
อิทธิพลธุรกิจข้ามชาติในเกาหลีเหนือ
ถ้าเอ่ยชื่อประเทศเกาหลีเหนือ คงเป็นที่เข้าใจกันว่าเป็นประเทศที่ยังคงใช้ระบอบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์
ถ้าเอ่ยชื่อประเทศเกาหลีเหนือ คงเป็นที่เข้าใจกันว่าเป็นประเทศที่ยังคงใช้ระบอบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์
โดย..รวิภาส กล่ำทวี
โดยอำนาจการบริหารจัดการประเทศทุกอย่างรวมศูนย์อยู่ที่รัฐบาลทหารที่ฝังรากลึกความเป็นอำนาจนิยมผูกขาดมานานหลายทศวรรษตั้งแต่ประเทศเกาหลีถูกแบ่งแยกออกเป็น 2 ประเทศ (เกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้)
ถ้าจะเอ่ยถึงประเทศเกาหลีใต้ก็เป็นที่เข้าใจกันดีว่า กำลังกลายเป็นประเทศดาวรุ่งด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคการผลิตและการส่งออก ถ้ายังคงรักษาการเติบโตแบบที่เป็นอยู่ได้อย่างสม่ำเสมอ อีกไม่กี่ปีข้างหน้าเราอาจจะเห็นเกาหลีใต้ก้าวขึ้นมาเทียบชั้นความเป็นมืออาชีพด้านเศรษฐกิจระดับโลกใกล้เคียงหรือแซงหน้าญี่ปุ่นก็เป็นได้
เมื่อกลับมามองสภาพการณ์ด้านเศรษฐกิจในเกาหลีเหนือ สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ทั้งที่เกาหลีเหนือถูกจัดว่าเป็นประเทศยากจนที่สุดประเทศหนึ่ง แล้วทำไมชาวเกาหลีเหนือถึงยังคงดำรงชีพอยู่ได้และอยู่แบบเทิดทูนผู้นำของพวกเขาแบบสุดโต่ง
ถ้าวิเคราะห์ในมุมมองของการเมือง คำตอบก็คงจะพออธิบายได้ว่า การปกครองภายใต้กฎเหล็กของรัฐบาลคอมมิวนิสต์เกาหลีเหนือสามารถกดขี่ให้ประชาชนภายในประเทศไม่สามารถลุกขึ้นมามีปากมีเสียงได้ ทั้งที่ต้องอดทนอยู่กันในสภาวะที่อดอยากปากแห้ง สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกทุกรูปแบบถูกห้ามและตัดขาดจากโลกภายนอก สิ่งที่ชาวเกาหลีเหนือได้รับอย่างสม่ำเสมอได้แก่ การปลุกระดมมวลชนจากภาครัฐให้ประชาชนรักและหวงแหนในความเป็นชาตินิยมและการปลูกฝังให้เคารพเทิดทูนผู้นำประเทศทุกคนอย่างฝังรากลึก (โดยไม่จำเป็นต้องคิดเป็น)
ถ้าวิเคราะห์ในมุมเศรษฐกิจ พบว่าบทบาทของบริษัทข้ามชาติจากหลายประเทศทั่วโลก ไล่ตั้งแต่ จีน เกาหลีใต้ อียิปต์ และอีกหลายประเทศในยุโรป โดยเฉพาะเยอรมนีและฝรั่งเศส ต่างเข้าไปลงทุนทำมาหากินในเกาหลีเหนือกันอย่างเป็นล่ำเป็นสันและสามารถกอบโกยกำไรจากการทำธุรกิจกันได้อย่างมหาศาล ขณะที่เกาหลีเหนือประเทศเจ้าภาพก็ได้ผลตอบแทนในรูปของความอยู่รอดทางเศรษฐกิจ การเกิดการจ้างงานและความสามารถของภาครัฐที่ทำให้ประชาชน (เฉพาะผู้ที่มีงานทำ) มีชีวิตที่ดีขึ้น
จากข้อมูลของบริษัทเกาหลีใต้ที่เข้าไปลงทุนในเกาหลีเหนือพบว่า เกาหลีเหนือเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ด้วยแร่ธาตุหลากหลายชนิด ไล่ตั้งแต่ เหล็ก ถ่านหิน สังกะสี ทองแดง จนถึงทองคำ ซึ่งแร่ธาตุเหล่านี้สามารถนำมาแปรรูปเป็นสินค้าอุตสาหกรรมได้อย่างมหาศาล บริษัทจากจีนที่จดทะเบียนประกอบธุรกิจเหมืองแร่ในเกาหลีเหนือในปี 2554 มีจำนวนทั้งสิ้น 138 บริษัท และถือเป็นจำนวนมากที่สุดในบรรดาบริษัทต่างชาติ ขณะที่อีกกว่า 30 บริษัท มาจากเกาหลีใต้และกลุ่มประเทศยุโรป เหมืองแร่ที่บริษัทต่างชาตินิยมทำกันมากที่สุดได้แก่ เหมืองแร่ทองแดงและทองคำ
การลงทุนของบริษัทข้ามชาติในด้านอื่นๆ ในเกาหลีเหนือก็มีอีกมากมาย เช่น การลงทุนของบริษัท Orascom Telecom บริษัทอียิปต์ที่ลงทุนด้านเครือข่ายมือถือ 3จี นอกจากนั้นยังมีบริษัท DHL ของสหรัฐลงทุนด้านการขนส่งทางไปรษณีย์ บริษัท Lafarge ของฝรั่งเศสลงทุนในโรงผลิตปูนซีเมนต์ บริษัท Nosotek ซึ่งเป็นบริษัทเอาต์ซอร์สของเยอรมนีประกอบธุรกิจด้านการออกแบบและผลิตเกมลงในโทรศัพท์มือถือ
ในบรรดาประเทศที่ค้าขายกับเกาหลีเหนือ จีนยังคงสัดส่วนการลงทุนผ่านบริษัทข้ามชาติมากที่สุด คิดเป็น 57% มูลค่ากว่า 3,500 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อปี 2554 ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นจากตัวเลขเมื่อปีก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ 53% รายงานจากสถาบันซัมซุงของเกาหลีใต้ล่าสุดเปิดเผยว่า จีนเข้าไปลงทุนด้านเหมืองแร่ในเกาหลีเหนือตั้งแต่ปี 2547 จนมูลค่าการลงทุนดังกล่าวโตเกิน 500 ล้านเหรียญสหรัฐไปแล้ว และเป็นที่ร่ำลือกันว่าในอนาคตอันใกล้ ไม่ว่าการเมืองในเกาหลีเหนือจะเป็นอย่างไร จีนจะยังคงเก็บผลประโยชน์ทุกเม็ดจากการทำมาหากินในเกาหลีเหนือ
กลยุทธ์ที่จีนใช้ในการทำธุรกิจในเกาหลีเหนือได้แก่ การดำเนินการผ่านทางบริษัทข้ามชาติของจีนที่มีความแข็งแกร่งในแต่ละภาคส่วนทางเศรษฐกิจ เมื่อส่งบริษัทเหล่านั้นเข้าไปลงทุนแล้วก็ให้การสนับสนุนลับๆ อยู่เบื้องหลัง โดยเฉพาะด้านการประสานงานอำนวยความสะดวกผ่านทางการเมือง ว่ากันว่าเคยมีบริษัทจีนบริษัทหนึ่งเข้าไปลงทุนผ่านทางการร่วมทุนกับหุ้นส่วนชาวเกาหลีเหนือ ต่อมาอยู่ดีๆ หุ้นส่วนเกาหลีเหนือต้องการฮุบหุ้นและกิจการทั้งหมดในเกาหลีเหนือเป็นของตนเอง ผู้บริหารจีนรายนั้นจึงต่อสายไปถึงนายกรัฐมนตรีจีน เวินเจียเป่า และผลสุดท้ายก็เป็นอันเรียบร้อยโรงเรียนจีน บริษัทจีนบริษัทนั้นก็ยังคงเป็นที่เกรงขามต่อนักธุรกิจเกาหลีเหนือจนถึงปัจจุบัน และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของโมเดลธุรกิจแบบใหม่ของตลาดเกิดใหม่ที่เรียกกันว่า State Capitalism ซึ่งเป็นโมเดลที่กำลังก้าวเข้ามามีบทบาทแข่งขันกับโมเดลของตะวันตกอย่าง Market Capitalism
หลายประเทศทั่วโลกเดินหน้าพยายามคิดและสร้างโมเดลทางเศรษฐกิจเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการกินดีอยู่ดีของประชาชนและสร้างความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ ประเทศไทยของเรายังคงมัวมะงุมมะงาหราอยู่กับความพยายามสร้างความปรองดองทางการเมืองอยู่เลย สาธุประเทศไทย...







