
จีนดัน 'เงินหยวน'โกอินเตอร์ น้ำมันโลกพุ่งส่งท้ายปี
สําหรับข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ส่งท้ายปีนั้น เรื่องเด่นที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้นข่าวการที่ 2 ชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ
สําหรับข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ส่งท้ายปีนั้น เรื่องเด่นที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้นข่าวการที่ 2 ชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ
ในเอเชียอย่างจีนและญี่ปุ่น ร่วมกันลงนามข้อตกลงการแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่าง 2 ประเทศโดยตรง หรือที่เรียกกันว่า “สวอปไลน์” ซึ่งจะทำให้ทั้งสองประเทศสามารถทำการค้าขายได้โดยตรง โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาเงินเหรียญสหรัฐมาเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนอีกเหมือนในอดีตอีกต่อไป
จากการที่ทั้งสองประเทศไม่ต้องอาศัยเงินเหรียญสหรัฐในการใช้เป็นตัวกลางในการซื้อขายในระหว่างกันนั้น ก็จะช่วยทำให้ภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศประหยัดต้นทุนในการทำการค้าระหว่างกันได้มากขึ้น เพราะไม่ต้องเสียทั้งค่าธรรมเนียมการแลกเปลี่ยนเป็นเงินเหรียญสหรัฐ และช่วยลดความเสี่ยงต่อความผันผวนของค่าเงินได้อีกด้วย โดยปัจจุบันการค้าระหว่าง 2 ประเทศนั้นใช้เงินเหรียญสหรัฐในการทำการค้าระหว่างกันสูงถึง 60% ของการค้าทั้งหมดที่มีระหว่างกัน
ทั้งนี้ จากข้อตกลงที่ออกมา แม้ว่าจะยังไม่มีการกำหนดกรอบระยะเวลาและรายละเอียดที่ชัดเจนออกมา แต่นักวิเคราะห์ชั้นนำต่างก็ออกมาคาดการณ์ว่า ข้อตกลงสวอปค่าเงินระหว่างจีนกับญี่ปุ่นนี้ ถือเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของจีนที่กำลังความพยายามจะผลักดันให้เงินสกุลหยวนของตนได้มีบทบาทในระดับสากลมากยิ่งขึ้น เพราะแม้ทุกวันนี้จีนจะเป็นเบอร์ 2 ทางเศรษฐกิจโลก และเป็นมหาอำนาจในด้านการผลิตและการค้าขาย แต่ระบบการเงินในสกุลหยวนของจีนนั้นกลับยังไม่เป็นที่นิยมและแพร่หลายในวงกว้าง เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ ยูโร หรือเงินเยน
ที่ผ่านมาจีนได้เดินหน้าจัดทำข้อตกลงสวอปค่าเงินกับหลายๆ ประเทศ โดยมุ่งเน้นไปที่กลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก อย่างเช่น ปากีสถาน ฮ่องกง ไทย นิวซีแลนด์ อาร์เจนตินา ซึ่งจะทำให้ประเทศเหล่านี้และจีนสามารถเข้าถึงสกุลเงินของแต่ละฝ่ายได้สะดวกมากขึ้น
นอกเหนือจากข้อตกลงสวอปค่าเงินดังกล่าวแล้ว ญี่ปุ่นก็จะซื้อพันธบัตรรัฐบาลจีนมาเก็บไว้เป็นทุนสำรองระหว่างประเทศอีกรูปแบบหนึ่ง รวมทั้งจะสนับสนุนให้มีการขายพันธบัตรเงินสกุลหยวนของจีน ทั้งตลาดภายในญี่ปุ่นเองและในต่างประเทศ โดยจะขายผ่านทางบริษัทเอกชนของญี่ปุ่น และธนาคารเพื่อความร่วมมือต่างประเทศของรัฐบาลญี่ปุ่นอีกด้วย
ความร่วมมือที่มีขึ้นนี้เกิดขึ้นในระหว่างการเดินทางไปเยือนจีนของนายกรัฐมนตรี โยชิฮิโกะ โนดะ ของญี่ปุ่น ในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งก็ได้สร้างความประหลาดใจให้กับหลายฝ่าย เพราะทั้งสองประเทศนี้ไม่ค่อยจะมีความสัมพันธ์ที่ราบรื่นสักเท่าไร อันเป็นผลมาจากบาดแผลทางประวัติศาสตร์
ญี่ปุ่นเดินหน้าจับมืออินเดียทำข้อตกลง ‘สวอปเงิน’ ต่อ
ภายหลังจากที่ได้บรรลุข้อตกลงกับจีนแล้ว นายกรัฐมนตรี โยชิฮิโกะ โนดะ ของญี่ปุ่น ก็ได้มุ่งหน้าเดินทางต่อไปยังอินเดีย โดยในระหว่างการไปเยือนนั้น ผู้นำทั้งสองประเทศก็ได้มีการทำความตกลงระหว่างกันหลายฉบับ โดยหนึ่งข้อตกลงซึ่งเป็นที่จับตามองก็คือ ข้อตกลงการยืดขยายเพดานการสวอปอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินระหว่าง 2 ประเทศขึ้นไปอยู่ที่ 1.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โดยที่เพิ่มขึ้นจากข้อตกลงเดิมที่ทำกันไว้ในปี 2551 ซึ่งกำหนดไว้ที่ 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งถือเป็นการขยายบทบาททางการเงินในหลายๆ ประเทศให้มากยิ่งขึ้น หลังจากที่ก่อนหน้านี้ญี่ปุ่นก็ได้ไปทำข้อตกลงในการสวอปอัตราแลกเปลี่ยนกับเกาหลีใต้และจีนมาก่อนหน้านี้แล้ว
โสมแดงชู คิมจองอึน ผงาดขึ้นเป็นผู้นำเบอร์ 1
ขณะที่ความเคลื่อนไหวของเกาหลีเหนือในสัปดาห์นี้ ก็กลายเป็นที่สนใจของคนทั่วโลกไม่น้อย เมื่อคณะกรรมการกำกับนโยบายของพรรคแรงงาน ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในเกาหลีเหนือ ประกาศแต่งตั้ง คิมจองอึน ให้เป็นหัวหน้าพรรค พร้อมกับดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นการส่งสัญญาณที่แน่ชัดแล้วว่า คิมจองอึน ลูกชายของอดีตประธานาธิบดี คิมจองอิล จะได้รับการแต่งตั้งขึ้นเป็นผู้นำประเทศอย่างแน่นอนแล้ว
ที่สำคัญก็คือ ทางการเกาหลีเหนือก็ออกมาส่งสัญญาณให้กับชาวโลกได้รับรู้อย่างเป็นทางการว่า นโยบายอันแข็งกร้าวของเกาหลีเหนือต่อเกาหลีใต้นั้นจะยังคงไม่เปลี่ยนแปลง และบอกอีกว่า ให้ชาวโลกโดยเฉพาะเหล่าบรรดานักการเมืองที่มองโลกในแง่ดีทั้งหลายว่า ให้เลิกฝันเฟื่องได้แล้ว เพราะเกาหลีเหนือภายใต้ของการนำของผู้นำคนใหม่อย่างคิมจองอึน จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงนโยบายรวมถึงจุดยืนที่เคยเป็นมาในอดีตอย่างแน่นอน
โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เกาหลีเหนือนั้นมักจะใช้นโยบายที่แข็งกร้าวและให้ความสำคัญกับการทหาร ความมั่นคง และการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์มากเป็นพิเศษ ในขณะที่เศรษฐกิจของประเทศนั้นกลับอยู่ในภาวะล้มเหลว จนทำให้ปัจจุบันประชาชนชาวเกาหลีเหนือเป็นจำนวนมากต่างต้องอยู่ในสภาพอดยากแร้นแค้นกว่าหลายล้านคน
ราคาน้ำมันโลกพุ่ง 2% หลังอิหร่านขู่ปิดช่องแคบฮอร์มุซ
อีกหนึ่งข่าวที่กลายเป็นจุดสนใจของคนทั่วโลกก่อนจะถึงช่วงเวลาสิ้นปีก็คือ ข่าวการที่กองทัพเรืออิหร่านออกมาข่มขู่ว่าจะทำการปิดช่องแคบฮอร์มุซทันที หากชาติตะวันตกใช้มาตรการคว่ำบาตรที่รุนแรงกับอิหร่าน จากข้อกล่าวหาว่าอิหร่านแอบพัฒนาอาวุธร้ายแรงและเป็นภัยต่อความมั่นคงและสันติภาพของโลก
การออกมาข่มขู่ในครั้งนี้ของกองทัพเรืออิหร่าน ได้ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกเมื่อช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมาพุ่งขึ้นกว่า 2% เพราะช่องแคบดังกล่าวถือเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยมีปริมาณน้ำมันเข้าออกจากอ่าวเปอร์เซียผ่านช่องแคบดังกล่าวเพื่อเดินทางต่อไปสู่มหาสมุทรอินเดีย คิดเป็นถึง 1 ใน 3 ของปริมาณน้ำมันทั่วโลก ซึ่งหากอิหร่านดำเนินการปิดช่องแคบนี้ขึ้นมาจริงๆ ก็จะส่งผลให้น้ำมันจำนวนเหล่านี้ไม่สามารถส่งออกสู่ตลาดได้







