
‘รัดด์’เปิดศึก‘กิลลาร์ด’ ชิงเก้าอี้ผู้นำพรรคเดือด
ศึกชิงผู้นำพรรคแรงงานออสเตร เลียระอุ รัดด์ ลั่นพร้อมสู้ กิลลาร์ด ชิงเก้าอี้คืน 27 ก.พ.นี้
ศึกชิงผู้นำพรรคแรงงานออสเตร เลียระอุ รัดด์ ลั่นพร้อมสู้ กิลลาร์ด ชิงเก้าอี้คืน 27 ก.พ.นี้
เควิน รัดด์ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศออสเตรเลีย ประกาศเมื่อวันที่ 24 ก.พ. ว่า พร้อมสู้ศึกกับนายกรัฐมนตรี จูเลีย กิลลาร์ด ของออสเตรเลีย ในการเลือกตั้งสรรหาผู้นำพรรคแรงงานคนใหม่ ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 27 ก.พ.นี้ โดยให้เหตุผลว่าประชาชนหมดความเชื่อมั่นในตัวผู้นำหญิงคนนี้แล้ว และกิลลาร์ดจะนำพรรคไปสู่ความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้า
ก่อนหน้านี้ รัดด์ ประกาศลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศอย่างกะทันหันระหว่างการเยือนกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันที่ 22 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยให้เหตุผลว่าไม่สามารถทำงานได้หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากนายกรัฐมนตรี ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าความขัดแย้งระหว่างรัดด์และกิลลาร์ดมีแต่จะส่งผลให้เกิดความแตกแยกภายในพรรค และส่งผลดีต่อพรรคฝ่ายค้านในการเลือกตั้งครั้งหน้า
ผลสำรวจครั้งล่าสุดชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลภายใต้การนำของกิลลาร์ดจะพ่ายแพ้การเลือกตั้งครั้งหน้า ในขณะที่ รัดด์ ยังคงได้รับความนิยมจากประชาชนอย่างล้นหลาม โดย รัดด์ ออกมาเรียกร้องให้ชาวออสเตรเลียให้การสนับสนุนตนเองกลับขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศอีกครั้ง
“หากผมแพ้ศึกในครั้งนี้อีก ผมก็จะวางมือและไม่ท้าทายกิลลาร์ดอีกต่อไป” รัดด์ กล่าว
ทั้งนี้ รัดด์ ซึ่งถูกโค่นลงจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคและนายกรัฐมนตรี หลังสมาชิกภายในพรรคหันไปเทคะแนนเสียงสนับสนุนให้ กิลลาร์ด ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคแทนเมื่อเดือน มิ.ย. 2552 กล่าวว่า ตนเป็นผู้ที่เหมาะสมที่สุดที่จะเป็นผู้นำพาพรรคแรงงานคว้าชัยในการเลือกตั้งครั้งหน้า ซึ่งจะมีขึ้นในช่วงปลายปี 2556
อย่างไรก็ตาม ผู้สนับสนุนของกิลลาร์ดแสดงความมั่นใจว่า กิลลาร์ดจะได้รับเสียงสนับสนุนจากสมาชิกพรรคให้ดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าพรรคต่อไป
รายงานระบุว่า ในขณะนี้มี สส.ของพรรคแรงงาน 49 คน จาก 103 คน ให้การสนับสนุนกิลลาร์ดเป็นหัวหน้าพรรคต่อไป โดยที่มีเพียง 37 คนที่สนับสนุน รัดด์ ในขณะที่อีก 17 คนยังไม่ได้ตัดสินใจ ซึ่งคะแนนสนับสนุนดังกล่าวจะเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
นอกจากนี้ หากรัดด์สามารถชนะการหยั่งเสียงขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคในวันจันทร์ที่ 27 ก.พ. จริง จะส่งผลให้มีการจัดการเลือกตั้งเร็วขึ้น เนื่องจากรัดด์อาจไม่สามารถเรียกเสียงสนับสนุนมากพอที่จะได้รับเสียงข้างมากในสภาได้







