
ฝ่ายการเมืองกรีซยอมลงนามสัญญาปฏิรูป-รัดเข็มขัดจริงหลังเลือกตั้ง
ยูโรโซนเลื่อนการประชุมตัดสินชะตากรีซว่าจะให้เงินช่วยเหลือ 1.3 แสนล้านยูโร
ยูโรโซนเลื่อนการประชุมตัดสินชะตากรีซว่าจะให้เงินช่วยเหลือ 1.3 แสนล้านยูโร
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ยูโรโซนเลื่อนการประชุมตัดสินชะตากรีซว่าจะให้เงินช่วยเหลือ 1.3 แสนล้านยูโร (ราว 5.2 ล้านล้านบาท) หรือไม่ เจอกันใหม่วันจันทร์นี้ ด้านกรีซลั่นหลายชาติยุโรปไม่อยากให้กรีซร่วมสกุลยูโร
กลุ่มผู้นำพรรคการเมืองของกรีซได้ยอมส่งจดหมายรับรองเป็นลายลักษณ์อักษรว่าจะเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจ และดำเนินนโยบายรัดเข็มขัดหลังการเลือกตั้งให้กับเจ้าหน้าที่สหภาพยุโรปแล้วตามที่สหภาพยุโรปร้องขอ
ในจดหมายดังกล่าว อันโตนิส ซามาราส ผู้นำพรรคอนุรักษนิยม ระบุว่า ทางพรรคจะยึดมั่นในหลักการ เป้าหมาย ตลอดจนนโยบายสำคัญของการรัดเข็มขัดตามที่เห็นพ้องกับสหภาพยุโรป ไอเอ็มเอฟ และธนาคารกลางยุโรป ถ้าหากทางพรรคชนะการเลือกตั้งในเดือน เม.ย.นี้
ขณะที่ทางด้าน จอร์เก ปาปันดรู ผู้นำพรรคสังคมนิยม ระบุว่า ได้ส่งคำมั่นเป็นลายลักษณ์อักษรให้กับเจ้าหน้าที่ยุโรปแล้วเช่นกัน
ความเคลื่อนไหวสำคัญดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่รัฐมนตรีคลังกลุ่มยูโรโซนได้เลื่อนการประชุมตัดสินชะตากรีซในโค้งสุดท้ายว่าจะให้เงินช่วยเหลือกรีซ 1.3 แสนล้านยูโร (ราว 5.2 ล้านล้านบาท) หรือไม่ หลังจากที่ยังไม่ได้รับการยืนยันในเงื่อนไข 2 ข้อ คือ กรีซจะไม่ตัดลดรายจ่ายเพิ่มเติมอีก 325 ล้านยูโร (ราว 1.3 หมื่นล้านบาท) และฝ่ายการเมืองต่างๆ ของกรีซจะต้องลงนามเป็นลายลักษณ์อักษรให้คำมั่นว่าจะเดินหน้านโยบายรัดเข็มขัดอย่างจริงจัง ไม่ว่าพรรคใดจะได้รับการเลือกตั้งขึ้นเป็นรัฐบาลชุดใหม่ในเดือน เม.ย.นี้
อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรี ฌอง โคลด จุงเกอร์ แห่งลักเซมเบิร์ก ระบุว่า การประชุมได้เลื่อนออกไปในวันจันทร์ที่ 20 ก.พ.นี้ ซึ่งเป็นวันเดียวกันกับที่กรีซมีหนี้ครบกำหนดชำระคืน 1.45 หมื่นล้านยูโร (ราว 5.8 แสนล้านบาท) พอดี
จุงเกอร์ กล่าวว่า จำเป็นต้องทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ของสหภาพยุโรปและไอเอ็มเอฟ ต่อการตัดลดรายจ่ายเพิ่มอีก 325 ล้านยูโร (ราว 1.3 หมื่นล้านบาท) ดังกล่าวด้วย
ทั้งนี้ กรีซจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนให้ทันภายในวันที่ 20 ก.พ.นี้ โดยความช่วยเหลือรวมนั้นจะอยู่ที่ 2.3 แสนล้านยูโร (ราว 9.2 ล้านล้านบาท) แบ่งเป็น 1.3 แสนล้านยูโร (ราว 5.2 ล้านล้านบาท) ในรูปเงินกู้จากสหภาพยุโรปและไอเอ็มเอฟ และอีกก้อนหนึ่ง 1 แสนล้านยูโร (ราว 4 ล้านล้านบาท) จะอยู่ในรูปของการลดหนี้ให้ของกลุ่มเจ้าหนี้
แหล่งข่าวใกล้ชิดรัฐบาลกรีซ เปิดเผยว่า หลังจากการประชุมคณะรัฐมนตรีกรีซเมื่อวันที่ 15 ก.พ.นั้น รัฐบาลกรุงเอเธนส์จะเตรียมประกาศแผนการลดรายจ่ายเพิ่มเติมดังกล่าวอีก 325 ล้านยูโร (ราว 1.3 หมื่นล้านบาท) ดังกล่าวในวันนี้ ซึ่งจะเป็นการชี้ชะตาครั้งสำคัญว่ากรีซจะกลายเป็นหนี้เสียและเข้าสู่ภาวะล้มละลายหรือไม่
ตามรายงานของสื่อกรีซ ระบุว่า การตัดลดรายจ่ายส่วนหนึ่งจะมาจากการตัดลดเงินเดือนของลูกจ้างรัฐบาลลงอีก 10% ซึ่งครอบคลุมถึงการลดเงินเดือนเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ผู้พิพากษา นักการทูต รวมไปถึงการตัดลดงบประมาณของกระทรวงต่างๆ เช่น กระทรวงกลาโหม
ทั้งนี้ สหภาพยุโรปและไอเอ็มเอฟต้องการความเชื่อมั่นมากกว่าในครั้งก่อนๆ ว่ากรีซเมื่อรับเงินช่วยเหลือไปแล้วจะสามารถแก้ปัญหาหนี้สาธารณะได้อย่างจริงจังมากขึ้น โดยตั้งเป้าว่ากรีซจะต้องลดระดับหนี้สาธารณะลงจากปัจจุบันที่ 160% มาอยู่ที่ 120% ในปี 2563
อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ทางด้านคณะเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจสอบบัญชีของสหภาพยุโรป ไอเอ็มเอฟ และธนาคารกลางยุโรป ยังไม่ได้ส่งรายงานถึงภาระหนี้ของกรีซที่เจ้าหนี้จะลดให้กับกรีซขึ้นต่อคณะรัฐมนตรีคลังยูโรโซน เนื่องจากยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าธนาคารกลางยุโรป ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ้าหนี้รายใหญ่ของกรีซด้วยนั้น จะลดหนี้ให้กับกรีซเป็นจำนวนเท่าใด
ขณะที่แหล่งข่าวอีกด้านหนึ่ง เปิดเผยว่า เกิดความขัดแย้งขึ้นระหว่างธนาคารกลางยุโรปและคณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) ต่อการวางเป้าหมายการลดหนี้สาธารณะของกรีซว่าควรจะลงมาอยู่ที่ 120% หรือ 125% เพื่อลดภาระให้กับเจ้าหนี้ที่จะลดหนี้ให้กับกรีซน้อยลงกว่าเดิม
กระนั้นก็ตามแม้จะมีแนวโน้มว่ากรีซน่าจะได้รับความช่วยเหลือจากสหภาพยุโรปและไอเอ็มเอฟในครั้งนี้ ทว่าก็มีข่าวร้ายขึ้นเมื่อตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจของกรีซในไตรมาส 4 ของปีที่แล้วนั้นหดตัวลงถึง 7% ซึ่งถือเป็นการถดถอยทางเศรษฐกิจติดต่อกันเป็นปีที่ 5 ของกรีซแล้ว
ลุค ฟรีดเดน รัฐมนตรีคลังลักเซมเบิร์ก ได้ออกโรงเตือนว่า หากกรีซยังคงล้มเหลวที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขการตัดลดรายจ่ายและให้คำมั่นแล้ว กลุ่มยูโรโซนก็จะเดินหน้าแก้ปัญหาต่อไปอยู่ดีโดยไม่มีกรีซร่วมอยู่ด้วย ซึ่งหมายความว่ามีโอกาสที่กรีซจะถูกตัดออกจากกลุ่มยูโรโซนในที่สุด
“สิ่งที่เราอยากเห็นคือกรีซสามารถปฏิบัติตามเงื่อนไข และยูโรโซนก็ให้ความช่วยเหลือ แต่ถ้าหากทำไม่ได้ ผมคิดว่าเราก็จะเดินหน้ากันต่อไปกับที่เหลือ 16 ประเทศ” ฟรีดเดน กล่าว
ทั้งนี้ ยังมีอุปสรรคสำคัญอีกประการหนึ่งต่อการให้ความช่วยเหลือกรีซในครั้งนี้ก็คือ แม้ว่าในที่สุดแล้ว คณะรัฐมนตรีคลังยูโรโซนจะผ่านมติให้ความช่วยเหลือกรีซแล้วก็ตาม แต่ทว่าก็จำเป็นจะต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐสภาสองชาติสมาชิกรายใหญ่ก่อน อย่างเยอรมนี และเนเธอร์แลนด์ โดยรัฐสภาเยอรมนีจะโหวตตัดสินวันที่ 27 ก.พ.นี้
ขณะเดียวกัน ทางด้าน อิแวนเกลอส เวนิเซลอส รัฐมนตรีคลังของกรีซ กล่าวว่า มีสมาชิกยูโรโซนหลายชาติไม่ต้องการให้กรีซอยู่ในกลุ่มยูโรโซนอีกต่อไป
“เราต้องบอกประชาชนชาวกรีซถึงเรื่องจริงว่ามีหลายชาติไม่ต้องการเรา และเราจะต้องทำให้พวกเขาเชื่อมั่นให้ได้ ประเทศนี้กำลังยืนอยู่บนคมมีด” เวนิเซลอส กล่าวกระตุ้นให้ทุกฝ่ายให้ความร่วมมือตามข้อกำหนดของยูโรโซนอย่างจริงจัง
วันเดียวกัน ทางด้าน ยูโรสแตท สำนักงานสถิติของยูโรโซน เปิดเผยว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของกลุ่มยูโรโซนในปี 2011 แม้ว่าจะเติบโตได้ทั้งปีอยู่ที่ 1.5% นั้น แต่ทว่าในไตรมาส 4 ของปีที่แล้ว อัตราการเติบโตได้หดตัวลง 0.3% ซึ่งมีโอกาสสูงที่ยูโรโซนจะเข้าสู่ภาวะถดถอยหากตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาสแรกของปีนี้ออกมาเป็นลบ
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวถือว่าดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่ายูโรโซนอาจจะหดตัวถึง 0.4% ในไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้ว และจะมีอัตราการเติบโตโดยรวมอยู่ที่ 0.7% ทั้งปีเท่านั้น
ขณะเดียวกัน อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของอิตาลีในไตรมาส 4 ของปีที่แล้วหดตัวลง 0.7% อันเป็นผลจากการใช้นโยบายตัดลดรายจ่าย ทำให้อิตาลีเข้าสู่ภาวะการถดถอยทางเศรษฐกิจแล้วเนื่องจากในไตรมาส 3 ก่อนหน้านั้นเศรษฐกิจอิตาลีก็หดตัวไปแล้วที่ 0.2%
วันเดียวกัน ทางด้าน โจวเซียวฉวน ผู้ว่าการธนาคารกลางจีน เปิดเผยว่า จีนยังจะเดินหน้าลงทุนในพันธบัตรของกลุ่มยูโรโซนต่อไป เพราะจีนยังมีความเชื่อมั่นในสกุลเงินยูโรอยู่ สอดคล้องกับท่าทีของนายกรัฐมนตรีเวินเจียเป่าที่กล่าวก่อนหน้านั้นเพียงหนึ่งวันว่าจีนจะยังให้การสนับสนุนกลุ่มยูโรโซนต่อไป







