
โศกนาฏกรรมเรือสำราญความเคลือบแคลงที่สั่นคลอนอตุฯล่องเรือ
นับเป็นอุบัติเหตุสุดอื้อฉาวที่สร้างความตกตะลึงไปทั่วโลกเมื่อเรือสำราญ “คอสตา กอนการ์เดีย”
นับเป็นอุบัติเหตุสุดอื้อฉาวที่สร้างความตกตะลึงไปทั่วโลกเมื่อเรือสำราญ “คอสตา กอนการ์เดีย”
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
นับเป็นอุบัติเหตุสุดอื้อฉาวที่สร้างความตกตะลึงไปทั่วโลกเมื่อเรือสำราญ “คอสตา กอนการ์เดีย” เกิดอับปางนอกชายฝั่งอิตาลีเมื่อคืนวันที่ 13 ม.ค.ที่ผ่านมา ภายหลังพุ่งชนแนวหินโสโครกเข้าอย่างจัง
เพราะในยุคสมัยที่เทคโนโลยีก้าวไกลไร้ขีดจำกัด ไม่มีใครคาดคิดว่าความผิดพลาดร้ายแรงเช่นนี้จะเกิดขึ้นได้ พร้อมกับคร่าชีวิตผู้โดยสารมากถึง 11 คน สูญหาย 20 คน และบาดเจ็บอีกราว 60 คน
แม้ขณะนี้หลักฐานเบื้องต้นบ่งชี้ว่าสาเหตุหลักของอุบัติเหตุครั้งนี้เกิดจากความผิดพลาดของกัปตัน ฟรานเชสโก สเก็ตติโน ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างประมาทด้วยการแล่นเรือเข้าชายฝั่งใกล้มากเกินไป
ทว่า ได้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในเรื่อง “ความปลอดภัยของเรือสำราญ” จนบรรดาผู้เชี่ยวชาญไม่ว่าจะเป็นนักวิเคราะห์จากวอลสตรีต หรือผู้คร่ำหวอดในวงการการท่องเที่ยวและธุรกิจล่องเรือสำราญ ต่างออกโรงเตือนว่า อุบัติเหตุครั้งนี้อาจนำมาซึ่งพายุลูกใหญ่ ที่เตรียมถล่มธุรกิจเรือสำราญทั่วโลกอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบการในยุโรป
ทั้งนี้ หลายคนอาจไม่ทราบว่าในช่วงเวลา 15 ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมล่องเรือสำราญได้มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยสมาคมเรือสำราญในรัฐฟลอริดาของสหรัฐเปิดเผยว่า เมื่อปี 2553 มีผู้ใช้บริการเรือสำราญมากถึง 15 ล้านคนทั่วโลก
เฉพาะอุตสาหกรรมล่องเรือสำราญในยุโรปนั้นมีมูลค่าสูงถึง 4.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โดยเส้นทางการเดินเรือที่ได้รับความนิยมมากที่สุด คือ เส้นทางล่องเรือแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งเป็นเส้นทางเดียวกับที่เกิดอุบัติเหตุครั้งล่าสุดนั่นเอง
ที่ผ่านมาการแข่งขันที่เข้มข้นและดุเดือดในวงการนี้ได้ผลักดันให้บริษัทต่างๆ เร่งปฏิรูปการให้บริการครั้งใหญ่โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาตัวเรือให้ทันสมัยมากขึ้น โดยต้องยอมรับว่าเรือสำราญในปัจจุบันเพียบพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายไม่ว่าจะเป็นสระว่ายน้ำ กาสิโน ฟิตเนส และร้านค้า
หรือกล่าวอีกอย่างก็คือ ประสบการณ์บนเรือได้กลายเป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวหลายต่อหลายคนใฝ่ฝันที่สักวันจะได้มีโอกาสสัมผัส จนในบางทีนั้นประสบการณ์เหล่านี้กลับมีความสำคัญมากกว่าสถานที่ท่องเที่ยวตามเส้นทางเดินเรือเสียอีก
ดังนั้น อุบัติเหตุเรือสำราญคอสตา กอนการ์เดีย อับปาง จึงไม่เพียงแต่จะส่งผลกระทบต่อเจ้าของบริษัทเรือที่ดำเนินการเท่านั้น แต่จะสั่นคลอนอุตสาหกรรมล่องเรือสำราญทั่วโลกอย่างแน่นอน
“เราไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าอุบัติเหตุครั้งนี้จะส่งผลต่อยอดการจองตั๋วเรือสำราญมากเพียงใด เพราะเหตุการณ์ก็เพิ่งจะเกิดขึ้นไม่นานมานี้เอง และเราก็ไม่มีเหตุการณ์คล้ายคลึงกันมาเปรียบเทียบได้” โรบิน ฟาร์ลี นักวิเคราะห์จากธนาคารยูบีเอส กล่าว โดยในเบื้องต้นเจ้าตัวได้หั่นคาดการณ์รายได้ปี 2555 ของบริษัท คาร์นิวัล คอร์ปอเรชัน ซึ่งเป็นเจ้าของเรือสำราญลำดังกล่าว ไปเรียบร้อยแล้ว โดยคาดว่ารายได้บริษัทปีนี้จะหดตัวมากถึง 26% จากการพิจารณาค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่บริษัทจะต้องสูญเสีย ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายในการกู้หรือซ่อมแซมเรือ ค่าเสียโอกาสจากการที่ไม่สามารถนำเรือมาให้บริการได้ และการถูกฟ้องร้องตามกฎหมาย
แม้นี่จะไม่ใช่ครั้งแรกที่วงการเรือสำราญต้องเผชิญกับอุปสรรคครั้งใหญ่ เพราะเมื่อปี 2545 เรือซีไดมอนต์ ของบริษัท หลุยส์ครูซไลน์ ได้พุ่งชนแนวหินส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 คน นอกจากนี้เมื่อปี 2553 ยังเกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่บนเรือคาร์นิวัล สเปนดอร์ จนผู้โดยสารราว 3,000 คน ไม่มีไฟฟ้าใช้นานถึง 2 วัน ขณะกำลังล่องลอยอยู่กลางทะเล
ทว่า นักวิเคราะห์ก็เตือนว่า อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นครั้งล่าสุดนี้มีความรุนแรงกว่าอุบัติเหตุครั้งก่อนๆ มาก โดยปัจจัยสำคัญนั้นเกิดจาก “การนำเสนอข่าวของสื่อ” นั่นเอง
เพราะต้องไม่ลืมว่า นับตั้งแต่เรือคอสตา กอนการ์เดีย เกยตื้น สิ่งที่ถูกนำเสนอออกมานั้นล้วนแต่เป็นข่าวเชิงลบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวสุดอื้อฉาวของกัปตันที่มีการร่ำลือกันว่าสละเรือก่อนที่ผู้โดยสารทุกคนจะได้รับความช่วยเหลือ ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนกฎระเบียบที่กำหนดไว้ว่า กัปตันและลูกเรือจะต้องเป็นกลุ่มสุดท้ายที่อพยพออกจากเรือ ข่าวลือที่ว่าขั้นตอนการอพยพผู้โดยสารของลูกเรือนั้นเป็นไปอย่างล่าช้าและไร้ซึ่งระเบียบแบบแผน หรือคำบอกเล่าของผู้โดยสารบางรายที่กล่าวว่า เหตุการณ์บนเรือช่างน่ากลัวราวกับเหตุการณ์เมื่อครั้งเรือไททานิคจม
“ตอนแรกฉันกับแม่วางแผนกันไว้ว่าจะฉลองวันแม่บนเรือสำราญ แต่ตอนนี้ก็เริ่มลังเลเสียแล้วเพราะแม่ว่ายน้ำไม่เป็น และหากเกิดอะไรขึ้นเธอก็อาจได้รับอันตราย” ลูกค้ารายหนึ่งกล่าว
ดังนั้น ตราบใดที่สื่อยังคงเดินหน้านำเสนอเรื่องราวเลวร้ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นในค่ำคืนวันนั้น สิ่งนี้ก็จะมีอิทธิพลต่อความคิดของผู้คนอย่างแน่นอน และสุดท้ายจะเป็นตัวตัดสินสำหรับลูกค้าคนหนึ่งๆ ว่าจะ “ซื้อ” หรือ “ไม่ซื้อ” ตั๋วกันแน่
ด้าน ไมค์ ดริสโกล บรรณาธิการเว็บไซต์นิวส์ วีก ซึ่งเป็นเว็บไซต์ข่าวเกี่ยวกับธุรกิจเรือสำราญ มองว่า การนำเสนอข่าวเรือคอสตา กอนการ์เดีย ได้ทำลายความเชื่อมั่นของลูกค้าและภาพลักษณ์ของบริษัท คาร์นิวัลฯ ลงอย่างมาก
“ในสมัยที่เกิดไฟไหม้บนเรืออีกลำของบริษัท คาร์นิวัลฯ ทางบริษัทสามารถแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเมื่อนักข่าวไปสัมภาษณ์ผู้โดยสาร ไม่มีใครกล่าวโทษลูกเรือเลย แต่ในทางกลับกันมีแต่คนขอบคุณลูกเรือที่ได้ช่วยชีวิตผู้โดยสาร” ดริสโกล กล่าว โดยย้ำว่าหากเปรียบเทียบกับอุบัติเหตุครั้งอื่นๆ แล้ว เหตุการณ์ครั้งนี้เข้าขั้น “เละเทะ” เลยทีเดียว
ขณะเดียวกัน ต้องไม่ลืมว่าอุบัติเหตุครั้งนี้เกิดขึ้นช่วงไฮซีซันของธุรกิจเรือสำราญ ซึ่งเป็นช่วงเวลาระหว่างเดือน ม.ค.มี.ค. ที่ยอดการจองตั๋วจะพุ่งสูงสุดหากเทียบกับตลอดทั้งปี
ดังนั้น ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเรือสำราญจึงเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เลย
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางเสียงเตือนถึงแนวโน้มความเป็นไปได้ที่อุบัติเหตุครั้งนี้จะนำไปสู่ “หายนะ” ต่ออุตสาหกรรมเรือสำราญ กลับมีนักวิเคราะห์อีกกลุ่มที่มีทัศนคติในแง่บวก โดยมองว่า ผลกระทบต่อธุรกิจประเภทนี้จะเป็นเพียงผลกระทบระยะสั้นเท่านั้น โดยเมื่อเวลาผ่านไปผู้คนก็จะลืมเหตุการณ์เลวร้ายนี้ไปได้อย่างแน่นอน
นอกจากนี้ โดยปกติแล้วกว่าครึ่งของผู้ที่ซื้อตั๋วเรือสำราญ คือผู้ที่เคยมีประสบการณ์ท่องเที่ยวเรือสำราญแล้วทั้งนั้น ดังนั้นเมื่อมีการตั้งคำถามถึงประเด็นเรื่องความปลอดภัยของเรือสำราญ ลูกค้ากลุ่มนี้ก็จะหันไปใช้บริการเรือสำราญของบริษัทอื่นแทนเท่านั้น โดยไม่ได้ยกเลิกหรือเลื่อนการซื้อตั๋วแต่อย่างใด
“ลูกค้าประจำจะทราบดีว่าอุบัติเหตุรุนแรงเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นประจำ” ดเวน วอล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ครูซวัน กล่าว
ทั้งนี้ ในส่วนของความเคลื่อนไหวของทางคาร์นิวัล ล่าสุดได้ออกแถลงการณ์ว่าจะตรวจสอบระบบความปลอดภัยทั้งหมดทุกขั้นตอนหลังเกิดอุบัติเหตุอย่างแน่นอน พร้อมทั้งเตรียมออกกฎเหล็กด้านความปลอดภัยมากขึ้น เพื่อสร้างความมั่นใจว่าจะไม่เกิดเหตุซ้ำรอยขึ้นอีกในอนาคต
สำหรับบริษัทอื่นๆ ก็เล็งใช้มาตรการลักษณะเดียวกัน กล่าวคือ ยกระดับมาตรการด้านความปลอดภัยเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า โดยสิ่งนี้ดูจะเป็นหนทางเดียวที่บรรดาธุรกิจเรือสำราญทั่วโลกสามารถงัดออกมาใช้เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อบริษัทได้
แต่มาตรการเหล่านี้จะเพียงพอที่จะกอบกู้ความเสียหายที่เกิดขึ้นต่ออุตสาหกรรมเรือสำราญได้หรือไม่ เวลาเท่านั้นที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์







