posttoday
จุดเปลี่ยนสัมพันธ์พม่า-จีน เมื่ออิทธิพลตะวันตกถ่วงดุลมังกร

จุดเปลี่ยนสัมพันธ์พม่า-จีน เมื่ออิทธิพลตะวันตกถ่วงดุลมังกร

19 กุมภาพันธ์ 2555

หลังจากที่รอคอยมานานกว่าหลายทศวรรษ สายลมแห่งการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงก็เดินทางมาเยือนพื้นที่ราบลุ่มแห่งอิรวดี หรือพม่า อีกครั้ง

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

หลังจากที่รอคอยมานานกว่าหลายทศวรรษ สายลมแห่งการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงก็เดินทางมาเยือนพื้นที่ราบลุ่มแห่งอิรวดี หรือพม่า อีกครั้ง

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไล่เรียงตั้งแต่การทุจริตคอร์รัปชันยันการละเมิดสิทธิมนุษยชน ไม่เพียงแต่ทำให้สันติภาพกลับมาเยือนพม่าอีกครั้ง แต่ยังค่อยๆ กวักมือเรียกมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกอย่างสหรัฐและพันธมิตรเหนียวแน่นอย่างสหภาพยุโรป (อียู) ให้หวนกลับคืนสู่ภูมิภาคนี้อีกครั้ง

เรียกได้ว่า มาตรการปฏิรูปประเทศที่รัฐบาลพม่าได้ปล่อยออกมาทีละระลอก ในช่วงเวลา 2 ปีที่ผ่านมานั้น ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยตัวอองซานซูจี ผู้นำการเรียกร้องประชาธิปไตยคนสำคัญ การปล่อยนักโทษทางการเมือง และล่าสุดคือการลงนามในข้อตกลงหยุดยิงกับบรรดาชนกลุ่มน้อยต่างๆ ภายในประเทศ ได้นำไปสู่ความสัมพันธ์ที่เริ่มสดใสมากยิ่งขึ้นระหว่างพม่ากับโลกตะวันตก

สิ่งนี้เห็นได้ชัดจากการเดินทางเยือนพม่าครั้งประวัติศาสตร์ของฮิลลารี คลินตัน ตามมาด้วยการแวะเวียนพม่าอย่างไม่ขาดสายของเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนอื่นๆ ของสหรัฐและยุโรป ช่วงปีที่ผ่านมา

จุดเปลี่ยนสัมพันธ์พม่า-จีน เมื่ออิทธิพลตะวันตกถ่วงดุลมังกร

ทว่าท่ามกลางบรรยากาศอันชื่นมื่นเหล่านี้ นักวิเคราะห์และประชาชนชาวพม่าบางส่วนกลับแสดงความกังวลว่า การเปิดประเทศของพม่าจะส่งผลกระทบและเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างพม่ากับเพื่อนบ้านอย่าง “จีน” จนในที่สุดสิ่งนี้ก็อาจกลายเป็นผลเสียที่ตามหลอกหลอนพม่าตลอดไปก็เป็นได้

เพราะต้องไม่ลืมว่า นับตั้งแต่คณะทหารพม่ายึดอำนาจด้วยการรัฐประหารแบบนองเลือดเมื่อปี 2531 จีนได้กลายเป็นมิตรหนึ่งเดียวที่ยังคงเหนียวแน่นกับพม่ามาโดยตลอด

ทั้งนี้ เพราะพม่าไม่ค่อยเป็นที่ชื่นชอบของบรรดาชาติฝั่งตะวันตกมากนัก โดยสหรัฐและยุโรป ได้ออกมาตรการคว่ำบาตรเศรษฐกิจพม่าเพื่อคัดค้านการละเมิดสิทธิมนุษยชนของรัฐบาลทหาร ไม่ว่าจะเป็นการใช้กำลังสลายการชุมนุมเมื่อปี 2531 จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 3,000 คน การโกงการเลือกตั้งเมื่อปี 2533 หรือการละเมิดสิทธิมนุษยชนชนกลุ่มน้อยในประเทศ จนเป็นเหตุให้มีการสู้รบกันอยู่ทุกวันนี้

จีนเป็นมหาอำนาจเพียงชาติเดียวที่ไม่วิพากษ์วิจารณ์พม่าภายหลังเกิดเหตุการณ์เหล่านั้น แม้จะถูกตะวันตกกดดันก็ตาม

แม้ท่าทีที่นิ่มนวลของจีนต่อพม่าจะมีสาเหตุสำคัญจากการรักษาผลประโยชน์ของรัฐบาลในพม่า เช่น ประโยชน์ด้านทรัพยากรธรรมชาติและการใช้พม่าเป็นทางออกสู่ทะเล ทว่าก็ต้องยอมรับว่าพม่าเองก็ได้รับผลประโยชน์มากมายจากความสัมพันธ์กับจีน

ผลประโยชน์ที่เห็นได้ชัดก็คือ การได้รับความช่วยเหลือทางด้านเศรษฐกิจ การทหาร และการเมือง จากจีน โดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจนั้น จีนถือว่าเป็นคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ของพม่า รองจากสิงคโปร์และไทย

รัฐบาลจีนและบริษัทสัญชาติจีนยังได้ทุ่มเงินลงทุนในพม่าแล้วมากกว่า 1.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.2 ล้านล้านบาท) ในช่วงปีงบประมาณ 2553-2554 ทำให้มูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศอยู่ที่ 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ จากเดิม 300 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปีงบประมาณก่อนหน้า

ดังนั้น ชาวพม่าและชาวจีนไม่น้อยจึงได้รับผลประโยชน์มหาศาลจากความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศเป็นอย่างดีมาโดยตลอด

“จีนทำให้ธุรกิจของเรารุ่งเรืองมาก รถบรรทุกจำนวนมากเข้าไปค้าขายกับจีน เราเปิดร้านรับซ่อมรถเหล่านี้ ธุรกิจจึงเป็นไปด้วยดี” เจ้าของร้านซ่อมรถแห่งหนึ่งในพม่ากล่าว

จุดเปลี่ยนสัมพันธ์พม่า-จีน เมื่ออิทธิพลตะวันตกถ่วงดุลมังกร

ขณะเดียวกัน หากเดินทางไปยังเมืองต่างๆ ในพม่าที่อยู่ติดชายแดนจีนอย่างเมืองลาเฉียว ก็จะพบตลาดที่เต็มไปด้วยสินค้าที่ผลิตจากจีน ซึ่งได้รับความนิยมในพม่า เนื่องจากมีราคาถูกกว่าสินค้าท้องถิ่นเป็นเท่าตัว

ทั้งนี้ เพราะพม่าไม่มีอุตสาหกรรมเป็นของตัวเองนั่นเอง จึงต้องมีการนำเข้าสินค้าชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผงซักฟอกหรือเบียร์จากจีน

นอกจากอิทธิพลทางเศรษฐกิจแล้ว ต้องไม่ลืมว่าปัจจุบันมีชาวจีนและชาวพม่าเชื้อสายจีนจำนวนมากที่อาศัยอยู่ในพม่า โดยนับตั้งแต่พม่าได้รับเอกราชจากอังกฤษเมื่อปี 2491 ประกอบกับการสิ้นสุดสงครามกลางเมืองในจีนเมื่อปี 2492 ผู้อพยพชาวจีนจำนวนมากก็ได้ไหลเข้ามาตั้งรกรากในพม่ามาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการหลั่งไหลเข้ามาของชาวจีนจากมณฑลยูนนาน ซึ่งอยู่ติดกับพม่า

ดังนั้น จึงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างพม่ากับตะวันตกที่เริ่มพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้นจะต้องส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับแดนมังกรอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เลย

สัญญาณแรกของการเปลี่ยนแปลงก็คงหนีไม่พ้นการที่รัฐบาลมีคำสั่งระงับโครงการก่อสร้างท่อส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติคู่ขนานที่เป็นโครงการลงของจีนในพม่า ที่จะวางแนวท่อจากอ่าวเบงกอลผ่านพม่าไปยังมณฑลทางภาคตะวันตกของจีนที่ยังด้อยพัฒนา

เพราะความเคลื่อนไหวดังกล่าวนับว่าเป็นการ “แข็งข้อ” พี่เบิ้มเอเชียอย่างจีนครั้งแรกของพม่า จนบรรดานักวิเคราะห์ต่างออกโรงเตือนว่า นี่อาจไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่พม่าเริ่มแสดงท่าทีที่แข็งกร้าวต่อจีน

เพราะพม่าเองก็ต้องพยายามพิสูจน์ให้ตะวันตกเห็นว่ามีความ “จริงใจ” ในการปฏิรูปประเทศ เพื่อกดดันให้ตะวันตกยุติมาตรการคว่ำบาตร ซึ่งบางทีความพยายามดังกล่าวก็อาจขัดต่อผลประโยชน์ของจีนก็เป็นได้

จึงเกิดคำถามสำคัญว่า หากมาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตกถูกยกเลิก สิ่งเหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงหรือไม่

ทั้งนี้ ชาวพม่าบางส่วนมองว่าความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ชาติ ไม่น่าจะสั่นคลอนมากนัก จากการเปิดประเทศของพม่า เนื่องจากอิทธิพลของจีนที่แพร่หลายไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจหรือสังคมก็ตาม ไม่ง่ายที่จะถอนออกไปจากพม่าอย่างที่หลายฝ่ายคิด

จุดเปลี่ยนสัมพันธ์พม่า-จีน เมื่ออิทธิพลตะวันตกถ่วงดุลมังกร

“จีนยังคงเป็นตลาดหลักของเรา เพราะมีระบบโครงสร้างพื้นฐานและระบบห่วงโซ่อุปทานที่ดี” อองซอวิน ชาวพม่าผู้ประกอบอาชีพผลิตเครื่องจักรในเมืองมัณฑะเลย์ ซึ่งทำธุรกิจส่วนใหญ่กับจีน กล่าว โดยย้ำชัดว่าเป็นไปไม่ได้เลยที่พม่าจะเปลี่ยนตัวคู่ค้าแทนจีนภายในเวลาไม่กี่ปีได้

เช่นเดียวกับชาวพม่ารายอื่นๆ ที่มองว่า สินค้าจากตะวันตกอาจแข่งขันกับสินค้าจีนยาก เพราะแม้จะมีคุณภาพดีกว่า แต่ก็ราคาแพงกว่าเช่นกัน

ความเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับความเห็นของ มาโนช วอระ นักวิเคราะห์เอเชียจากหน่วยข่าวกรองเศรษฐศาสตร์ของสิงคโปร์ (อีไอยู) ซึ่งระบุว่า ในเบื้องต้น การที่ชาติตะวันตกเริ่มผ่อนมาตรการคว่ำบาตรพม่านั้น จะไม่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงมากนักต่อความสัมพันธ์ระหว่างพม่ากับจีน โดยเจ้าตัวเชื่อว่าพม่ายังต้องพึ่งพาจีนในการเป็นพันธมิตรสำคัญในภูมิภาคเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและการลงทุน ซึ่งจะดำเนินต่อไปอย่างแน่นอน

“ในเบื้องต้น เราจะไม่เห็นการหลั่งไหลของเงินทุนจากบริษัทของสหรัฐและยุโรป” วอระ กล่าว

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์รายนี้ก็มองว่า อิทธิพลของตะวันตกก็อาจกลายเป็นผลดีกับพม่า เพราะจะส่งผลให้พม่ามี “อำนาจต่อรอง” กับจีนมากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่ข่าวดีสำหรับจีนเลย

เพราะต้องไม่ลืมว่า ตอนนี้พม่าเป็นประเทศที่เนื้อหอมสุดๆ ที่มีนักธุรกิจชาวตะวันตกมากมายกำลังรุมตอมอยู่เพื่อสอดส่องหาช่องทางในการลงทุนและกอบโกยผลประโยชน์ จีนจึงถูกกดดันไม่น้อยที่จะต้องเอาใจพม่า เพื่อรักษาผลประโยชน์เอาไว้

ขณะเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนก็มองว่าท้ายที่สุดแล้ว “ตลาด” จะตัดสินเองว่าใครที่ดีที่สุดสำหรับธุรกิจในพม่าระหว่าง จีน ยุโรป หรือสหรัฐ

และในระหว่างนั้น ประชาคมโลกก็จะต้องจับตาการแข่งขันแย่งชิงพม่าระหว่างมหาอำนาจของโลกทั้งสองซีก เพราะมีทรัพยากรธรรมชาติ ทำเลที่ตั้งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญและมีความ “สดใหม่” ของตลาดเป็นเดิมพันทั้งที รับรองได้ว่าต้องเป็นการแข่งขันที่ดุเดือดและเข้มข้นอย่างแน่นอน

 

ข่าวล่าสุด

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม.  เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม. เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่