
อย่าลืมคนพม่า
นับตั้งแต่ช่วงต้นปีมานี้ ข่าวคราวเกี่ยวกับพม่า (หรือที่ภาษาทางการใหม่เรียกว่าเมียนมาร์)
นับตั้งแต่ช่วงต้นปีมานี้ ข่าวคราวเกี่ยวกับพม่า (หรือที่ภาษาทางการใหม่เรียกว่าเมียนมาร์)
โดย..นินทิยา วรเพชรายุทธ
ที่ออกมาตามสื่อใหญ่ๆ ล้วนแล้วแต่เป็นข่าวที่สร้างความหวังเรืองรองทั้งการปฏิรูปการเมืองและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างหลังที่ทำให้หลายฝ่ายตาวาวกับการเปิดเศรษฐกิจประเทศ
ปฏิเสธไม่ได้ว่า แม้พม่าจะขึ้นชื่อเรื่องความเป็นเผด็จการทหารหรือเพิ่งก้าวย่างสู่ประชาธิปไตยแค่ก้าวแรกเท่านั้น แต่ทรัพยากรอันอุดมสมบูรณ์และยังเหลือพื้นที่อีกมหาศาลสำหรับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ก็ทำให้รัฐบาลและเอกชนของหลายประเทศล้วนอยากจะเข้าไปเริ่มศักราชใหม่กับรัฐบาลประธานาธิบดี เต็งเส่ง ด้วยกันทั้งนั้น
ช่วงหลังมานี้จึงเกิดเวทีสัมมนาเกี่ยวกับการลงทุนในพม่าขึ้นหลายแห่ง แม้แต่นักเศรษฐศาสตร์โนเบล โจเซฟ สติกลิทซ์ จากสหรัฐ ที่ยังไม่ได้ยกเลิกการคว่ำบาตรพม่า ก็ยังไปร่วมแสดงความเห็นในเวทีประชุมผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจนานาชาติ ที่กรุงเนย์ปิดอว์ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
สติกลิทซ์ มองว่าเศรษฐกิจพม่ายังต้องปรับปรุงอีกหลายขั้นกว่าจะเข้าขั้นบูมอย่างแท้จริง โดยเฉพาะปัญหาเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนและธนาคาร ที่แทบจะไม่มีมารองรับการเปิดเศรษฐกิจประเทศ และพม่าเองก็ยังรั้งอันดับสุดท้ายในเรื่องระบบกฎหมายสำหรับการลงทุนธุรกิจในประเทศ
นี่เป็นเพียงแค่ตัวอย่างความยากลำบากทางเศรษฐกิจ ซึ่งยังไม่รวมด้านการเมืองที่ยังต้องรอบททดสอบจากการเลือกตั้งซ่อมวันที่ 1 เม.ย.นื้
และที่ไม่อยากให้ลืมนึกถึงกันอีกเรื่องก็คือ ประชาชนชาวพม่า
เลขาธิการอาเซียน สุรินทร์ พิศสุวรรณ เคยทักท้วงไว้ก่อนหน้านี้ไว้อย่างน่าคิดว่า แต่ละประเทศไม่ควรแห่กันให้ความสนใจด้านเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ควรสนใจประชาชนชาวพม่าด้วย ว่าจะได้ประโยชน์หรือความช่วยเหลืออย่างไรบ้างหรือไม่จากการเปิดประเทศครั้งนี้
เพราะไม่อย่างนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับเหล้าเก่าในขวดใหม่ ที่ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปจากสมัยรัฐบาลทหาร
ถ้าพูดถึงประชาชนชาวพม่าแล้ว เชื่อว่าหลายคนอาจยังนึกถึงภาพเมื่อครั้งพายุนากีสเข้าถล่มเมื่อปี 2008 ซึ่งครั้งนั้นทำให้หลายคนได้เห็นภาพความยากแค้นของประชาชนอย่างแท้จริงเป็นครั้งแรกตามสื่อใหญ่ๆ ครั้งนั้นความช่วยเหลือเข้าไปช้ามาก ยังดีที่อาเซียนช่วยประสานจนความช่วยเหลือนานาชาติเข้าไปได้ แต่การช่วยเหลือฟื้นฟูก็ยังเป็นไปอย่างล่าช้า การเลือกตั้งในปี 2010 ยังมีประชาชนจำนวนมากที่ต้องออกไปใช้สิทธิทั้งที่บ้านตัวเองยังเสียหายหนักจากพายุ ขณะที่คูหาเลือกตั้งก็สร้างกันแบบเป็นเพิงชั่วคราว
ภาพที่ติดตาในช่วงนั้นยังเป็นความทรงจำมาถึงทุกวันนี้ว่า ชะตากรรมของประชาชนชาวพม่าที่ไม่ได้มีแค่ตามเมืองใหญ่ไม่กี่แห่งนั้น จำเป็นต้องได้รับความใส่ใจติดตามอย่างต่อเนื่องด้วย โดยเฉพาะจากประชาคมโลกและนักลงทุนที่รัฐบาลพม่ากำลังให้ความสนใจรับฟังเสียงมากขึ้นในเวลานี้







