posttoday
จับตาพม่าแห่คืนถิ่นหลังรัฐบาลเดินหน้าปฏิรูปประเทศ

จับตาพม่าแห่คืนถิ่นหลังรัฐบาลเดินหน้าปฏิรูปประเทศ

05 กุมภาพันธ์ 2555

หากถามว่า ในวินาทีนี้ประเทศใดในโลกที่กำลังได้รับการจับตามอง พร้อมๆ กับการอ้าแขนต้อนรับอย่างอบอุ่นจากประชาคมโลก

หากถามว่า ในวินาทีนี้ประเทศใดในโลกที่กำลังได้รับการจับตามอง พร้อมๆ กับการอ้าแขนต้อนรับอย่างอบอุ่นจากประชาคมโลก

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

หากถามว่า ในวินาทีนี้ประเทศใดในโลกที่กำลังได้รับการจับตามอง พร้อมๆ กับการอ้าแขนต้อนรับอย่างอบอุ่นจากประชาคมโลก

คำตอบนั้นคงหนีไม่พ้นประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงของไทย ซึ่งก็คือ “ประเทศพม่า” เป็นแน่

เพราะการเดินหน้าปฏิรูปประเทศสู่ความเป็นประชาธิปไตยของรัฐบาลพม่าในช่วงไม่กี่ปีให้หลังมานี้ ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยตัว นางอองซาน ซูจี แกนนำผู้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ซึ่งถูกกักบริเวณมานานถึง 20 ปี การปล่อยนักโทษทางการเมืองร่วมพันคน และล่าสุดคือ การลงนามในข้อตกลงหยุดยิงกับชนกลุ่มน้อยต่างๆ ภายในประเทศ ล้วนแต่เป็นความเคลื่อนไหวที่ทำให้ทัศนคติและภาพลักษณ์ที่ชาติตะวันตกมีต่อพม่าเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นทั้งสิ้น

จับตาพม่าแห่คืนถิ่นหลังรัฐบาลเดินหน้าปฏิรูปประเทศ

เรียกได้ว่า ความก้าวหน้าที่เกิดขึ้น ได้สร้างความพึงพอใจให้กับบรรดาชาติตะวันตกเป็นอย่างยิ่ง จนส่งผลให้ถนนทุกสายเริ่มมุ่งตรงสู่พม่า

สิ่งนี้ยืนยันได้จากการเดินทางเยือนพม่าครั้งประวัติศาสตร์ของ ฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา รวมทั้งเจ้าหน้าที่ระดับสูงอื่นๆ ที่ได้แวะเวียนมาพม่าอย่างไม่ขาดสาย และเสียงชื่นชมอย่างกึกก้องจากนานาประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากสหภาพยุโรป (อียู) ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ก็ได้เริ่มประกาศยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรพม่าแล้ว

ขณะเดียวกัน พม่ายังเป็นที่จับตามองของบรรดานักลงทุนต่างชาติที่พยายามสอดส่องหาช่องทางในการเข้าไปลงทุนทำกำไร

เพราะต้องไม่ลืมว่า พม่านั้นอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติหลากหลายชนิด ซึ่งเป็นที่ต้องการทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นก๊าซธรรมชาติ ป่าไม้ หรือแร่ธาตุ

จับตาพม่าแห่คืนถิ่นหลังรัฐบาลเดินหน้าปฏิรูปประเทศ

 

ดังนั้น เมื่อประเทศกำลังถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญเช่นนี้ นักวิเคราะห์จึงมองว่า อีกไม่นานชาวพม่ากว่า 1 ล้านคน ที่ลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศ อาจยกทัพกลับบ้านเกิดเมืองนอนด้วยความหวังว่า การเปลี่ยนแปลงประเทศครั้งนี้จะนำไปสู่ความสงบสุข และสร้างโอกาสในการทำมาหาเลี้ยงชีพในบ้านเกิดอีกครั้ง

ทั้งนี้ ต้องทราบก่อนว่าปัญหาชนกลุ่มน้อยในพม่านั้นมีปัจจัยสำคัญมาจากการที่ประเทศมีประชากรหลากหลายเชื้อชาติ โดยมีชาติพันธุ์พม่า 63% ไทยใหญ่ 16% มอญ 5% ยะไข่ 5% กะเหรี่ยง 3.5% คะฉิ่น 3% ไทย 3% และชิน 1%

ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับชนกลุ่มน้อยเกิดขึ้นมาเป็นเวลานาน นับตั้งแต่สมัยหลังอาณานิคม (ปี 2491) โดยกองกำลังชนกลุ่มน้อยกลุ่มต่างๆ มีอาณาบริเวณและมวลชนที่สนับสนุนตนเอง กลุ่มเหล่านี้จึงปรารถนาที่จะแยกเป็นรัฐอิสระ ไม่อยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลกลางพม่า

เมื่อความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกลางพม่ากับชนกลุ่มน้อยต่างๆ เริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้น อาทิ เกิดการสู้รบ และการใช้มาตรการกดขี่ชนกลุ่มน้อยอย่างรุนแรง ชนกลุ่มน้อยจำนวนมากจึงเลือกที่จะลี้ภัยไปต่างประเทศ

ปัจจุบัน กลุ่มผู้ลี้ภัยชนกลุ่มน้อยพม่า คือ กลุ่มผู้ลี้ภัยขนาดใหญ่สุดของโลกกลุ่มหนึ่งด้วยตัวเลขที่สูงถึง 1 ล้านคน โดยจะกระจายอยู่ตามประเทศต่างๆ ในเอเชีย ได้แก่ บังกลาเทศ อินเดีย ไทย มาเลเซีย และจีน

สภาพความเป็นอยู่ของกลุ่มผู้ลี้ภัยในแต่ละประเทศจะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ยกตัวอย่างเช่น ขณะที่กลุ่มโรฮิงยาราว 4 แสนคน ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยมุสลิม ดำรงชีวิตอย่างยากลำบากในบังกลาเทศ ชนกลุ่มน้อยอื่นๆ กลับมีสภาพชีวิตที่ดีในค่ายผู้ลี้ภัยตามชายแดนไทยพม่า

เมื่อสถานการณ์ในพม่าเริ่มเป็นไปในทิศทางบวก แน่นอนว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือ การเดินทางกลับประเทศของผู้ลี้ภัยชาวพม่าเหล่านี้

ขณะที่ รัฐบาลบังกลาเทศกำลังดำเนินการและเจรจากับรัฐบาลพม่าเพื่อส่งตัวผู้ลี้ภัยกว่า 1 หมื่นคนกลับประเทศ

“ขณะนี้เรากำลังโน้มน้าวผู้ลี้ภัยให้กลับพม่า เพราะเราเชื่อว่าสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศได้พัฒนาสู่ระดับที่น่าพอใจแล้ว” ฟิรอส ซาลาฮุดดิน เจ้าหน้าที่ดูแลผู้ลี้ภัยของรัฐบาลบังกลาเทศ กล่าว ทว่าเจ้าตัวย้ำว่า เป็นเรื่องที่ยากลำบาก เนื่องจากผู้ลี้ภัยส่วนใหญ่ยังคงหวาดกลัวสิ่งที่รอคอยอยู่ในพม่า

ด้าน ซินเธีย หม่อง แพทย์ชาวกะเหรี่ยง ซึ่งเปิดคลินิกรักษาผู้ลี้ภัยบริเวณชายแดนไทยพม่า มองว่า แม้สถานการณ์ในพม่าเริ่มดีขึ้น แต่ผู้ลี้ภัยก็ควรมีสิทธิเลือก อย่างเช่น 1.เดินทางกลับพม่า 2.อยู่ในประเทศที่ได้ลี้ภัย หรือ 3.ตั้งถิ่นฐานในประเทศที่สามอย่าง สหรัฐ ออสเตรเลีย หรือแคนาดา

จับตาพม่าแห่คืนถิ่นหลังรัฐบาลเดินหน้าปฏิรูปประเทศ

 

เพราะต้องไม่ลืมว่า สิ่งที่รอคอยกลุ่มลี้ภัยเหล่านี้อยู่ก็คือหมู่บ้านซึ่งถูกทำลาย เขตทุ่นระเบิด ผู้คนที่บอบช้ำ สังคมที่ปราศจากความช่วยเหลือใดๆ ในประเทศที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง และความน่าสะพรึงกลัวของอดีตที่อาจตามมาหลอกหลอนได้ทุกเมื่อ

ดังนั้น หลายฝ่ายจึงแสดงความกังวลว่า ความเปลี่ยนแปลงในพม่าในช่วงปีที่ผ่านมาจะกลายเป็นแรงกดดันให้ผู้ลี้ภัยกลับประเทศ ทั้งๆ ที่บ้านเกิดนั้นยังไม่พร้อมที่จะต้อนรับการกลับคืนถิ่นของผู้ลี้ภัย

ขณะเดียวกัน ผู้ลี้ภัยเองก็ยังคงหวาดกลัวในความปลอดภัยหากกลับประเทศ “การลงนามในข้อตกลงหยุดยิงเป็นสิ่งที่ทำได้ภายในไม่กี่นาที แต่การรักษาคำมั่นสัญญานั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เราต้องดูกันต่อไปว่า รัฐบาลนั้นมีความจริงใจต่อชนกลุ่มน้อยมากเพียงใด” ผู้ลี้ภัยคนหนึ่งกล่าว โดยยังได้ย้ำชัดอีกว่า อาจเป็นเวลาอีกหลายปีกว่าที่สังคมพม่าจะสามารถก้าวข้ามความหวาดกลัว ความเกลียดชัง และการหักหลังที่ผ่านมาในอดีต ซึ่งตราบใดที่ยังไม่ถึงวันนั้น ผู้ลี้ภัยก็ไม่พร้อมที่จะกลับบ้านอย่างแน่นอน

ยิ่งตัวเลขผู้ลี้ภัยที่ไหลทะลักเข้าไทยสูงถึงเดือนละ 1,000 คน ในปัจจุบัน ก็ยิ่งตอกย้ำความจริงในข้อนี้ โดยทางรัฐบาลไทยนั้นยืนยันว่าจะไม่มีการบีบบังคับให้ผู้ลี้ภัยกลับประเทศ

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญหลายรายก็ออกโรงเตือนว่า นับแต่นี้ไป ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ลี้ภัยชาวพม่าในต่างแดนจะต้องลำบากมากยิ่งขึ้น เพราะบรรดาชาติตะวันตกซึ่งแต่ก่อนเคยให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยเหล่านี้ จะเริ่มหันมาให้ความช่วยเหลือรัฐบาลพม่าแทน ภายหลังเห็นสัญญาณความเปลี่ยนแปลงต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง

แจ๊ก ดันฟอร์ด หัวหน้าสมาคมช่วยเหลือผู้ลี้ภัยตามแนวชายแดนไทยพม่า ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ให้ความช่วยด้านอาหารและเสบียงพื้นฐานแก่ค่ายผู้ลี้ภัย เปิดเผยว่า การจำหน่ายอาหารแก่ผู้ลี้ภัยจะต้องลดลงกว่าครึ่ง เพราะล่าสุดทางยุโรปวางแผนที่จะหันมาช่วยเหลือพม่ามากขึ้น และลดการช่วยเหลือผู้ลี้ภัยในต่างแดน

ทั้งนี้ แม้ว่าสถานการณ์ขณะนี้สำหรับกลุ่มลี้ภัยชาวพม่าจะยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่กลุ่มผู่้ลี้ภัยก็ยังคงมี “ความหวัง” สำหรับอนาคตที่สดใส

“เราไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น และอนาคตของพวกเราจะเป็นเช่นใด แต่ที่แน่ๆ ก็คือ พระเจ้าจะเป็นผู้นำทางเราเอง” ผู้ลี้ภัยรายหนึ่งกล่าวอย่างมั่นใจ 
 

 

ข่าวล่าสุด

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน