posttoday
กุกฮัก พักซา.....การศึกษาไม่มีวันตาย

กุกฮัก พักซา.....การศึกษาไม่มีวันตาย

26 กุมภาพันธ์ 2555

“ซอง-คยูน-กวาน” เป็นสำนักตักศิลาในราชอาณาจักร “โชซอน” ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 614 ปีก่อน (ค.ศ. 1398)

“ซอง-คยูน-กวาน” เป็นสำนักตักศิลาในราชอาณาจักร “โชซอน” ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 614 ปีก่อน (ค.ศ. 1398)

ซึ่งมุ่งสอนปรัชญาขงจื๊อ และศิลปวิทยาการที่ถ่ายทอดมาจากจีนโบราณ รวมทั้งความรู้ที่ตกผลึกผนึกเป็นองค์ความรู้ของชาวเกาหลีเอง “ซอง-คยูน-กวาน” ของโชซอน เป็นผลผลิตที่งดงามของพัฒนาการทางการศึกษาและวัฒนธรรมแบบเกาหลีตั้งแต่โบราณ ที่การอ่านเขียนเรียนตำรามันเข้าไปอยู่ในสายเลือดของชนชาตินี้แล้ว... หากว่าการศึกสงครามในยุคโบราณเป็นไขมัน LDL ที่คอยบั่นทอนสุขภาพของอาณาจักรแล้วไซร้ อีกด้านหนึ่งความรักในการเรียนก็คงเป็นไขมัน HDL ...พระเอกขี่ม้าขาวที่มาช่วยเก็บรักษาอัตลักษณ์และสมบัติของชาติไว้ให้อยู่ยาวนาน...ยังคงความเป็นชาติเกาหลีไว้ได้ แม้จะต้องผลัดเปลี่ยนแผ่นดินแบบขุดรากถอนโคนไปเสียหลายหน

เกาหลีมีอะไรดีๆ หลายอย่าง อย่างหนึ่งคือ ดีที่รักเรียน ... ชนชาติเขานั่งเรียนกันมาเป็นพันๆ ปี แม้ตำราต่างๆ เสียหายถูกทำลายไปเมื่อเปลี่ยนราชวงศ์บ้าง เมื่อถูกรุกรานจากญี่ปุ่น มองโกลบ้าง เจอสงครามแบ่งชาติ หยุดเรียนไป แต่แล้วก็กลับมาขะมักเขม้นกับการสร้างตำรา สร้างโรงเรียนกันใหม่ อย่าง “ซอง-คยูน-วาน” นี้ มีต้นแบบมาจาก “กุกฮัก

กุกฮัก พักซา.....การศึกษาไม่มีวันตาย

” หรือ “กุกจากัม” เป็นโรงเรียนที่มีอยู่จริง ซึ่งตั้งขึ้นเมื่อ 1,330 ปีก่อน (ค.ศ. 682) ในสมัยอาณาจักรชิลลา อาณาจักรโบราณก่อนที่จะถูกตีแตกโดยอาณาจักรโค-รยอ และโค-รยอ ก็ถูกโชซอนต่อสู้ชิงอำนาจเบ็ดเสร็จมาอีกที...

“กุกฮัก” เป็นอิทธิพลทางแบบแผนการศึกษาที่เกาหลีได้รับมาจากจีน มีอาจารย์ผู้สอน เรียกว่า “พักซา” ซึ่งในปัจจุบันหมายถึงผู้ที่จบปริญญาเอก ในภาษาเกาหลีใช้คำว่า “พักซา” ต่อท้ายชื่อสกุล เช่น คิมพักซา-ดร.คิม เป็นต้น ...ตีความได้ว่า แม้ในสมัยโบราณเกาหลียังไม่มีการสอนปริญญาตรี โท เอก แต่ผู้ที่เป็นราชบัณฑิตมาสอนในโรงเรียนได้นั้น ต้องมีความรู้อย่างมากมายไพศาล ร่ำเรียนมากกว่าคนธรรมดา มีประสบการณ์ในสิ่งนั้นๆ อย่างเอกอุ จึงจะสามารถไปสอนคนอื่นได้ ...

“กุกฮัก” เป็นโรงเรียนของบุตรหลานชนชั้นขุนนางที่มีอายุตั้งแต่ 15–30 ปี และใช้เวลาเรียนทั้งหมด 9 ปี ก็จะสอบจบขั้นสุดท้าย เน้นสอนปรัชญาสังคมตามคำสอนของขงจื๊อ (ภาษาเกาหลีเรียกว่า “คงจา”) โดยใช้ตำราหลัก 5 เล่มจากจีน คือ ตำรา “ซือจิง (Shih Ching) ว่าด้วยกวีนิพนธ์และคีตนิพนธ์ ตำรา “ซูจิง” (Shu Jing) ว่าด้วยประวัติศาสตร์นิพนธ์ ตำรา “อี้จิง (I Ching) ว่าด้วยความเปลี่ยนแปลงและการทำนาย ตำรา “ชุนชิว (Chun Chiu) ว่าด้วยลำดับเหตุการณ์ของรัฐลู่ (บ้านเกิดของขงจื๊อ) ในช่วง 722–481 ปีก่อนคริสต์ศักราช และตำรา “หลีฉี (Li Chi) ว่าด้วยพิธีกรรมต่างๆ นอกจากนี้ยังใช้ตำรา “หลันหยู (Lun Yu หรือ Analects) ซึ่งเป็นตำราคำสอนของขงจื๊อที่รวบรวมโดยลูกศิษย์ และตำรา “เสี้ยวจิง” (Hsiao Ching) ที่ว่าด้วยความกตัญญูด้วย...การเรียนตำราจีนบ่งบอกว่า จีนไม่ว่าสมัยไหนก็มีอำนาจเหนือคาบสมุทรเกาหลี เกาหลีก็เหมือนเป็นชนเผ่านอกด่านเผ่าหนึ่งของจีน ที่มีกระแสการเมืองกดดันสูง ดังนั้นการที่คนเกาหลีต้องเรียนเพื่อที่จะรู้จักจีนให้มากยิ่งขึ้น คงเป็นดั่งการ “ปรองดอง” ประเภทหนึ่ง ที่ต้องรู้(ใจ)เขา และรู้(สถานะ)ของเรา...

การศึกษาของเกาหลีจึงยึดถือตำราเป็นหลักมาจนกระทั่งปัจจุบัน ซึ่งสั่งสมให้คนเกาหลีชอบอ่านหนังสือ ด้วยถือว่าการศึกษาไม่มีวันจบสิ้น แม้แต่พ่อค้าในตลาด นักบริหารโรงงานมักยกนักคิดและทฤษฎีต่างๆ ที่ตนเองได้เรียนได้อ่านมาอ้างอิงวิธีการคิดของตน ตลาดหนังสือของเกาหลีจึงเป็นตลาดที่ใหญ่มากถึงขนาดตั้งเขต นิคมอุตสาหกรรมหนังสือและสิ่งพิมพ์ ที่เมือง พาจู ให้สำนักพิมพ์ต่างๆ ไปอยู่รวมกันได้ ธุรกิจหนังสือโตเร็วและบุกเข้าตลาดต่างประเทศ มาถึงเมืองไทยอย่างที่เราไม่รู้ตัว ตื่นมาก็เห็นลูกหลานอ่านการ์ตูนและนิยายกำลังภายในเกาหลีที่ฮิต ตีนิยายจีนแตกเสียด้วยสิคะ... (ขอขอบคุณ ดร.ไพบูลย์ ปีตะเสน เจ้าของและผู้เขียนหนังสือ “ประวัติศาสตร์เกาหลีฉบับสมบูรณ์” ฉบับเดียวในประเทศไทย ที่สนับสนุนข้อมูล)

 

ข่าวล่าสุด

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน