลยทีเดียว
ทั้งนี้ทั้งนั้น หากโครงการดังกล่าวสำเร็จออกมาเป็นรูปธรรม นักวิเคราะห์หลายฝ่ายค่อนข้างเชื่อมั่นว่า โลกอาจต้องจารึกและจดจำโฉมหน้าใหม่ของอิสราเอลอย่างแน่นอน







