
อียูเพิ่มวินัยการคลัง-ใช้กองทุนตัวช่วย ฟื้นเชื่อมั่นนักลงทุน
ผู้นำอียูบรรลุข้อตกลงในที่ประชุมร่วมลงนามเพิ่มวินัยทางการคลัง
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ผู้นำอียูบรรลุข้อตกลงในที่ประชุมร่วมลงนามเพิ่มวินัยทางการคลัง อนุมัติใช้กองทุนช่วยเหลือถาวร เว้นอังกฤษ-เช็ก ด้านกรีซ เชื่อคุยเจ้าหนี้ลงตัวภายในสัปดาห์นี้
รอยเตอร์ส รายงานว่า การประชุมสุดยอดผู้นำสหภาพยุโรป (อียู) ที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เมื่อวันที่ 30 ม.ค.ที่ผ่านมา ได้บทสรุปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดย 25 ชาติสมาชิก ยกเว้นอังกฤษกับสาธารณรัฐเช็ก ต่างร่วมลงนามในข้อตกลงที่จะเสริมกฎระเบียบทางการคลังที่คุมเข้ม พร้อมบทลงโทษที่เข้มงวดเพื่อให้ชาติสมาชิกอียูมีระบบการคลังที่แข็งแกร่งตามที่เยอรมนีเสนอ แม้ว่าการกระทำดังกล่าวอาจจะต้องหมายถึงมาตรการรัดเข็มขัดที่ทวีระดับความรุนแรงขึ้น จนส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศก็ตาม
รายงานระบุว่า ข้อตกลงวินัยเข้มงวดทางการคลังนี้ จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือน มี.ค.เป็นต้นไป โดยหากมีการตรวจสอบพบว่าชาติสมาชิกละเมิดกฎข้อหนึ่งข้อใด อียูสามารถเข้าไปแทรกแซงประเทศนั้นๆ ได้โดยอัตโนมัติ พร้อมเข้าไปจัดการให้งบประมาณเกิดความสมดุล
นายกรัฐมนตรี อังเกลา แมร์เกิล แห่งเยอรมนี กล่าวยอมรับในงานแถลงข่าวภายหลังการประชุมว่า แม้การลงนามร่วมกันในข้อตกลงวินัยเข้มงวดทางการคลัง โดยรวมถึงการตกลงตั้งกองทุนช่วยเหลือถาวรสำหรับประเทศในกลุ่มยูโรโซน จะเป็นเพียงขั้นตอนเล็กๆ ที่ไม่สำคัญอะไร แต่แมร์เกิลยืนยันว่าขั้นตอนดังกล่าวจะเป็นหนทางที่ฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อยุโรปให้คืนมา
ทั้งนี้ การร่วมลงนามในครั้งนี้ได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากธนาคารกลางแห่งยุโรป (อีซีบี) โดย มาริโอ ดรากี ประธานอีซีบี ระบุว่า ข้อตกลงร่วมกันที่เกิดขึ้นเปรียบเสมือนก้าวแรกสู่การเป็นสมาพันธ์การคลังยุโรป และยังกล่าวว่าการลงนามในครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นที่มีต่อภูมิภาคยุโรปให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
สำหรับประเด็นสำคัญที่มีการหารือในการประชุมสุดยอดผู้นำยุโรปในครั้งนี้ ได้แบ่งออกเป็นสองประเด็นหลัก โดยช่วงครึ่งแรกของการประชุมได้มุ่งความสนใจถึงกลยุทธ์ที่จะมาช่วยฟื้นเศรษฐกิจที่ซบเซาของภูมิภาค พร้อมเพิ่มอัตราการจ้างงาน ภายใต้เงื่อนไขเลวร้ายในปัจจุบันที่รัฐบาลบางประเทศกำลังเผชิญอยู่ ทั้งการตัดลดค่าใช้จ่ายและการเพิ่มภาษี
ในส่วนของประเด็นที่สองที่มีการหารือกัน ก็คือมาตรการรัดเข็มขัดที่บรรดาผู้นำอียูยังมีความเห็นที่แตกต่างกันอยู่ ยิ่งเมื่อการเจรจาของกรีซกับเจ้าหนี้ในการปรับลดยอดหนี้ยังไม่มีรายละเอียดที่แน่ชัดออกมา ก็ยิ่งทำให้นักลงทุนจากทั่วโลกเริ่มไม่มั่นใจว่ายุโรปจะสามารถแก้วิกฤตหนี้ตามที่พูดไว้ได้หรือไม่
ประธานาธิบดี นิโกลาส์ ซาร์โกซี หนึ่งใน 3 แกนนำสำคัญในการประชุมสุดยอดผู้นำอียูครั้งนี้ แสดงความหวังว่ากรีซจะสามารถบรรลุข้อตกลงในการปรับลดยอดหนี้กับบรรดาเจ้าหนี้ได้ภายในเร็ววัน พร้อมเชื่อมั่นว่าองค์การอิสระของยุโรป ซึ่งก็คือธนาคารกลางแห่งยุโรป จะสามารถจัดการหาเงินทุนมาช่วยเหลือได้อย่างเพียงพอต่อความต้องการ
ด้านนายกฯ ลูคัส ปาปาเดมอส แห่งกรีซ กล่าวว่า กรีซหวังจะตกลงกับเจ้าหนี้ในเรื่องการปรับโครงสร้างหนี้มูลค่า 2 แสนล้านยูโร ภายในสัปดาห์นี้ เพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขของการขอเงินช่วยเหลือรอบ 2 จากอียูและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ)
ทั้งนี้ จนกว่ากรีซจะสามารถบรรลุข้อตกลงกับเจ้าหนี้ได้ บรรดาผู้นำอียูก็ไม่สามารถอนุมัติเงินช่วยเหลือรอบที่ 2 มูลค่ากว่า 1.3 แสนล้านยูโร ซึ่งเป็นจำนวนที่รัฐบาลกรีซยอมรับว่าหากไม่ได้รับเงินก้อนนี้ กรีซก็อาจจะต้องเสี่ยงกับการผิดนัดชำระหนี้ในเดือน มี.ค.นี้
นอกจากจะร่วมลงนามในข้อตกลงเพิ่มระเบียบวินัยทางการคลังแล้ว ที่ประชุมสุดยอดผู้นำอียูครั้งนี้ยังยินยอมพร้อมใจร่วมกันที่จะนำกองทุนกลไกรักษาเสถียรภาพยุโรป (อีเอสเอ็ม) ซึ่งมีมูลค่า 5 แสนล้านยูโร มาใช้ในเดือน ก.ค.นี้ ซึ่งเร็วกว่าแผนการที่วางกันไว้ก่อนหน้านี้ 1 ปี เพื่อช่วยเหลือประเทศที่กำลังเผชิญปัญหาหนี้สาธารณะ
ขณะนี้ภูมิภาคยุโรปกำลังประสบกับแรงกดดันอย่างหนักจากทั้งสหรัฐ จีน และไอเอ็มเอฟ ตลอดจนชาติสมาชิกของตนเอง ในการเพิ่มจำนวนเงินในกองทุนช่วยเหลือเพื่อเป็นปราการป้องกัน แต่เยอรมนีภายใต้การนำของนายกฯ แมร์เกิล ก็ยังคงยืนกรานว่าจะไม่พิจารณาเรื่องเพิ่มเงินเข้ากองทุนจนกว่าจะถึงเดือน มี.ค.
แม้ 25 ชาติ จากทั้งหมด 27 ชาติสมาชิกอียู จะยินยอมและยินดีร่วมลงนามในข้อตกลงเพิ่มวินัยทางการคลัง แต่อังกฤษยังคงเป็นประเทศเดิมที่ยืนกรานไม่เห็นด้วยกับการลงนาม โดยในคราวนี้มีพันธมิตรเพิ่มเข้ามาด้วยก็คือสาธารณรัฐเช็ก
ทั้งนี้ เหตุผลสำคัญที่ทั้งอังกฤษและเช็กเห็นตรงกันก็คือ การลงนามในข้อตกลงดังกล่าวคือการนำผลประโยชน์ของชาติเข้าเสี่ยงโดยไม่มีเหตุผล
อย่างไรก็ตาม การยืนกรานบนจุดยืนที่จะไม่เข้าร่วม ส่งผลให้นักวิเคราะห์หลายฝ่ายมองว่าจะทำให้นายกฯ เดวิด คาเมรอน แห่งอังกฤษวางตัวได้ลำบากมากขึ้น เพราะชาติสมาชิกอียู เช่น ฝรั่งเศส เพื่อนเก่าแก่ เริ่มไม่เห็นอังกฤษเป็นพันธมิตรอีกต่อไป
และผลลัพธ์ที่จะเป็นไปได้ต่อจากนี้ก็คือข้อเรียกร้องของอังกฤษ หรือข้อเสนอแนะต่างๆ อาจได้รับการเพิกเฉยหรือมองข้ามจากชาติสมาชิกอียูด้วยกันเอง







