posttoday

คนข้างถนน

12 กุมภาพันธ์ 2555

การได้อยู่ภายใต้ชายคาบ้าน มีผ้าห่มสักผืนและจิบเครื่องดื่มร้อนๆ สักแก้ว

การได้อยู่ภายใต้ชายคาบ้าน มีผ้าห่มสักผืนและจิบเครื่องดื่มร้อนๆ สักแก้ว

ในยามที่อากาศภายนอกเย็นยะเยือก ถือเป็นความอิ่มเอมทางกาย ซึ่งเป็นเรื่องที่แสนจะธรรมดาสำหรับใครหลายคน จนในบางครั้งทำให้ลืมนึกไปว่าขณะที่เรากำลังอยู่อย่างสุขสบายในบ้านที่แสนอบอุ่น ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่ไร้ซึ่งผ้าห่มคลุมกาย ไม่มีอาหารประทังชีวิต ที่สำคัญ ไร้ซึ่งสถานที่ให้หลบหนาว พวกเขาต้องใช้ชีวิตเร่ร่อนอยู่ตามที่โล่งแจ้ง เผชิญความหนาวเหน็บไปพร้อมๆ กับความรู้สึกหิวโหย ช่างเป็นความเป็นอยู่ของคนบนโลกใบเดียวกันที่แตกต่างกันราวฟ้ากับดิน คนเร่ร่อนที่ใช้ชีวิตอยู่ตามข้างถนนเหล่านี้ถือเป็นกลุ่มคนที่สะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำทางรายได้ของชาวจีนได้เป็นอย่างดี

ความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของจีนดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ไม่ได้ช่วยให้คนเร่ร่อนตามท้องถนนลดจำนวนลงแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม เรากลับพบเห็นคนกลุ่มนี้ได้เกือบทุกซอกมุมของถนน และมีแนวโน้มว่าจะค่อยๆ คืบคลานเข้ามาจับจองพื้นที่ตามเมืองใหญ่ๆ ของจีนมากขึ้น จนกลายเป็นความชินตาที่ได้พบเห็น เพราะไม่ว่าจะเป็นบนสะพานลอย อุโมงค์ใต้ดิน ย่านธุรกิจ ล้วนเป็นที่สิงสถิตของคนเร่ร่อนที่ยึดอาชีพแบบไม่ต้องใช้ทุนอย่าง “ขอทาน” สร้างความเดือดร้อนให้แก่คนรอบข้างและเป็นบ่อเกิดของปัญหาสังคมนานัปการ

คนข้างถนน

 

การรวมกลุ่มของคนเร่ร่อนตามย่านเศรษฐกิจสำคัญๆ ของเมืองก็ไม่มีวัตถุประสงค์อะไรมากไปกว่าการสามารถหารายได้เป็นกอบเป็นกำจากการขอทาน อันเป็นผลจากรายได้ของคนเมืองที่สูงกว่าชาวชนบทหลายเท่าตัว ทั้งยังมีที่พักอาศัยให้หลบร้อนหลบหนาว ไม่ต้องนอนกลางดินกินกลางทราย เพราะอานิสงส์จากอาคารสูงทันสมัยที่ผุดขึ้นเป็นเงาตามตัวของเศรษฐกิจที่พัฒนาไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง ทว่าปัจจัยที่เอื้ออำนวยต่อชีวิตความเป็นอยู่เหล่านี้กลับทำให้คนหัวใสรวมตัวกันตั้งแก๊งต้มตุ๋นที่ทำมาหากินบนความทุกข์ของคนเร่ร่อนต่างถิ่น ด้วยการพามาปล่อยทิ้งไว้ตามจุดต่างๆ เพื่อขอความเห็นใจจากผู้คนที่เดินผ่านไปมา ถือเป็นการกระทำที่ไร้ซึ่งมนุษยธรรมและบ่อนทำลายภาพลักษณ์ของเมืองเป็นอย่างยิ่ง ถ้าเป็นชาวต่างชาติที่เคยมีประสบการณ์ตรงกับเด็กขอทานกลุ่มนี้ จะรู้สึกสะท้อนใจว่าเหตุใดเมืองที่เต็มไปด้วยความเจริญก้าวหน้าทางวัตถุหลายแห่งของจีนจึงแฝงไว้ซึ่งความเสื่อมโทรมทางสังคม ทำให้เกิดความรู้สึกในแง่ลบต่อผู้คนในเมืองนั้นๆ เพราะสังเวชใจไปกับสภาพชีวิตของเด็กและเยาวชนที่ด้อยโอกาสเหล่านี้

เมื่อเทียบกับคนข้างถนนในประเทศแอฟริกาหรือสหรัฐแล้ว ถือว่าชีวิตความเป็นอยู่ของคนกลุ่มนี้ในประเทศจีนลำเค็ญกว่ามาก นอกจากจะไม่มีบ้าน ไม่มีฐานะทางสังคม ไม่ได้รับความรักจากผู้คนรอบข้างแล้ว ยังต้องเผชิญกับชะตากรรมเพียงลำพัง สิ่งเดียวที่พวกเขามีอยู่ในความคิดคือ การอยู่รอดปลอดภัยไปวันๆ แม้จะมีการรณรงค์ให้ความช่วยเหลือด้านชีวิตความเป็นอยู่ของคนกลุ่มนี้อยู่บ้าง แต่ก็เปรียบเหมือนหยดน้ำในทะเลทรายที่แทบไม่เกิดประสิทธิผลเท่าใดนัก คนกลุ่มนี้ยังคงถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมและมักถูกมองว่าเป็นภาระทางสังคมที่หลายฝ่ายต้องการกำจัดให้หมดไป

ในขณะที่ผู้นำประเทศประกาศเจตนารมณ์ในการสรรค์สร้างสังคมให้เกิดความสมานฉันท์ แต่ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นกลับสวนทางกัน ตัวเลขของคนข้างถนนเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ขอทานตามเมืองใหญ่ๆ เริ่มแผ่อิทธิพลออกไปในวงกว้าง แม้จะมีชาวจีนที่สามารถลืมตาอ้าปากและสร้างฐานะที่มั่นคงหลังจากที่เปิดสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับนานาประเทศ แต่คนกลุ่มนี้ก็มีเพียงแค่หยิบมือเท่านั้น เมื่อเทียบกับเพื่อนร่วมชาติอีกหลายพันล้านชีวิต การแบ่งแยกทางสังคมอันเนื่องมาจากความไม่เท่าเทียมกัน จึงกลายเป็นเรื่องที่น่าขบคิดของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะคนข้างถนนในสังคมเป็นผลผลิตที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่เป็นไปอย่างไม่สมบูรณ์

เรื่องที่น่าเป็นห่วงคือ ตัวเลขล่าสุดของเด็กข้างถนนจีนในปัจจุบันมีมากกว่า 1.5 แสนราย และ 83% ของเด็กกลุ่มนี้มาจากดินแดนที่ห่างไกลและเป็นชนบทที่มีความเป็นอยู่แร้นแค้น โดยมากมีความรู้ต่ำกว่าระดับประถมศึกษา อายุก็น้อยมาก หนทางเดียวที่ทำให้เด็กเหล่านี้ยืนหยัดอยู่ในสังคมได้คือ การเป็นขอทาน กรมประชาสงเคราะห์ที่ดูแลรับผิดชอบเรื่องคนข้างถนนก็ไม่ได้นิ่งดูดาย เพียงแต่การช่วยเหลืออุ้มชูเด็กข้างถนนคนหนึ่งๆ ให้หลุดพ้นจากสภาพชีวิตดังกล่าวไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องมีค่าใช้จ่ายในเรื่องการเลี้ยงดู การให้การศึกษา ค่ารักษาพยาบาล และค่าใช้จ่ายจิปาถะ ซึ่งถือเป็นค่าใช้จ่ายที่มีต้นทุนสูงมากทีเดียว อีกอย่างแนวคิดเกี่ยวกับการดูแลเด็กข้างถนนของข้าราชการจีนยังคงผลักภาระให้แก่บุพการี เพราะคิดว่าเป็นความบกพร่องในหน้าที่ของพ่อแม่

ไม่เพียงแต่แนวคิดของข้าราชการจะเป็นเช่นนี้ พ่อแม่ชาวจีนโดยทั่วไปก็มีความรู้สึกไม่ต่างกัน ด้วยเหตุนี้การคุ้มครองสิทธิเด็กจึงเป็นเรื่องที่ดำเนินไปอย่างลำบากมากในสังคมจีน และนั่นจึงเป็นเหตุให้เรื่องเลวร้ายต่างๆ อย่างการผลิตนมปลอม การผลิตวัคซีนเด็กปลอมที่คร่าชีวิตเด็กจำนวนมากเกิดขึ้นบ่อยครั้ง รวมไปถึงเหตุการณ์ฆ่าเด็กอย่างทารุณตามที่เราได้รับรู้รับฟังกัน ภาพของเด็กข้างถนนตามเมืองใหญ่ๆ ที่ได้ชื่อว่าเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของโลกอย่างกวางเจาก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่บ่งบอกถึงปัญหาเด็กที่มีชีวิตน่าเวทนา เราจะสังเกตเห็นเด็กกลุ่มนี้ว่าไม่พิกลพิการก็ดูขาดสารอาหาร หน้าตามอมแมม เสื้อผ้าขาดวิ่น แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีใครแยแส เพราะไม่อยากหาเรื่องเดือดร้อนมาใส่ตัว หากเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นในประเทศที่มีกฎหมายคุ้มครองสิทธิเด็กอย่างญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้แล้วละก็ เรื่องราวคงบานปลายเป็นข่าวใหญ่ในหน้าหนังสือพิมพ์กันเลยทีเดียว

แต่ใช่ว่าคนข้างถนนจะไม่มีโอกาสกลับไปอยู่ในวงจรชีวิตของคนในสังคม เรื่องราวทีมฟุตบอลคนข้างถนนของฮ่องกงที่เข้าร่วมการแข่งขันชิงถ้วยฟุตบอลคนข้างถนนโลก (ค.ศ. 2005) เป็นแรงบันดาลใจที่ดีให้แก่คนข้างถนนที่ยังมีความศรัทธาในตัวเอง และเป็นเรื่องที่น่าศึกษาสำหรับผู้ที่กำลังมองหาแนวทางการแก้ไขปัญหาคนข้างถนนของจีน นักฟุตบอลทีมนี้ได้รับเงินช่วยเหลือจากผู้มีจิตศรัทธามอบเงินส่วนบุคคลจำนวนไม่มากเป็นค่าใช้จ่ายในการฝึกซ้อมให้พวกเขา ไม่น่าเชื่อว่าผลลัพธ์ที่ได้รับกลับดีเกินคาด พวกเขาสามารถเข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลติดต่อกันหลายปี หลังจากที่การแข่งขันเสร็จสิ้นลง คนกลุ่มนี้สามารถกลับมาใช้ชีวิตในสังคมเฉกเช่นเพื่อนร่วมชาติคนอื่นๆ โดยอาศัยการแข่งขันฟุตบอลเรียกความเชื่อมั่นในศักดิ์ศรีและคุณค่าของตนเองกลับมา ถือเป็นแบบอย่างที่ดีของการให้โอกาสแก่ผู้ด้อยโอกาสในสังคม

อย่างไรก็ดี การปล่อยให้คนข้างถนนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามถนนหนทางในเมืองขนาดกลางและขนาดใหญ่ของจีนโดยไร้การควบคุม ย่อมสร้างความเสียหายให้แก่ภาพรวมทางเศรษฐกิจและส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสวัสดิภาพของผู้คนในเมืองนั้นๆ อาจเป็นชนวนให้เกิดแรงต่อต้านจากชาวเมืองจนเกิดเป็นเรื่องราวใหญ่โต ปัญหาคนข้างถนนในจีนจึงไม่ได้เป็นเรื่องที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะสามารถรับมือได้ แต่ต้องเป็นความร่วมมืออย่างจริงจังของทุกฝ่าย เพราะถือเป็นปัญหาระดับชาติที่เรื้อรังมานาน

 

ข่าวล่าสุด

จีนร่างกฎคุมเข้ม “มนุษย์ดิจิทัล” เพื่อคุ้มครองเด็กและความมั่นคง