
เมืองไทยในสายตาโลกยึดทรัพย์หรือจะไปศาลโลก...?
...
ทีมข่าวต่างประเทศเมืองไทยยังเกาะประเด็นกระแสข่าวหลักของโลกอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษายึดทรัพย์บางส่วนของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร
นิตยสารเชิงข่าวอย่าง
“ไทม์” ไม่พลาดที่จะมองประเด็นร้อนเรื่องกรณีการยึดทรัพย์สินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ผ่านไปเมื่อช่วงวันศุกร์ ซึ่งรายงานเรื่องดังกล่าวโดยโรเบิร์ต ฮอร์น ผู้สื่อข่าวที่ติดตามสถานการณ์จากประเทศไทย ระบุว่า ทักษิณ ชินวัตร มหาเศรษฐีแห่งวงการธุรกิจการสื่อสารอาจจะไม่ได้เป็นมหาเศรษฐี อีกต่อไป เนื่องจากถูกทางศาลตัดสินยึดทรัพย์สินมูลค่า 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ หลังจากที่มีการสรุปว่าอดีตนายกรัฐมนตรีใช้อำนาจและตำแหน่งเอื้อประโยชน์ต่อตนเองไทม์ระบุว่า คดีดังกล่าวถือเป็นคดีคอร์รัปชันที่สร้างความขัดแย้งมากที่สุดคดีหนึ่ง การตัดสินดังกล่าวเป็นความเสี่ยงที่จะสร้างความแตกร้าวให้ถลำลึกมากขึ้นในการเมืองไทยระหว่างผู้ที่ให้การสนับสนุนอดีตนายกฯ กับฝ่ายตรงข้าม
แม้ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารจะเข้าตรึงกำลังคุมเข้มในหลายพื้นที่ เนื่องจากหวั่นวิตกว่าจะเกิดความรุนแรง แต่ทว่าในความเป็นจริงแล้วท้องถนนในกรุงเทพฯ กลับโล่ง และสงบเงียบหลังการพิจารณาคดี รายงานของไทม์ระบุ
ในช่วงหนึ่งของรายงานระบุว่า อดีตนายกฯ ออกมาบอกกับกลุ่มผู้ให้การสนับสนุนว่า ถ้าคำตัดสินของศาลไม่ยุติธรรมต่อตน จะนำคดีดังกล่าวนี้ฟ้องต่อศาลโลก (The International Court of Justice) ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ แต่ทว่าในรายงานดังกล่าวระบุว่าศาลดังกล่าวตัดสินคดีของกฎหมายระหว่างประเทศ หรือจะให้ความคิดเห็น หรือคำแนะนำตามคำร้องขอจากทางหน่วยงานต่างๆ ของสหประชาชาติเท่านั้น
ด้าน วอล์ดีน อิงแลนด์ ผู้สื่อข่าวของสำนักข่าวบีบีซี ซึ่งติดตามการเมืองไทย และคดีดังกล่าวอย่างใกล้ชิดระบุว่า ศาลเลือกที่จะยึดทรัพย์บางส่วน
อิงแลนด์รายงานด้านความคิดเห็นตอบโต้จากทางอดีตนายกฯ ที่ยังคงยืนยันว่า ตนเองไม่ได้ทำความผิดใดๆ ในขณะที่ศาลก็ระบุว่าการยึดทรัพย์สินทั้งหมดเป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรม เพราะว่าทรัพย์สินบางส่วนมีขึ้นก่อนที่ทักษิณจะขึ้นเป็นนายกฯ
นอกจากนี้ ทางบีบีซีระบุว่า คำตัดสินของศาลจะไม่ได้หยุดยั้งความเคลื่อนไหวของอดีตนายกฯ หรือไม่ได้มีทีท่าว่าจะช่วยเยียวยาความแตกแยกภายในประเทศ ซึ่งขั้วของความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเป็นสาเหตุมาจากคะแนนนิยมของอดีตนายกฯ ที่มากมายมหาศาลจากเหล่าประชาที่ยากจน
อีกหนึ่งมุมมองต่างชาติที่น่าสนใจคือ รายงานจากหนังสือพิมพ์อินดิเพนเดนต์ ของอังกฤษ ซึ่งเขียนโดยดันแคน แม็กคาร์โก ศาสตราจารย์ด้านการเมืองภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แห่งมหาวิทยาลัยลีดส์ แสดงความคิดเห็นการเมืองไทย และสังคมไทยว่า การประนีประนอมเป็นเรื่องที่จำเป็นสำหรับประเทศที่มีการแบ่งแยกเป็นฝักเป็นฝ่าย และแตกร้าวอย่างในไทย
แม็กคาร์โก ระบุว่า อดีตประธานสโมสรแมนเชสเตอร์ซิตี คือผู้ที่ปลุกเร้าและแบ่งแยกเมืองอันเป็นแหล่งของพระพุทธศาสนา ให้ถูกผสมผสานกับลัทธิแห่งการฉวยโอกาส และการหลอกลวง อีกทั้งในตอนนี้ประเทศไทยมีความแบ่งแยกออกเป็นขั้วต่างๆ มากขึ้น และยิ่งเกิดการโต้เถียงระหว่างขั้วของความแบ่งแยก ประเทศไทยก็ยิ่งกลายเป็นประเทศที่ยากจะควบคุมมากยิ่งขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าการประนีประนอมทางการเมืองเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง
ในตอนท้ายของบทความดังกล่าวระบุว่า ทักษิณยังคงมีคดีอาญาในประเทศ แต่ทว่ากลับไม่มีเส้นทางไหนที่เปิดรับสำหรับการกลับมาของอดีตนายกฯ
ส่วนอีโคโนมิสต์มองภาพรวมของระบบการพิพากษา และชะตากรรมของอดีตนายกฯ ซึ่งระบุว่า ถ้ามองในไทยจะเห็นว่า วงล้อแห่งคำพิพากษาหยุดอย่างช้าๆ แต่เมื่อมีการเคลื่อนไหวไปข้างหน้าก็ยิ่งเห็นชัดเจนว่าอดีตนายกฯ กลุ่มที่สนับสนุนจะผิดหวังกับสิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งมากขึ้นเรื่อยๆ พร้อมทั้งเล่าถึงเหตุการณ์ที่สร้างความตื่นเต้นให้กับทั้งฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายที่ให้การสนับสนุนอดีตนายกฯ
นอกจากในบทความของอีโคโนมิสต์ ยังเห็นพ้องกับแนวทางของแม็กคาร์โก ที่เชื่อว่าทางออกในระยะนี้ควรเป็นการพยายามประนีประนอม และหันหน้าเข้าพูดคุยระหว่างกัน
หลุยซา ครอลล์ ซึ่งเป็นบรรณาธิการในการจัดอันดับความเป็นมหาเศรษฐีของทางนิตยสารฟอร์บส์เขียนลงในบล็อกที่รายงานเกี่ยวกับเศรษฐีทั่วโลกระบุ อดีตนายกฯ สูญเสียเงินจำนวนมากในคำตัดสินเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา แต่ทว่าจะถูกจัดอยู่ในตำแหน่งที่ดีขึ้นอีกในการจัดอันดับมหาเศรษฐี
โดยทรัพย์สินที่ทักษิณถูกยึดในครั้งนี้จะยังคงมีทรัพย์สินอีกจำนวน 900 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งไม่ได้ถูกยึดทรัพย์เป็นของรัฐ โดยที่ศาลระบุว่าทรัพย์สินก้อนดังกล่าวจะกลับคืนเป็นของอดีตนายกฯ ทั้งหมด ซึ่งอันที่จริงแล้วทางฟอร์บส์ระบุว่า ถ้าทักษิณได้เงินก้อนดังกล่าวกลับมา จะทำให้ทักษิณกลับคืนสู่การจัดอันดับมหาเศรษฐีของฟอร์บส์ได้
แต่ทว่า ด้วยคดีทางอาญาที่อดีตนายกฯ ยังคงต้องติดค้างอยู่นั้น ทางฟอร์บส์จึงไม่ได้รวมอดีตนายกฯ ไทยเข้าสู่การจัดอันดับมหาเศรษฐีครั้งล่าสุดที่จะเปิดในวันที่ 10 มี.ค.นี้ด้วย







