
มะกันเปิดศึกละเมิดลิขสิทธิ์ ใครจะเป็นเหยื่อรายต่อไป
เรียกได้ว่าเป็นการเปิดฉากสงครามต้านการละเมิดลิขสิทธิ์อย่างเต็มรูปแบบเมื่อรัฐบาลสหรัฐมีคำสั่งปิดเว็บไซต์
เรียกได้ว่าเป็นการเปิดฉากสงครามต้านการละเมิดลิขสิทธิ์อย่างเต็มรูปแบบเมื่อรัฐบาลสหรัฐมีคำสั่งปิดเว็บไซต์
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
เรียกได้ว่าเป็นการเปิดฉากสงครามต้านการละเมิดลิขสิทธิ์อย่างเต็มรูปแบบเมื่อรัฐบาลสหรัฐมีคำสั่งปิดเว็บไซต์ “เมกาอัพโหลด” หนึ่งในเว็บไซต์แบ่งปันไฟล์ (File Sharing) รายใหญ่สุดของโลก เมื่อวันที่ 19 ม.ค.ที่ผ่านมา
การปิดเว็บไซต์พร้อมกับการบุกจับกุม คิม ดอตคอม หรือคิม ชมิทซ์ ผู้ก่อตั้งเมกาอัพโหลดคาบ้านพักสุดหรูที่เมืองโอ๊กแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ สะท้อนให้เห็นถึงแผนการสุดแยบคายที่ได้ผ่านการเตรียมพร้อมและซักซ้อมมานานหลายเดือนของเจ้าหน้าที่สหรัฐ
ขณะเดียวกัน ยังเป็นการตอกย้ำให้ประชาคมโลกได้เห็นว่ารัฐบาลเมืองลุงแซมนั้น “เอาจริง” กับปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ โดยกระทรวงยุติธรรมสหรัฐได้ยกความเคลื่อนไหวครั้งนี้ว่าเป็น “หนึ่งในคดีลิขสิทธิ์ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่สหรัฐเคยทำมา” เลยทีเดียว
เพราะต้องไม่ลืมว่าเมกาอัพโหลดเป็นเว็บไซต์แบ่งปันไฟล์รายใหญ่ของโลก ที่ให้บริการดาวน์โหลดเพลง ภาพยนตร์ เกม และโปรแกรมต่างๆ ฟรี
หรือกล่าวอีกอย่างก็คือ เป็นเว็บไซต์ที่ให้บริการสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์นั่นเอง
ข้อมูลของทางเว็บไซต์นั้นระบุว่า ในแต่ละวันมีผู้ใช้บริการมากถึง 50 ล้านคนจากทั่วมุมโลก ส่วนตัวเลขผู้ใช้บริการเป็นประจำซึ่งได้ลงทะเบียนไว้กับทางเว็บไซต์นั้นสูงถึง 180 ล้านคน
นอกจากนี้ เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เมกาอัพโหลดยังสามารถครองอันดับที่ 13 ของเว็บไซต์ที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดในโลกอีกด้วย
สำหรับใครที่นึกไม่ออกว่าเมกาอัพโหลดมีอิทธิพลมากเพียงใดต่อชาวไซเบอร์ทั่วโลก ก็ขอให้ลองนึกภาพวันที่เมกาอัพโหลดถูกปิดตัวลง โดยในวันนั้นกิจกรรมบนอินเทอร์เน็ตทั่วโลกลดลงมากถึง 1% ซึ่งหากเทียบกับจำนวนผู้ที่ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลก ซึ่งสูงถึง 2,090 ล้านคนแล้ว 1% มีค่าเท่ากับ 29 ล้านคนเลยทีเดียว
ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่สังเกตได้อีกอย่างก็คือ จังหวะเวลาของการสั่งปิดเว็บไซต์เมกาอัพโหลดนั้นช่างประจวบเหมาะกับช่วงเวลาที่สภาคองเกรสผลักดันร่างกฎหมายต่อต้านการละเมิดลิขสิทธิ์ 2 ฉบับ ซึ่งเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์และถูกต่อต้านอย่างหนักจากบรรดาเว็บไซต์ต่างๆ ทั่วประเทศ ได้แก่ ร่างกฎหมายว่าด้วยการละเมิดลิขสิทธิ์แห่งสหรัฐ (เอสโอพีเอ) และร่างกฎหมายคุ้มครองไอพี (พีไอพีเอ)
ดังนั้น เมื่อเว็บไซต์แบ่งปันไฟล์ยักษ์ใหญ่ของโลกถูกโค่นล้มท่ามกลางสงครามปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ คำถามที่อยู่ในใจของใครหลายๆ คนขณะนี้ก็คือ “ใครจะเป็นเหยื่อรายต่อไป”
ในเบื้องต้น หลายเว็บไซต์อย่างเช่น ไฟล์โซนิก (Filesonic) ได้รีบงดให้บริการการแบ่งปันไฟล์ทันที เช่นเดียวกับอัพโหลดดิงดอตคอม (uploading.com) ซึ่งยังได้บล็อกไอพีแอดเดรสจากสหรัฐเพื่อความปลอดภัยอีกด้วย
ด้านเว็บไซต์ “เรเพดแชร์” (Rapidshare) ซึ่งบรรดากูรูอินเทอร์เน็ตต่างยกให้เป็นตัวเก็งที่จะถูกเล่นงานเป็นรายต่อไปก็รีบออกมาแก้ตัวเป็นการใหญ่ด้วยการพยายามตีตัวออกห่างจากเมกาอัพโหลดมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่ว่าจะเป็นการกล่าวอ้างว่า แม้ว่าทางเว็บไซต์จะให้บริการแบ่งปันไฟล์ก็จริง ทว่าการละเมิดลิขสิทธิ์นั้นคิดเป็นสัดส่วนที่น้อยมากของการใช้บริการบนเว็บไซต์ ซึ่งต่างจากกรณีของเมกาอัพโหลด
หรือจะเป็นคำกล่าวอ้างที่ว่า ที่ผ่านมาเรเพดแชร์ได้รณรงค์ต่อต้านการละเมิดลิขสิทธิ์มาโดยตลอด “เราคือเว็บไซต์กลุ่มแรกๆ ที่ได้ลุกขึ้นมาต่อต้านการละเมิดลิขสิทธิ์อย่างจริงจัง” แดเนียล เรเมอร์ โฆษกและทนายของเรเพดแชร์ กล่าว โดยเจ้าตัวแสดงความมั่นใจว่า เรเพดแชร์จะไม่ถูกเล่นงานอย่างแน่นอน เพราะที่ผ่านมาทางเว็บไซต์ก็ไม่ได้มีปัญหาใดๆ กับภาครัฐ
ทว่า เรเมอร์ ก็ไม่วายที่จะทิ้งคำเตือนไว้ว่า หากเรเพดแชร์ถูกทางการสั่งปิดในที่สุด นั่นหมายความว่าเว็บไซต์ยูทูบ (Youtube) บริการไอคลาวด์ (iCloud) ของแอปเปิล วินโดวส์ ไลฟ์ สกายไดรฟ์ (Windows Live SkyDrive) ของไมโครซอฟท์ ฯลฯ ก็สมควรถูกสั่งปิดเช่นกันเพื่อความยุติธรรม
เพราะหากพิจารณาลักษณะการให้บริการอย่างละเอียดแล้ว เมกาอัพโหลดก็ไม่ได้ต่างอะไรจากเว็บไซต์หรือบริการเหล่านี้เลย กล่าวคือ เป็นการสร้างพื้นที่ให้คนสามารถนำไฟล์ต่างๆ มาเก็บได้ ซึ่งหากผู้ใช้บริการเลือกที่จะแบ่งปันไฟล์เหล่านั้นให้ผู้อื่นก็ถือว่าเป็นการตัดสินใจส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวกับทางเว็บไซต์
หรือกล่าวอีกอย่างก็คือ หากจะใช้มาตรฐานหนึ่งในการสั่งปิดเว็บไซต์แห่งหนึ่ง ก็ต้องใช้มาตรฐานและกฎเกณฑ์เดียวกันสำหรับเว็บไซต์อื่นๆ เช่นกัน
คำเตือนของ เรเมอร์ นั้นสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของบรรดาเว็บไซต์ต่างๆ ที่หวั่นเกรงว่า หากร่างกฎหมายเอสโอพีเอ และ พีไอพีเอผ่านสภา ภาครัฐก็จะสามารถใช้เป็นข้ออ้างในการเล่นงานเว็บไซต์ต่างๆ ได้ง่ายขึ้น เนื่องจากไม่ต้องอาศัยกระบวนการทางกฎหมายเหมือนอย่างที่เกิดขึ้นกับเมกาอัพโหลด ซึ่งถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนนั่นเอง
ขณะเดียวกัน หลายฝ่ายยังโจมตีอุตสาห กรรมภาพยนตร์และเพลงของสหรัฐ ซึ่งแน่นอนว่าเป็นกลุ่มที่สนับสนุนร่างกฎหมายทั้งสองฉบับ และการปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์ ว่าคือปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การละเมิดลิขสิทธิ์นั่นเอง
เพราะต้องไม่ลืมว่าสาเหตุหลักที่ผู้บริโภคเลือกที่จะใช้บริการเว็บไซต์แบ่งปันไฟล์ ก็เพราะความสะดวกสบาย และความรวดเร็วในการเข้าถึงเพลงและภาพยนตร์ต่างๆ นั่นเอง
“เว็บไซต์เหล่านี้ประสบความสำเร็จเพราะสามารถมอบสิ่งที่อุตสาหกรรมภาพยนตร์และเพลงไม่สามารถมอบให้กับผู้บริโภคได้” เกบ นิวเอลล์ ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท วาล์ว (Valve) ซึ่งเป็นผู้ผลิตเกมชื่อดังอย่าง “เคาน์เตอร์สไตรก์” กล่าว
ด้าน แมท เบิร์นส์ นักเขียนของเว็บไซต์เทคครันช์แสดงความเห็นว่า ความเคลื่อนไหวในการปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์ของรัฐบาลสหรัฐในครั้งนี้ควรจุดประกายให้อุตสาหกรรมบันเทิงหันมาพิจารณาจุดด้อยของตัวเอง
“กลุ่มเหล่านี้ทุ่มเงินมหาศาลเพื่อต่อต้านการละเมิดลิขสิทธิ์ ทว่าควรหันไปลงทุนด้านการพัฒนาและวิจัยสินค้าและบริการมากกว่า เพราะท้ายสุด หากปิดเว็บไซต์แชร์ไฟล์แห่งหนึ่ง เว็บไซต์ลักษณะเดียวกันก็จะผุดขึ้นตามมา” เบิร์นส์ กล่าว
เพราะท้ายสุด หากยังคงมีความต้องการจากลูกค้า ผู้ประกอบการก็จะต้องหาหนทางที่จะเข้าถึงมันให้ได้







