
เจรจาวิกฤตหนี้กรีซเหลวอีก
เอเธนส์-เจ้าหนี้หารือยืดเยื้อ ผู้นำเยอรมนีเร่งให้หาข้อสรุป
เอเธนส์-เจ้าหนี้หารือยืดเยื้อ ผู้นำเยอรมนีเร่งให้หาข้อสรุป
วิกฤตหนี้กรีซส่อบานปลายหลังการเจรจาระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มทรอยกาเรื่องเงินช่วยเหลือรอบสองล้มเหลว
วิกฤตหนี้กรีซส่อยืดเยื้อและทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นภายหลังการเจรจาระหว่างรัฐบาลกรุงเอเธนส์ และคณะกรรมการร่วมผู้ตรวจสอบวินัยการคลังของยุโรป (ทรอยกา) ล้มเหลวที่จะบรรลุข้อสรุปเรื่องการขอรับเงินช่วยเหลือรอบสองมูลค่า 1.3 แสนล้านยูโร เพื่อป้องกันการผิดชำระหนี้ของกรีซ ขณะที่การเจรจาระหว่างรัฐบาลและกลุ่มผู้นำการเมืองกรีซ เรื่องมาตรการรัดเข็มขัดต้องถูกเลื่อนออกไปอย่างกะทันหัน สร้างความไม่พอใจให้กับบรรดาผู้นำยุโรปเป็นอย่างยิ่ง
อีแวนเกลอส เวนิเซลอส รัฐมนตรีคลังกรีซ ได้ออกโรงยอมรับว่าการเจรจาเรื่องเงินช่วยเหลือรอบสองเป็นไปอย่างยากลำบาก แต่ก็กำลังดำเนินต่อไป
“การเจรจาเป็นไปอย่างยากลำบาก ทันทีที่ได้ข้อสรุปในประเด็นหนึ่ง ปัญหาใหม่ก็จะผุดขึ้นมาทันที” เวนิเซลอส กล่าวภายหลังเข้าหารือกับตัวแทนจากไอเอ็มเอฟ อีซีบี และอียู
ทั้งนี้ รัฐบาลกรุงเอเธนส์จำเป็นต้องบรรลุข้อสรุปเรื่องมาตรการรัดเข็มขัดเพิ่มเติม ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทางทรอยกากำหนดไว้เพื่อแลกกับเงินช่วยเหลือรอบสอง
ความล่าช้าและยืดเยื้อของรัฐบาลกรีซในครั้งนี้ได้สร้างความไม่พอใจให้กับชาติสมาชิกอียู โดยเฉพาะอย่างยิ่งเยอรมนี
“ฉันไม่เข้าใจว่าการปล่อยให้เวลาผ่านไปนั้น จะก่อให้เกิดประโยชน์อะไรได้บ้าง” อังเกลา แมร์เกิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี กล่าว
ด้าน โอลิเวียร์ บลองชาร์ด หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เปิดเผยว่า รัฐบาลกรุงเอเธนส์จำเป็นต้องลดค่าจ้างเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและนำประเทศออกจากหล่มทางเศรษฐกิจ
“กรีซจำเป็นต้องลดหนี้สิน แต่หนี้เป็นเพียงปัญหาส่วนหนึ่งเท่านั้น และเป็นปัญหาที่แก้ง่ายสุด โดยปัญหาอีกส่วนหนึ่งคือความสามารถในการแข่งขัน” บลองชาร์ด กล่าว โดยย้ำชัดว่า กรีซมีทางเลือก 2 ทาง คือ ลดค่าจ้างเจ้าหน้าที่รัฐหรือคงค่าจ้างในระดับเดิมและหันไปเพิ่มกำลังการผลิตแทน
วันเดียวกัน ฝรั่งเศสเปิดเผยว่า เมื่อปี 2554 ประเทศประสบภาวะขาดดุลการค้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 6.9 หมื่นล้านยูโร (ราว 2.8 ล้านล้านบาท)
อย่างไรก็ตาม ปิแอร์ เลลลูช รัฐมนตรีพาณิชย์ฝรั่งเศส ยืนยันว่า แม้ประเทศจะขาดดุลการค้า ทว่ามูลค่าการส่งออกที่ขยายตัว 8.6% ส่งผลให้มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นถึง 9 หมื่นตำแหน่ง







